Latest Entries »

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2010

โรม 10:9-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าบอกเราว่าเราจะรอดได้อย่างไร? (ข้อ 9-13)
  2. อะไร คือ เหตุที่ทำให้คนอีกมากมายยังไม่ได้รับความรอด? (ข้อ 14-15)

(ย2) ยอมภาวนา

ในวันที่ 21 มกราคม 1930 ชื่อของแฮโรลด์ วีเดียน ได้กลายเป็นชื่อของวีรบุรุษ วันนั้นเป็นวันซึ่งพระเจ้าจอร์จที่ 5 ของอังกฤษทรงมีหมายกำหนดการที่จะกล่าวเปิดการประชุมทางด้านอาวุธของลอนดอน ซึ่งจะมีการออกอากาศทางวิทยุทั่วโลก

โดนัลด์ แมคคัลลาฟได้เขียนในหนังสือ The Trivialization of God เอาไว้ว่า ก่อนที่พระเจ้าจอร์จจะทรงกล่าวเปิดการประชุมเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น เจ้าหน้าที่ของซีบีเอสคนหนึ่งได้เดินสะดุดสายไฟและทำให้สายไฟขาด ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันทั่วประเทศไม่สามารถรับฟังการถ่ายทอดดังกล่าวได้ โดยไม่ลังเลใจ นายแฮโรลด์ วีเดียน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการได้ฉวยปลายข้างหนึ่งของสายไฟฟ้าที่ขาดด้วยมือขวา และอีกปลายข้างหนึ่งด้วยมือซ้าย ซึ่งเป็นผลให้วงจรไฟฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้งหนึ่ง วีเดียนจับสายไฟอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งพระเจ้าจอร์จทรงกล่าวเปิดพิธีเสร็จ โดยไม่สนใจว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวเขานั้นจะสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาสักเพียงไร

เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคริสเตียนที่จะยอมให้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าไหลผ่านเพื่อที่พระดำรัสของกษัตริย์เหนือกษัตริย์ อันได้แก่ข่าวประเสริฐแห่งการช่วยกู้จะถูกประกาศออกไปทั่วโลก อ.เปาโลกล่าวว่า “ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้?” (รม.10:14) ถ้าเรายินดีที่จะเป็นสายไฟโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เราจะต้องสูญเสีย ข่าวประเสริฐก็จะถูกส่งออกไปทั่วโลก

คุณจะยอมเป็นสายไฟเพื่อพระดำรัสขององค์จอมกษัตริย์จะได้ถูกถ่ายทอดออกไปหรือไม่?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณทำอะไรบ้างเพื่อเป็นส่วนช่วยให้คนรับความรอด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์”

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2010

2 โครินธ์ 4:1-6

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สาเหตุที่ทำให้คนไม่เชื่อในพระเจ้า? (ข้อ 3-4)
  2. อะไร ทำให้เราสามารถส่องสว่างพระกิตติคุณแก่ผู้อื่นได้? (ข้อ 1-3, 6)

(ย2) ยอมภาวนา

ถนนของฟิลาเดลเฟียในสมัยของเบนจามิน แฟรงคลิน หลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินแล้วจะปกคลุมไปด้วยความมืด คนที่เดินเท้าในตอนกลางคืนจะต้องเดินอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะไม่สะดุดหินหรือตกลงไปในหลุม

แฟลงคลินตัดสินใจที่จะวางแบบอย่างให้กับประชาชนของเขา โดยการวางโคมไฟไว้นอกบ้าน เวลาที่คนเดินสะดุดหกล้มที่ถนนในตอนกลางคืน เขาจะเดินมาตรงแสงไฟหน้าบ้านของแฟรงคลิน และเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของมัน ไม่นานหลังจากนั้นชาวฟิลาเดลเฟียคนอื่นๆก็นำโคมไฟมาวางไว้ที่หน้าบ้านของตนตามอย่างแฟลงคลิน ดังนั้นหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดิน หมู่บ้านทั้งหมดก็สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟ

โลกที่ล้อมรอบเรานั้นมืดมิดไปด้วยการละเลยฝ่ายจิตวิญญาณ สำหรับผู้คนมากมาย การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเป้าหมายนั้นนำเขาไปสู่ความท้อแท้ที่มิอาจพูดออกมาได้

เราไม่สามารถขับไล่ความกลัวออกไปจากทุกหนทุกแห่งได้คนเดียว แต่เราสามารถทำบางสิ่งที่สำคัญได้โดยการยอมให้พระเจ้าจุดไฟในชีวิตของเราว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ. 5:16)

แทนที่เราจะมานั่งคร่ำครวญต่อความมืดที่ปกคลุมเราไว้ เราสามารถชี้ทางสว่างให้กับคนที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงส่องสว่างผ่านทางชีวิตของเรา ดวงวิญญาณซึ่งล้มลงในความมืดจะกลับมาหาพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์สว่างของโลก ดวงไฟดวงเล็กที่สุดยังคงส่องแสง ในคืนอันมืดมิด

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2010

กาลาเทีย 6:7-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าบอกให้เรารู้ว่าผลของชีวิตที่เราจะเก็บเกี่ยวได้นั้นมาจากไหน? (ข้อ 7)
  2. ผู้ที่หว่านชีวิตในเนื้อหนังจะได้เก็บเกี่ยวอะไร? ผู้ที่หว่าชีวิตในฝ่ายวิญญาณจะได้เก็บเกี่ยวอะไร? (ข้อ 8)
  3. อะไร คือ เหตุที่เราไม่ควรเมื่อยล้าในการกระทำดี? (ข้อ 9) และเราควรทำดีต่อใครบ้าง? (ข้อ 10)

(ย2) ยอมภาวนา

คนบางคนเติบโตขึ้นอย่างงดงาม แต่คนบางคน กลายเป็นคนบูดบึ้งและเกรี้ยวกราด เราควรรู้ว่าเราจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เพราะเราต่างก็ต้องมีอายุมากขึ้น

คนเราไม่ได้หงุดหงิดหรืออารมณ์เสียเพียงเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น อายุไม่ได้ทำให้เราจู้จี้ ขี้บ่นและอารมณ์ขึ้นๆลงๆเรากลายเป็นอย่างนี้ เพราะเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้วต่างหาก

เปาโลเขียนไว้ว่า “ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของ ตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่า…แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” (กท. 6:8) คนที่สนใจและคิดถึงแต่ตัวเองก็กำลังหว่านเมล็ดแห่งความทุกข์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่รักพระเจ้าและเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น ก็หว่านเมล็ดที่วันหนึ่งจะงอกเงยเป็นความชื่นชม ยินดีให้ได้เก็บเกี่ยว

ซี เอส ลูอิส กล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ทุกครั้งที่คุณต้องเลือกหรือตัดสินใจ จุดศูนย์กลางของตัวคุณเองที่ทำหน้าที่ตัดสินใจก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่บางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นทีละน้อย” ในแต่ละวัน เราสามารถเลือกที่จะยอมจำนนความคิดของเราต่อพระเจ้าได้ ขอพระองค์ประทาน กำลังเพื่อให้เราอยู่เพื่อพระองค์และเพื่อผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงทำงานในเรา เราจะเติบโตขึ้นในความอ่อนสุภาพและมีเมตตา

ตอนนี้คำถามที่เราต้องถามตัวเองคือ ฉันจะเติบโตขึ้นแบบไหน? เมล็ดที่เราหว่านวันนี้ กำหนดว่าเราจะได้เก็บเกี่ยวผลอะไรในวันพรุ่งนี้

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. การดำเนินชีวิตทุกวันนี้ของคุณกำลังหว่านชีวิตในสิ่งใดระหว่างเนื้อหนังกับฝ่ายวิญญาณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2010

โรม 10:14-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุที่ทำให้คนไม่เชื่อในพระเจ้า? (ข้อ 14-18)
  2. อะไร คือ เหตุที่ทำให้คนได้ยินเรื่องของพระเจ้า? (ข้อ 14-18)

 

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเร็วๆนี้ ผมมีโอกาสพบกับชายผู้หนึ่งซึ่ง แนะนำให้ผมรู้จักกับพระเยซูเมื่อ 35 ปีก่อน วอร์เรน เวียร์สบี อดีตศิษยาภิบาลคริสตจักรมูดี้ในชิคาโก้และอาจารย์สอนพระคัมภีร์ที่พันธกิจแบ็คทูเดอะไบเบิล ท่านได้มาเทศนาในการสัมมนา พระคัมภีร์ครั้งหนึ่งในปี 1972 นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รับฟังข่าวประเสริฐเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อผม ซึ่งสำแดงออกโดยทางการสิ้น พระชนม์บนกางเขนของพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปิดตาและหัวใจของผมในค่ำคืนนั้น และผมได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ยน.1:12)

สรรเสริญพระเจ้าที่มีคนอย่างวอร์เรน เวียร์สบี ซึ่งสัตย์ซื่อในการประกาศข่าวประเสริฐและนำผู้อื่น มาถึงพระคริสต์ เปาโลกล่าวถึงคนเหล่านี้ว่ามีเท้าที่งดงาม “เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมาช่างงาม จริงๆหนอ” (รม.10:15)

อย่างไรก็ตาม การประกาศข่าวประเสริฐไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของอาจารย์สอนพระคัมภีร์และศิษยาภิบาลเท่านั้น แต่ทุกคนที่รู้จักพระเยซูก็สามารถแบ่งปันพระกิตติคุณแบบตัวต่อตัวกับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน สมาชิกในครอบครัว และคนแปลกหน้าได้ การแบ่งปันข่าวประเสริฐเป็นสิทธิพิเศษและเป็นหน้าที่ของเรา ถ้าเราไม่ทำ “ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้” (ข้อ 14)

ให้เราทำเท้าของเราให้สวยงาม โดยการนำข่าวดีเรื่องพระคริสต์ไปบอกผู้อื่น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณจะทำอะไรให้ผู้คนได้ยินเรื่องราวของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2010

มาระโก 2:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้คนพากันตอบสนองต่อการเสด็จมาของพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุมอย่างไร? (ข้อ 1-2)
    1. บรรดาเพื่อนของคนง่อยพากันทำสิ่งใดเพื่อจะนำคนง่อยนั้นมาให้ถึงพระเยซู? (ข้อ 4)
    2. อะไร คือ ผลที่เกิดขึ้นกับคนง่อยที่เพื่อนของเขาได้นำมาถึงพระเยซู? (ข้อ 12)

(ย2) ยอมภาวนา

หนุ่มเลี้ยงวัวซึ่งไม่เคยสนใจเรื่องพระเจ้าได้เดินทางไปยังซานฟรานซิสโกและใช้ชีวิต สำมะเลเทเมาด้วยเงินทั้งหมดที่เขาหามาได้จากการเลี้ยงวัวในทุ่ง คืนหนึ่งเขาได้เดินโซซัดโซเซกลับมายังห้องพักในโรงแรมและหลับไปจนสายของอีกวันหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมา เขาเห็นหนังสือเล่มเล็กๆวางอยู่บนโต๊ะใกล้กับหัวเตียง เขาหยิบมัน ขึ้นมาดูและพบว่าเป็นพระธรรมมาระโก เขาโยนมันลงไปบนพื้นด้วยความรังเกียจ

ค่ำวันนั้นหนังสือเล่มดังกล่าวก็กลับมาวางอยู่ ข้างเตียงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ามันยังอยู่ที่เดิมในวันที่ 3 เขาจึงตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาอ่าน และพบว่าหนังสือเล่มดังกล่าวน่าสนใจจนเขาวางไม่ลง เขาได้เป็นพยานในเวลาต่อมาว่า “ผมได้เรียนรู้ว่าพระเยซูตรัสกับชายที่เป็นง่อยว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ และรู้สึกชื่นชมหญิงม่ายที่ถวายเงินสองเหรียญสุดท้ายที่มีอยู่ให้กับพระเจ้า ผมประทับใจที่พระเยซูทรงอุ้มเด็กๆขึ้นมาและอวยพรพวกเขา จากนั้นถึงแม้ว่า พระองค์จะได้รับการปฏิบัติอย่างไร้ความยุติธรรม แต่พระองค์ยังเสด็จไปที่กางเขนเพื่อช่วยคนบาปให้รอด เมื่อผมรู้ว่าเหตุใดพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ ผมก็มองเห็นบาปของตัวเองและพบกับสันติสุขเมื่อได้เชื่อวางใจในพระองค์” นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หนุ่มเลี้ยงวัวก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน เขาใช้เวลาหลายปีในการแจกจ่ายพระธรรมมาระโกให้กับคนอื่นๆ

เช่นเดียวกัน เราต้องนำถ้อยคำที่ทำให้สำนึกนี้ไปถึงผู้คนให้ได้มากที่สุด ข่าวประเสริฐนั้นมีฤทธิ์อำนาจอย่างแท้จริง ข่าวประเสริฐจะสลายใจที่แข็งกระด้างและเยียวยาใจที่แตกสลาย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ตัวอย่างที่ดีที่คุณได้รับจากเพื่อนทั้ง 4 ของคนง่อย?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2010

ลูกา 19:29-40

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูตรัสสั่งให้สาวกของพระองค์ทำสิ่งใด? (ข้อ 29-35)
  2. เมื่อพระเยซูเสด็จไปตามทางเหล่าสาวกและผู้คนต่างพากันทำสิ่งใด? (ข้อ36-38)
  3. พระเยซูตรัสกับพวกฟาริสีอย่างไรเมื่อพวกเขาขอให้พระเยซูห้ามฝูงชนไม่ให้ร้องสรรเสริญ? (ข้อ 39-40)

(ย2) ยอมภาวนา

ผมได้รับจดหมายจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา และหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มใช้ชีวิตอย่างอาชญากรและติดคุก ต่อมาเธอติดยาเสพติดอย่างหนัก และคิดว่าทางเดียวที่จะหนีจากชีวิตที่มืดบาปนี้ได้คือการฆ่าตัวตาย

ณ จุดนั้น คำพยานของผู้หญิงสองคนที่เล่าเรื่องพระเยซูให้เธอฟัง ได้ทำให้เธอวางใจในพระผู้ช่วยให้รอดและพบเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ในไม่ช้าเธอก็อยากจะบอกเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นฟัง เธอมีความสามารถทางศิลปะ เธอจึงวาดประดิษฐ์ ลวดลายเป็นข้อพระคัมภีร์และคำหนุนใจ ลงบนหินเกลี้ยงที่เธอเก็บมาจากชายหาด เธอเอาหินเหล่านั้นไปขายและใช้เงินช่วยเหลือมิชชันนารี หินเหล่านี้คือวิธีที่เธอบอกเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น

เรื่องของหญิงคนนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสเมื่อพระองค์เสด็จเข้าเยรูซาเล็มไม่กี่ วันก่อนการถูกตรึงที่กางเขน ฝูงชนร้องว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ที่เสด็จมา ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ลก.19:38) เมื่อพวกฟาริสีบอกให้พระเยซูสั่งให้ฝูงชนเงียบ พระองค์ตรัสว่าถึงฝูงชนจะเงียบ แต่ศิลาจะส่งเสียงร้อง (ข้อ 40)

แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้หมายถึงหินระบายสี แต่ก็ยังเป็นความจริงที่ว่า แม้คำพยานจากปากของเราจะเงียบไป แต่ก็ยังมีวิธีอื่นอีกมากที่จะบอกเรื่องพระเยซูให้กับคนอื่น คุณจะใช้ “หิน” อะไรเพื่อบอกผู้อื่นถึงพระผู้ช่วยให้รอดและกษัตริย์ของคุณ? ฉันเป็นแค่ใครคนหนึ่งที่บอกคนทุกคนถึงท่านผู้นั้นที่ช่วยใครๆให้รอดได้!

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณทำหรือใช้เพื่อบอกผู้อื่นถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้เสด็จมานั้น?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันพุธที่ 4 สิงหาคม 2010

ลูกา 2:25-35

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. สิเมโอนเป็นใคร? และพระเจ้าทรงสำแดงแก่เขาว่าอย่างไร?(ข้อ 25-26)
  2. เมื่อสิเมโอนได้พบพระเยซู เขาได้เปิดเผยถึงความจริงที่พระเยซูทรงเป็นว่าอย่างไร? (ข้อ 28-35)

(ย2) ยอมภาวนา

ห้องนั้นเคยทรุดโทรม เครื่องเรือนก็ไม่เข้ากัน ประดับด้วยภาพวาดสีซีดจางและโคมไฟน่าเกลียด มีของกระจุกกระจิกวางอัดแน่นอยู่เต็มพื้นที่ เจ้าของบ้านพยายามจะจัดวางให้ดีขึ้น แต่กลับทำให้ห้องดูแย่กว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้จึงมีรายการโทรทัศน์สำหรับปรับปรุงบ้าน หลังจากสัมภาษณ์เจ้าของบ้าน นักออกแบบจะวาดแบบห้องให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ผู้ผลิตรายการสร้างความน่าติดตามด้วยช่วง “เผยโฉม” ผู้ชมจะได้เห็นความก้าวหน้าและอุทานด้วยความประหลาดใจไปพร้อมกับเจ้าของบ้านเมื่อได้เห็นโฉมใหม่ของห้อง

โลกนี้กลายเป็นเหมือนห้องที่ถูกละเลยมาตลอด ผู้คนนำข้าวของที่ไม่เข้ากันเข้ามาไว้ ลำดับสิ่งต่างๆด้วยวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอย ชีวิตน่าเบื่อ บีบรัด และไร้ประสิทธิภาพ โครงการพัฒนาชีวิตต่างๆก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อย

พระคัมภีร์คือแผนการของพระเจ้าซึ่งสำแดงหนทางที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต พระเจ้าทรงสร้างช่วงที่น่าติดตามตลอดพันธสัญญาเดิม และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ก็มาถึงการเผยโฉมครั้งสำคัญของพระเยซู! เมื่อสิเมโอนได้เห็นพระองค์ เขาได้อุทานว่า “ตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว…เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์” (ลก.2:30-32)

เราเป็นส่วนหนึ่งของ “การเผยโฉม” ครั้งยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อเราติดตามพระประสงค์และแบบอย่างของพระคริสต์ ทั้งสิ้นในตัวฉัน เป็นหนี้พระเยซูคริสต์ ซึ่งทรงสำแดงแก่ฉัน ผ่านทางหนังสือของพระองค์

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณจะทำสิ่งใด เพื่อแผยถึงความรอดที่คุณได้รับจากพระเยซูให้คนอื่นได้รู้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2010

มัทธิว 9:35-10:1

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูทรงทำเมื่อทรงดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ? (มัทธิว9:35) อะไร คือ เหตุผลที่ทรงทำสิ่งเหล่านั้น? (มัทธิว9:36)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูบัญชาให้สาวกทำ? เพราะเหตุใด? (มัทธิว9:37-38)
  3. พระเยซูทรงประทานสิ่งใดให้แก่สาวก? เพื่ออะไร? (มัทธิว10:1)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อดี.แอล.มูดี้ ไปร่วมประชุมในหัวข้อการประกาศพระกิตติคุณกับคนหมู่มากที่เมืองอินเดียนาโพลิส เขาไม่ได้ไปเพื่อบรรยายเท่านั้น มูดี้ได้ขอให้เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยมไปพบเขาที่หัวมุมถนนตอนหกโมงเย็น ชายผู้นั้นขึ้นไปยืนบนกล่องพร้อมกับขับร้องเพลง เมื่อฝูงชนเริ่มเข้ามาห้อมล้อม มูดี้ได้กล่าวสั้นๆและเชื้อเชิญให้ตามเขาไปที่หอประชุมใกล้ๆ

ไม่นานนักหอประชุมก็เต็มไปด้วยผู้คนที่หิวกระหายฝ่ายวิญญาณ และมูดี้ก็เทศนา เมื่อผู้เข้าร่วมการประชุมเริ่มทะยอยกันมาถึง มูดี้จึงหยุดเทศนาและกล่าวว่า “เราคงต้องจบตรงนี้ เนื่องจากพี่น้องที่มาประชุมอยากจะสนทนาในหัวข้อ วิธีประกาศกับคนหมู่มากž”

เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมาก ก็ “ทรงสงสารเขา” (มธ.9:36) พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา…จงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์” (ข้อ 37-38) แล้วพระองค์ก็ส่งพวกเขาออกไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (10:1)

จากประชากรทั้งสิ้น 6.3 พันล้านคนในโลกนี้ คาดว่ามีเพียง 10 % เท่านั้นที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ และกว่า 25 % ไม่เคยได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในฐานะสาวกของพระคริสต์ในยุคปัจจุบัน อย่ามัวแต่พูดถึงความต้องการข่าวประเสริฐเลย ให้เราอธิษฐานและออกไปเถิด  คนต่อไปที่คุณพบอาจเป็นทุ่งนาที่คุณเก็บเกี่ยวได้

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณจะทำสิ่งใดในวันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บเกี่ยวแห่งอาณาจักรของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2010

2 โครินธ์ 3:5-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ความสามารถที่เรามีนั้นมาจากใคร? (ข้อ 5) และมีไว้เพื่ออะไร? (ข้อ 6)
  2. ผ้าคลุมหน้าที่บังพระฉายาของพระเจ้าจากชีวิตของเราถูกเปิดออกผ่านทางใครและด้วยวิธีใด? (ข้อ 16)
  3. อะไร จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่มีผ้าคลุมหน้าอีกต่อไปแล้ว? (ข้อ 18)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่น่าเชื่อที่หนังสือ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุ ประสงค์ ของ ริค วอเรนท์ จะจัดอยู่ในรายชื่อ หนังสือที่ขายดีที่สุด ปรากฎการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนเราว่า ทั้งผู้เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อล้วนมีความปรารถนา ลึกๆ ที่จะทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของชีวิต เราทุกคนต่างต้องการมีส่วนในสิ่งที่มีคุณค่า หากปราศจากการทรงเรียกและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ชีวิตของเราก็คงจะวุ่นวายอยู่แค่งานประจำ

เมื่อเราติดตามพระเยซูเรามีข้อได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เวสต์มินสเตอร์ เคทาคิซึม ได้สรุปเรื่องวัตถุประสงค์ชีวิตไว้อย่างสวยงามว่า “จุดประสงค์สำคัญที่สุดของมนุษย์” คือการ “ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและมีความสุขอยู่กับพระองค์ ชั่วนิจนิรันดร์”

การถวายเกียรติแด่พระเจ้าหมายถึง การให้พระลักษณะ น้ำพระทัย และวิถีทางของพระองค์ปรากฏอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ เปาโลย้ำเตือนเราว่า เรา “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ” (2 คร.3:18) วัตถุประสงค์ในชีวิตของเราคือ สำแดงให้คนอื่นเห็นพระลักษณะของพระเจ้าเมื่อเขามองดูและสัมผัสกับความรักของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา

ถือเป็นสิทธิพิเศษที่เราได้สะท้อนความรัก ความเมตตา ความยุติธรรม และความชอบธรรมของพระเจ้า ให้โลกซึ่งหัวใจ ถูกปิด “บัง” จากความจริงของพระองค์ (4:3-4) เพื่อทำให้ผู้อื่นเห็นตัวเราน้อยลงและเห็นพระเจ้ามากขึ้น และนั่นคือการมีชีวิตโดยเจตนาอย่างมีวัตถุประสงค์! วัตถุประสงค์ของคริสเตียนคือ การทำตามแผนการของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ วัตถุประสงค์ของพระเจ้าที่ปรารถนาให้คุณทำในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : โรม 10:15

“และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” 

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2010

สดุดี 84

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ความสุขที่ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวถึงนั้น พบได้ในที่ใด?(ข้อ 1-2, 4-5,10)
  2. อะไร คือ ผลที่เขาได้รับเมื่อเขาได้แสวงหาและอยู่ในที่ประทับของพระเจ้าเสมอ? (ข้อ 6-12)

(ย2) ยอมภาวนา

หนังสือท่องเที่ยวมักให้ความสำคัญกับการไปถึงจุดหมายปลายทางและช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะได้รับเมื่อเดินทางไปถึงที่นั่น แต่หนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “ศิลปะแห่งการแสวงบุญ (The Art of Pilgrimage) นั้นมองไกลกว่านั้น โดยพิจารณาถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการเดินทาง “การเดินทางที่ปราศจากอุปสรรคนั้นไร้ความหมาย และการเดินทางที่ปราศจากเป้าหมายนั้นไร้วิญญาณ” ผู้เขียนกล่าวว่า ในหนังสือของเขานั้น การเดินทางมีความสำคัญพอๆกับจุดหมายปลายทาง

นั่นคือมุมมองที่เรามีต่อชีวิตประจำวันหรือไม่? หรือว่าเรากำลังหมกมุ่นกับการต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งการเดินทางของชีวิตนั้นเป็นเพียงกระบวนการที่จะต้องอดทนเท่านั้น?

สดุดี 84 ได้บันทึกเรื่องราวของบุคคลผู้ซึ่งกำลังของเขาอยู่ในพระเจ้า และ “ใจของเขาเป็นทางหลวงไปศิโยน” (ข้อ 5) ชาวยิวในสมัยโบราณมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ขณะที่เดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเฉลิมฉลองในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ พระธรรมสดุดีได้พูดถึงการพบน้ำพุในหุบเขาบาคา และกำลังที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งมาถึงศิโยน (ข้อ 7) พระธรรมนี้ได้วาดภาพของความสุขในการเดินทาง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น

พระคัมภีร์ซึ่งเป็นหนังสือท่องเที่ยวของพระเจ้า เรียกร้องให้เราลิ้มรสการเดินทางซึ่งก็คือชีวิตของเรา เมื่อเราพบตัวเองเดินอยู่ในเส้นทางที่ยากลำบาก เราสามารถเลือกการปฏิเสธและบ่น หรือว่าเตรียมจิตใจของเราไปสู่ศิโยนที่ซึ่งเราเดินในวันนี้สำคัญพอๆกับที่ซึ่งเราจะเดินในวันพรุ่งนี้ ความสุขไม่ได้รอคอยเราอยู่แต่ในสวรรค์เท่านั้น แต่มีความชื่นชมยินดีเกิดขึ้นระหว่างทางด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณจะพบความสุขเหมือนอย่างผู้เขียนสดุดีตอนนี้ได้อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

ขี้กลัว 懦弱

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2009

มัทธิว 6:25-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

1. อะไรคือสิ่งที่พระคำของพระเจ้าบัญชาเราให้เราทำ? (ข้อ 25, 31, 34)

2. อะไร คือ สิ่งที่ทำให้เราสามารถมั่นใจและวางใจในพระองค์ได้? (ข้อ 26, 32)

(ย2) ยอมภาวนา

แจ็ค แมวลายส้มขาวหนักเกือบ 7 กิโลกรัม ทำหน้าที่เฝ้าสวนหลังบ้านให้กับเจ้านายของมันในนิวเจอร์ซีอย่างแข็งขัน มันมักจะขู่ไล่สัตว์ตัวเล็กๆ ที่รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของบ้าน แต่วันหนึ่งเจ้านายของมันต้องประหลาดใจที่เห็นมันนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เงยหน้ามองไปที่หมีสีดำตัวใหญ่ แจ็คส่งเสียงขู่ฟ่อใส่เจ้าหมีสีดำที่เดินออกมาจากป่าข้างๆ เข้ามาในสวน เจ้าหมีขี้กลัวรีบปีนหนีขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว เหตุไฉนหมีสีดำตัวใหญ่จึงกลัวลูกแมวตัวกระเปี๊ยกแค่นี้? มันกำลังคิดอะไรอยู่!

แต่ที่น่าอายยิ่งกว่าคือ ความคิดวิตกและความกลัวไม่เข้าท่าของเราทั้งๆที่รู้ว่ามีพระเจ้าผู้แสนดีและทรงฤทธิ์คอยห่วงใยเราอยู่ พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “อย่ากระวนกระวาย…” (มธ.6:25, 31, 34) พระองค์ตรัสว่าเราไม่จำเป็นต้องกลัวหรือกังวล เพราะพระบิดาในสวรรค์ทรงทราบถึงความต้องการของเรา และเรามีคุณค่าสำหรับพระองค์ (ข้อ 26,32) พระองค์ทรงสามารถและเต็มใจที่จะตอบสนองความต้องการของเรา เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเกิดความกังวล เรามองเหตุการณ์นั้นอย่างไร?

ทัศนคติของเรานั้นสามารถดูได้จากวิธีที่เรามองเหตุการณ์ต่างๆไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็น หากเรามองชีวิตผ่านเลนส์ของพระเจ้าผู้แสนดีและทรงฤทธิ์ เราจะไว้วางใจในพระองค์แทนที่จะเอาแต่กังวล เมื่อเรามีมุมมองที่ถูกต้อง เราจะเห็นพระเจ้าและการจัดเตรียมอันสัตย์ซื่อของพระองค์

 (ย3) ยอมประยุกต์ใช้

1. มีสถานการณ์ใดหรือไม่ที่กำลังทำให้คุณตกอยู่ในความกลัว?

2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

懦弱

馬太福音6:25-34

(願1) 願意接受神的話語

1 什麼事是上帝吩附我們去做的呢? (6: 25, 31, 34)

2 什麼事讓我們可以全然信靠上帝呢? (6: 26,32)

(願2) 願意禱告

有一隻小花貓住在紐澤西州名叫傑克,重達7公斤,它很活躍的替主人看顧後園子,將入侵主人房子的小動物趕走, 但有一天它的主人感到相當驚奇,小花貓竟然坐在樹幹上抬頭看著黑’熊。

傑克對著朝著後園子愈走愈近的黑熊發出威脅的吼聲,懦弱的黑熊馬上爬上樹枝逃跑了,什麼原因叫一頭大黑熊害怕一隻像雀鳥般的小花貓呢? 他的主人正想著! 令人慚愧的是,我們明明知道 神慈愛又有大能,祂關懷我們的生活,我們卻活的既憂慮又害怕,耶穌對門徒說 “不要憂慮” (6:25, 31, 34) ,神告訴我們不用憂慮或害怕, 因為天父知道我們的需求,在父神的眼中我們是貴重的 (6:26,32) ,天父可以供應我們一切所需所求。

當遇到叫我們憂慮的環境,我們如何看待那個環境呢 ? 可以從我們處理其它事件的態度來衡量我們的態度來,若我們透過慈愛且大能的 神的眼光來看我們的生命,我們就會信靠而不是憂慮,若我們有正確的態度就會見到 神為我們所預備的一切,以及祂全然的信實。

(願3) 願意運用在生活中

1 是否正有那個環境讓你陷於害怕中呢?

2 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 提摩太後書1:7

因為 神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

มองทางไหน 仰望那條路呢

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2009

โรม 8:35-39

(ย1) ยอมรับพระคำ

1. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเราผ่านทางพระคำของพระองค์? (ข้อ 35-37)

2. เปาโลมีความเชื่อมั่นอย่างไรต่อพระเจ้า? (ข้อ 38-39)

(ย2) ยอมภาวนา

ในสมัยนี้ อะไรเป็นวิกฤติได้บ้าง? การก่อการร้ายและการข่มขู่ เศรษฐกิจ ความกลัวว่าจะมีเงินไม่พอใช้ก่อนจะตายจากโลกนี้ หรืออาจเป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่มองไม่เห็นหนทางแก้ไข เรื่องเศร้าหรือความล้มเหลวที่สาหัสเกินทน

ก่อนที่เราจะล้มลงใต้ความหวาดกลัวที่หนักขึ้นทุกทีนั้น เราน่าจะหันกลับไปมองหญิงคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ซึ่งทนรับความโศกเศร้าเจ็บปวด และความทุกข์ใจไว้ด้วยพระคุณ

คอร์รี เทน บูม มีชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นในค่ายกักกันของนาซี ที่ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีความหวังหลงเหลืออยู่ เธอมีชีวิตรอดมาได้เพื่อจะเล่าถึงความเชื่ออันมั่นคงและความหวังอันเด็ดเดี่ยวที่เธอมีในพระเจ้า

คอร์รีเผชิญกับสิ่งที่ชั่วร้ายต่อหน้าต่อตา เธอได้เห็นการกระทำซึ่งโหดร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำกับมนุษย์ด้วยกันได้ และเมื่อหลุดพ้นออกมาจากสิ่งเหล่านี้ เธอบอกว่า “ถ้าคุณมองโลก คุณจะเป็นทุกข์ ถ้าคุณมองตัวเอง คุณจะหดหู่ แต่ถ้าคุณมองที่พระคริสต์ คุณจะได้พักสงบ”
คุณกำลังมองอะไรอยู่? มองโลกและภยันตรายในโลก? มองดูตัวเองและหวังว่าจะได้พบคำตอบ? หรือคุณกำลังมองดูที่พระเยซู ผู้ทรงบุกเบิกความเชื่อและทรงกระทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์ (ฮบ.12:1-2) ในโลกแห่งความไม่แน่นอนนี้ เราต้องมองดูที่พระคริสต์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

1. มีสถานการณ์ใดหรือไม่ที่กำลังทำให้คุณหวั่นไหวไม่มั่นใจในพระเจ้า?

2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

仰望那條路呢

羅馬書8:35-39

(1) 願意接受神的話語

1        什麼事是 神透過聖經話語告訴我們的應許呢? ( 8:35-37 )

2        保羅對  神有怎樣的信心呢?  (8:38-39)

(2) 願意禱告

現代社會裡什麼是危機呢 ? 恐怖主義,恐嚇,經濟,害怕沒錢買棺材,還是擔心找不到出路,悲劇或是無法忍受的失敗。  

當我們被懼怕的重擔壓倒前,讓我們回頭看一位在20世紀,因著  神的恩典而忍耐憂愁與悲哀的女子。 

可莉在納粹營裡的生活像落入地獄般,一般人都不再抱有任何希望,她可以存活下來 因為她想對他人訴說,她對神不變的信心以及  神是她唯一的信心。  

她眼睜睜的看著邪惡的事發生,她見到人類自相殘害最殘忍的事件,當從那事件逃脫出來後,她說道 “若你仰望世界你會很愁苦,若用自己的眼睛去看世界你會很抑鬱,若你專注  神你就會沉靜的“ 。  

你正在仰望什麼呢? 仰望世界及其危機 ?  觀看自己希望能找到答案?  還是你正在仰望為我們信心創始成終的耶穌(希伯來書12:1-2),在這不穩定的世界裡,我們必須仰望耶穌。

(3) 願意運用在生活中

1         是否正有那個環境讓你對 神的存在失去信心的呢?

2         神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 提摩太後書1:7

因為  神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。 

ความกลัวที่ซ่อนอยู่ 隱藏的恐懼

วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2009

1 ซามูเอล 18:28-19:12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สาเหตุที่ทำให้ซาอูลรู้สึกกลัวดาวิด? (1 ซามูเอล 18:28-30)
  2. ซาอูลตอบสนองต่อดาวิดด้วยความกลัวที่เขามีอย่างไร? (1 ซามูเอล 19:8-11)

(ย2) ยอมภาวนา

จอห์น มาตูซัค นักฟุตบอลสูง 6 ฟุต 8 นิ้ว หนัก 280 ปอนด์ แห่งทีมโอ๊คแลนด์ไรเดอร์สมีภาพพจน์ที่ปรากฏสู่สายตาประชาชนว่าเป็นตัวก่อปัญหา ขี้เมา และนิยมความรุนแรงทั้งในและนอกสนาม แต่ในสายตาของเพื่อนๆซึ่งตั้งฉายาเขาว่า เป็นลูกสุนัขหนัก 280 ปอนด์ ที่โหยหาความรัก

มาร์ค เฮสเลอร์ นักเขียนประจำ นิตยสารลอสแองเจลีสไทมส์ กล่าวว่า จอห์น มาตูซัค “ถูกรบกวนด้วยความกลัวที่ตนเองไม่ยอมรับ” ขณะที่ยังเป็นวัยรุ่น จอห์นเป็นตัวตลกของเพื่อนๆ เนื่องจากบุคลิกที่ขี้อายและเปิ่น เขามีน้องชาย 2 คนซึ่งเสียชีวิตจากการมีเนื้อเยื่อในกระเพาะปัสสาวะมากผิดปรกติ บุคลิกที่แข็.แกร่งซึ่งเขาสร้างขึ้นนี้เป็นเพียงเกราะป้องกันตัวเขา แต่เขาก็ติดกับดักอยู่ที่นั่น หลังจากที่ติดเหล้าและยาอยู่หลายปี จอห์นก็เสียชีวิตลงเพราะหัวใจวายเฉียบพลันด้วยวัยเพียง 38 ปี

เรื่องราวของกษัตริย์ซาอูลก็มีส่วนคล้ายคลึงกับเรื่องนี้ พระองค์เป็นชายร่างกำยำและเป็นหนักสู้ ซึ่งถูกรบกวนด้วยความกลัวเช่นกัน (1 ซมอ. 18:29) แต่เนื่องจากซาอูลพยายามจัดการกับความกลัวเหล่านั้นด้วยกำลังของตนแทนที่จะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จึงต้องจบชีวิตก่อนเวลาอันควร (31:4)

แม้ว่าภายนอกเราจะดูใหญ่แค่ไหน แต่บางครั้งภายในเราก็รู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อย จงขอพระเจ้ายกโทษให้เราหากที่ผ่านมาเราซ่อนความกลัวไว้และแกล้งทำเป็นว่าแข็งแกร่งพอจะจัดการกับชีวิตตัวเองได้ ขอโปรดช่วยให้ลูกไว้วางใจในพระองค์มากขึ้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีความกลัวที่ซ่อนอยู่อันเป็นเหตุให้คุณตอบสนองต่อผู้อื่นหรือต่อพระเจ้าอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

隱藏的恐懼

撒母耳記上 18:28-19:12

 (1) 願意接受神的話語

 1    什麼原因讓掃羅懼怕大衛呢? (18:28-30)

2    什麼是掃羅表現對大衛的懼怕呢?  (19:8-11)

 (2) 願意禱告

奧克蘭來德州足球員約翰馬度沙,高1米8 體重280磅,用一般言語形容,他十足是個惹禍的傢伙,酗酒,不管球場內還是場外都習慣使用暴力,但朋友們稱他是渴慕愛情的280磅小狗。   

加州時報雜誌專職作家馬克海勒提到說,“約翰被懼怕所騷擾卻不肯承認”,由於他個性內向害羞,當他年輕時是朋友們的丑角,他有2個弟弟死於膀胱癌,強壯的外表是他偽裝來保護自己,他也因而陷入陷阱,在他受制於酒精與毒品數年後38歲時因猝發心藏病死亡。 

掃羅王的故事與這事有點類似,他體格強壯是個武士,他同樣也被懼怕所騷擾(18:29) ,掃羅嘗試用自己的力量解決懼怕而不是尋求 神的幫助,最後他死於非命 (31:4)。  

雖然我們外表看起來很雄壯,有時我們裡面感覺自己相當渺小,倘若過去我們隱藏恐懼故意表現有足夠的力量自己解決問題,那麼請求  神原諒我們吧,懇求祂幫助我們更加信靠神 。

 (3) 願意運用在生活中

1       你是否有某種隱藏的懼怕讓你無法正確回應他人或神呢?

2       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 提摩太後書1:7

因為  神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

ชัยชนะเหนือความกลัว 超越恐懼的勝利

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2009

1 โครินธ์ 2:1-5

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในการรับใช้ของเปาโลนั้นเขามีความกลัวหรือไม่? (ข้อ 1-3)
  2. เปาโลทำอย่างไร จึงยังคงรับใช้ต่อไปอย่างเกิดผลได้? (ข้อ 4-5)

(ย2) ยอมภาวนา

หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านที่อาชญากรชุกชุมกำลังยืนคอยรถเมล์อยู่ ในขณะที่ตำรวจมือใหม่คนหนึ่งเดินตรงมาหาเธอและถามเธอว่า “ให้ผมยืนคอยด้วยมั้ยครับ?” หญิงคนนั้นตอบว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะ ดิฉันไม่กลัว” แล้วเขาก็พูดว่า “แต่ผมกลัวครับ เอ่อ คุณจะรังเกียจมั้ยที่จะต้องยืนคอยเป็นเพื่อนผม?”

อาจารย์เปาโลได้เขียนจดหมายไปถึงคริสเตียนในเมืองโครินธ์อย่างเปิดเผย โดยท่านยอมรับว่าท่านกลัวและอ่อนกำลังจนถึงขนาดหวาดหวั่น (1 คร.2:3) อย่างไรก็ตามท่านสามารถเผชิญหน้ากับมันได้ และได้แสดงความปรารถนาที่จะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า และวางใจในพระองค์ อาจารย์เปาโลกล่าวว่าคำพูดและคำเทศนาของท่านเป็น “คำซึ่งได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุภาพ” (ข้อ 4) จากตรงนี้เราอาจจะสันนิษฐานได้ว่า อาจารย์เปาโลได้ใช้เวลาอย่างมากในการอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าระหว่างที่ท่านพักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความชั่วร้ายแห่งนี้

การยอมรับว่าบางครั้งเราก็มีความกลัวไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าไม่ดี หรือว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา การยอมรับว่าเรากลัวตาย กลัวว่าจะเป็นมะเร็ง กลัวว่าจะเสียสติหรือกลัวว่าลูกของเราจะมีปัญหา เป็นการสัตย์ซื่อต่อความรู้สึกของตัวเอง เพื่อเอาชนะความกลัวเหล่านี้ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือยอมรับมันหลังจากนั้นให้เรานำความรู้สึกเหล่านี้ไปทูลต่อพระเจ้าและดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อฟังพระองค์ นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะมีชัยชนะเหนือความกลัวได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งทีคุณมักจะทำเมื่อคุณกลัว?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

超越恐懼的勝利

歌林多前書2:1-5

 (1) 願意接受神的話語

 1    保羅的服事中是否存有恐懼呢? (2:1-3)

2    保羅是如何做可以繼續服事又能結果呢?  (2:4-5)

 (2) 願意禱告                                                                      

有位女子居住在一個罪犯聚集之地,她正在等公車,有一位新警員走到她面前問她說 “需要我陪妳等公車嗎?” 她答說 “不,我不怕!” 他回覆說 “但我害怕,你介不介意陪我一起等車呢?”   

使徒保羅非常坦白的寫信給歌林多教會的基督徒,保羅承認他又軟弱又懼怕又甚顫兢  (2:3),不管如何他能面對懼怕,全然表現出他盼望從  神那裡得到幫助,以及他對 神的信靠,保羅提到他說的話,講的道,“乃是用聖靈和大能的明證”(2:4) ,從這點我們可以假設,當保羅居住在一個充滿邪惡的城市時,他花費許多時間向 神禱告,一心尋求 神。 

讓我們承認,有時我們也會懼怕並不表示我們與神的關係不好,或是我們的生命發生問題,承認我們懼怕死亡,懼怕得癌症,懼怕得神精病或是孩子有問題,這些懼怕是相當誠實的反應,為了戰勝懼怕,首先我們要做的是承認它,然後將這份感覺帶到  神的面前向祂傾訴,最後是聽從  神的話,那是超越懼怕又能得勝的唯一法子。  

(3) 願意運用在生活中

1       什麼事是你懼怕時你最常做的事呢?

2       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 提摩太後書1:7

因為  神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

อยู่เหนือความกลัว 超越恐懼

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2009

2 ทิโมธี 1:7-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

1. พระเจ้าไม่ได้ประทานอะไรให้แก่เรา แต่ได้ทรงประทานอะไรให้แก่เรา? (ข้อ 7)

2. พระเจ้าทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนให้แก่เราเพื่ออะไร? (ข้อ 8-12)

(ย2) ยอมภาวนา

ผู้ก่อตั้งและประธานสายการบินของอเมริกาผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก ได้พูดถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของตนว่า “ผมชอบทำในสิ่งที่ตนเองกลัว เพราะผมเชื่อว่าไม่มีความกล้าที่ปราศจากความกลัว” แทนที่จะโอ้อวดถึงความเจริญของสายการบิน เขามักจะแสวงหาช่องทางในการขยายธุรกิจของตัวเอง และพร้อมที่จะเสี่ยงทุกครั้งที่เริ่มให้บริการในเส้นทางใหม่ แต่เขาก็จะไม่เลือกวิธีอื่น

ความกล้าไม่ได้หมายถึงสภาวะที่ปราศจากความกลัว แต่หมายถึงการยินดีที่จะทำทั้งๆที่รู้สึกกลัว ต่อผลซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง

เมื่ออาจารย์เปาโลเขียนจดหมายถึงทิโมธีซึ่งเป็นเพื่อร่วมงานของท่าน ท่านได้ขอให้ทิโมธีกล้าที่จะยืนอยู่ฝ่ายพระคริสต์อย่างเปิดเผย แม้ว่าความกล้านั้นจะทำให้ตัวท่านเองต้องติดคุกก็ตาม อาจารย์เปาโลเขียนว่า “เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอรปด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (2 ทธ.1:7-8)

จงดำเนินชีวิตด้วยความกล้าหาญและเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวในวันนี้ เพราะพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ผู้เชื่อทุกคนสำแดงชีวิตเช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์และผู้ที่ต้องทนทุกข์เพื่อพระองค์อย่างเปิดเผย ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

1. วันนี้มีสิ่งที่คุณกลัวและคุณก็จำเป็นต้องเผชิญกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่?

2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

超越恐懼

提摩太後書1:7-12

(願1) 願意接受神的話語

1 神賜給我們的不是那些事 而是那些事物呢? (1:7)

2 為何神賜給我們不是膽怯的心乃是剛強仁愛謹守的心呢? (1:8-12)

(願2) 願意禱告

美國航空公司創立主席獲得相當大的成就,他提到他做生意的哲學,“我喜歡做我害怕的事,因為我相信如果沒有懼怕就沒有勇氣” ,他並沒有對航班的增長誇口,他總是尋求擴張事業的空間,並且隨時預備開始投入新航線的挑戰,他沒選擇其它法子。

勇敢並非表示整個環境裡沒有懼怕,而是明明知道懼怕又喜樂的去做, 而你所做動手去的一切就是結果。

當使徒保羅寫信給他的服事夥伴提摩太,他鼓勵提摩太勇敢表明對耶穌的信念,僅管這樣的勇氣讓保羅坐牢,使徒保羅寫道 ”因為 神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心,不要以給我們的主做見証為恥。” (1:7-8)。

今天請勇敢面對你生命裡的懼怕,對於相信的人 神對我們的旨意就跟對耶穌的旨意般, 願意表明立場為 神受苦的人必須有聖靈在他裡面。

(願3) 願意運用在生活中

1 今天你是否有非常懼怕的事卻又必須面對無法逃避的呢?

2 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 提摩太後書1:7

因為 神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

ขจัดความกลัว 消除恐懼

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2009

สดุดี 65

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระลักษณะของพระเจ้าที่เราพบได้จากพระคำตอนนี้? (ข้อ 1-13)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราได้รับเมื่อเราได้เข้ามาใกล้พระเจ้า? (ข้อ 4)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งนำที่ใส่อาหารกระรอกไปวางไว้บนต้นไม้ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเขาไปไม่ไกลนัก เป็นอุปกรณ์ง่ายๆที่ใช้เพียงกระดาน 2 แผ่นกับตะปู 1 ตัวสำหรับเสียบฝักข้าวโพด ทุกเช้าจะมีกระรอกตัวหนึ่งมากินอาหารที่เขาเตรียมไว้อย่างเอร็ดอร่อย มันเป็นสัตว์ที่สวยงามมาก ลำตัวของมันสีดำและส่วนท้องสีเทา

ตอนเช้าชายคนนี้จะนั่งอยู่ตรงระเบียงหลังบ้านและดูมันกิน มันจะแกะข้าวโพดออกมาทีละเมล็ดและกำเอาไว้ในอุ้งเท้าหน้า กลับด้านแล้วกินเนื้อในเมล็ดข้าวโพด ดังนั้น ในตอนเย็นเขาจะพบเพียงเศษข้าวโพดที่กองเรียบร้อยอยู่ใต้ต้นไม้นั้น โดยไม่มีเมล็ดหลงเหลือเลย

แม้ว่าเขาจะดูแลกระรอกตัวนี้เป็นอย่างดี แต่มันก็กลัวชายคนนี้ เวลาที่เขาเข้าไปใกล้ มันจะวิ่งหนีขึ้นต้นไม้และส่งเสียงขู่เวลาที่เขาเข้าใกล้มันเกินไป แม้ว่ามันรู้ว่าเขาเป็นคนเอาอาหารให้มัน

บางคนก็ปฏิบัติต่อพระเจ้าในทำนองเดียวกัน พวกเขาวิ่งหนีจากพระเจ้าด้วยความกลัว พวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงรักและจัดเตรียมสิ่งต่างๆอย่างอุดมสมบูรณ์เพื่อความสุขของพวกเขา (สดด.65:11)

เฮนรี่ สคูกัลป์ ผู้รับใช้ชาวสก็อตแห่งศตวรรษที่ 17 เขียนไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งได้ เท่ากับการได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้แสนน่ารัก..ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและยินดี ทั้งยังทำให้เราสามารถเอาชนะความกลัวและมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นได้” ความรักของพระเจ้าเป็นความรักที่สมบูรณ์ซึ่งสามารถ “ขจัดความกลัว” ให้หมดสิ้นไป (1 ยน. 4:18)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกลัวที่จะเข้าใกล้พระเจ้าหรือไม่? เพราะอะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

消除恐懼

詩篇65

 (1) 願意接受神的話語

1    在這篇詩篇裡你所見到的  神有何特徵呢? (65:1-13)

2    當我們親近  神我們得到什麼呢?  (65:4)

(2) 願意禱告

有一位男子在離家不遠處,將餵松鼠食物的器皿放在樹上,那是很簡單的工具,只有2張紙一支鐵釘用來插住玉蜀黍,每天早晨有一隻松鼠來吃他準備的食物,它吃的相當可口,松鼠是一種很可愛的動物,混身黑色唯有肚子是灰色的。   

早晨這男子就坐在後陽台看松鼠進食,松鼠將玉蜀黍一顆顆撥下來然後握在前爪裡, 再撥開吃玉蜀黍裡面,所以傍晚他會在樹下發現一堆玉蜀黍屑,而找不到一顆玉米。 

雖然他全心照顧這隻松鼠,但松鼠仍舊對這男子懼怕,當他靠近它立即逃到樹上,若他靠的太近,它就發出威脅的聲音,僅管知道他是餵養它的人。  

有人對神也是這樣的做法,他們因著懼怕而從 神那裡逃跑,他們不知道 神以恩典為年歲的冠冕,神的路徑都滴下脂油(65:11)。  

17世紀傳道人亨利史庫甘寫道,“沒有那件事比這更令人贊賞的,當我知道我是慈愛又憐憫的  神最鍾愛的..這是相當驚喜又喜樂的,令我能戰勝懼怕,且有柔軟的心” 愛裡沒有懼怕,愛既完全,就把懼怕除去 (約翰一書 4:18) 。

(3) 願意運用在生活中

1       你是否懼怕親近神呢?為何呢?

2       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 提摩太後書1:7

因為  神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

คำสรรเสริญแห่งความหวัง 希望的贊美

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2009

สดุดี 103:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุทีเราสมควรที่จะสรรเสริญโมทนาพระคุณของพระเจ้า? (ข้อ 1-14)

(ย2) ยอมภาวนา

เราหรือเพื่อนของเราที่ต้องดิ้นรนกับปัญหา ควรทำอย่างไรจึงจะพบความหวัง? จะหันไปทางไหนในเมื่อวันพรุ่งนี้ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีความสุข?

เราสรรเสริญหรือ “สาธุการ” แด่พระเจ้าได้ อย่างที่ดาวิดกล่าวไว้ในสดุดี 103 ท่ามกลางปัญหา การยอมรับการควบคุมของพระเจ้าในชีวิตจะช่วยเปลี่ยนความคิดของเราจากความเจ็บปวดในหัวใจ และผลักดันให้เราพึ่งพาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแทน ดาวิดตระหนักดีถึงปัญหา เขาเผชิญการคุกคามจากศัตรู อีกทั้งผลที่เกิดจากความบาปของเขาเอง และการท้าทายจากความโศกเศร้า กระนั้นเขาก็ยังระลึกถึงพลังการเยียวยาจากคำสรรเสริญ

ดาวิดจึงเขียนเหตุผลที่จะเข้าหาพระเจ้าไว้ในสดุดี 103 พระองค์ทรงอภัยความบาปผิด รักษาโรค ไถ่เรา สวมความรักและพระกรุณาให้แก่เรา ให้เราอิ่มด้วยของดี และฟื้นฟูชีวิต และเตือนเราว่าพระเจ้าทรงประทานความยุติธรรมและความชอบธรรม และทรงประกอบด้วยพระคุณและความรัก

จงนำสิ่งที่ดาวิดสอนมาใช้ การสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้านำความหวังมาสู่หัวใจที่เป็นทุกข์ของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? อะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 ทิโมธี 1:7

“เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรักและการบังคับตนเองให้แก่เรา”

希望的贊美

詩篇103:1-14

 (1) 願意接受神的話語

1    什麼原因讓我們應該贊美敬拜神呢? (103:1-14)

(2) 願意禱告

我們或是我們的朋友必須與困難爭戰,如何做才會遇見希望呢? 當我們還無法確定明天是否幸福時,我們該朝那個方向才好呢 ?

在詩篇103篇裡大衛提到,在困難中我們贊美且敬拜神,將我們的生命交給 神掌管,可以將我們從傷痛拯救出來,改變我們的想法,推我們更信靠  神,大衛想到困難,他面對仇敵的威脅,以及他犯罪造成的惡果,對哀痛的挑戰,縱然如此他還記得贊美的醫治大能。         

大衛在詩篇103篇裡寫道,他尋求  神的原因,神原諒他的過犯,醫治疾病,用慈愛與憐憫救贖我們,賜下美好的食物,生命復甦,再再提醒我們  慈愛又有恩典的  神賜給我們公平與公義。 

將大衛教導的拿來使用吧!  贊美至高神,讓我們愁苦的心充滿希望。  

(3) 願意運用在生活中

1       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 提摩太後書1:7

因為  神賜給我們,不是膽怯的心,乃是剛強、仁愛、謹守的心 。

เห็นหรือจดจำ 眼見還是記憶

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2009

ฟิลิปปี 3:12-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลเพียรพยายามที่จะทำ? (ข้อ 12-14)
  2. อะไร คือ แรงบันดาลใจที่ทำให้เปาโลตัดสินใจที่จะทำเช่นนั้น? (ข้อ 15-21)

(ย2) ยอมภาวนา

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ค่อยๆสูญเสียความทรงจำของตน ภายหลังการตรวจ นายแพทย์กล่าวว่า การผ่าตัดสมองจะช่วยให้สภาพของเขากลับดีขึ้นและฟื้นความทรงจำของเขาได้ แต่การผ่าตัดนั้นจะละเอียดอ่อนซึ่งเส้นประสาทอาจถูกกระทบกระเทือนและทำให้เขาตาบอดสนิท

ศัลยแพทย์ถามเขาว่า “คุณอยากได้อย่างไหนมากกว่ากัน การมองเห็นหรือความทรงจำ” ชายผู้นั้นไตร่ตรองคำถามครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ผมต้องการการมองเห็น เพราะผมอยากเห็นที่ที่ผมกำลังจะไปมากกว่าการจดจำได้ว่าผมเคยไปที่ไหนบ้าง”

ในฟิลิปปีบทที่ 3 อัครทูตเปาโลก็เลือกอย่างเดียวกันให้กับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของท่าน ท่านเลือกที่จะลืมความสำเร็จและความอับอายในอดีตของท่าน สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านก็คือ การมุ่งมองไปยังเป้าหมายที่พระคริสต์ได้ทรงเรียกให้ไปให้ถึง

ความคิดเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แน่นอนอย่างหนึ่งของความเป็นผู้ใหญ่แบบคริสเตียน เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำกิจเพื่อพัฒนาชีวิตของเรา (ฟป.3:13-15) แน่นอนที่เราไม่สามารถลืมอดีตของเราได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตสิ่งดีใดๆ ที่เรากระทำนั้นมาจากพระเจ้า ดังนั้นสิ่งที่เรากระทำได้ก็คือการขอบพระคุณ เมื่อเราสารภาพบาปของเรา บาปเหล่านั้นก็ถูกฝังไว้ใต้ทะเลที่ลึกที่สุดแล้ว อย่าขุดคุ้ยมันอีกเลย คุณเลือกอะไร? เลือกที่จะมองเห็น หรือจดจำ? ถ้าคุณยังคงเฝ้ามองย้อนหลัง คุณก็ไม่สามารถก้าวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณเลือกจะลืมเสียเพื่อคุณจะสามารถก้าวไปสู่แผนการของพระเจ้าได้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

眼見還是記憶

腓立比書3:12-21

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼事是保羅恆久堅持去做的呢? (3: 12-14)
  2. 什麼啟示讓保羅決心如此行呢?  (3:15-21)

(願2) 願意禱告

有個故事描述一位逐漸失去記憶力的男子,當醫生檢查後說,進行腦部手術將幫助他恢復記憶,他的情況會好轉,由於腦部手術相當細微,任何意外可能導致眼睛失明。

外科醫生問他說,“你想要那一項呢? 眼睛能看見還是記憶力” 男子思考了片刻回答說,“我需要眼睛能看見,因為我想要見到我將前往的地方,而不是記得我曾經去過那些地方” 。

腓立比書3章,使徒保羅對個人的屬靈生命也做了同樣的選擇,他選擇忘記過去的成敗,對他而言朝著標竿直跑才是最重要的。

這信念是成熟的基督徒的記號,也是  神指示我們的,(3:13-15) 隨然我們無法忘記過去,但我們也不必與記憶為友,我們行善是從  神而來,所以我們心存感恩,當我們有悔改之心,所有的罪就被埋藏在海洋深處,請不要再挖掘它。你選擇那一項呢? 選擇眼見還是記憶? 若你仍向後張望,你的心就無法往前邁進了。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 那件事是你為了邁向神的計劃而選擇決心要忘掉的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

 

สูตรที่ไม่พลาด 不會出錯的公式

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2009

2 เปโตร 1:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานแก่เรา?(ข้อ 3) เพื่ออะไร? (ข้อ 4, 8-11)
  2. พระคำของพระเจ้าแนะนำให้เราทำสิ่งใดเพื่อเราจะสามารถดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราได้? (ข้อ 5-7)

(ย2) ยอมภาวนา

อัครทูตเปโตรได้มอบสูตรชีวิตคริสเตียนที่มีประสิทธิภาพไว้ให้กับเรา เครื่องปรุงสำคัญสองอย่างที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้คือ ฤทธิ์เดชของพระเจ้า (2 ปต.1:3) และพระสัญญาอันประเสริฐของพระองค์ (ข้อ 4) เมื่อเราเคล้าฤทธิ์เดชและพระสัญญาของพระองค์ให้เข้ากันดีกับความเชื่อและการดำเนินชีวิตของเรา เราก็จะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น

แล้วเปโตรก็ให้รายการเครื่องปรุงที่เราต้องเติมลงในความเชื่อของเราด้วย ได้แก่ คุณธรรม ความรู้ ความเหนี่ยวรั้งตน ความอุตสาหะ ธรรมะ ความรักฉันพี่น้อง และความรัก (ข้อ 5-7) ถ้าเราเติมสิ่งเหล่านี้ลงไป ไม่มีทางที่เราจะไม่เกิดผล หรือพลาดไปจากทางที่นำไปสู่ความรอด (ข้อ 8) บุคคลใดที่ตัดเครื่องปรุงสำคัญเหล่านี้ออกไป ก็เป็นคนตาบอดตาสั้น และ “ลืมไปว่าตนได้รับการชำระให้พ้นความผิดบาปแล้ว” (ข้อ 9)

อย่าเปลี่ยนสูตรของพระเจ้า และตำหนิสูตรของพระองค์ หากมีสิ่งใดผิดพลาด แต่จงกระทำตามคำแนะนำของพระองค์อย่างขยันขันแข็ง สูตรของพระองค์จะนำความสำเร็จฝ่ายวิญญาณมาให้ เพราะการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า เป็นสูตรของความสำเร็จฝ่ายจิตวิญญาณ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินชีวิตของคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

不會出錯的公式

彼得後書  1:1-11

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼事是神賜給我們的呢? 為何呢?  (1: 1-11)
  2. 什麼事是聖經著了使我們遵照  神所賜予的去生活而建議我們去做的呢?  (1:5-7)

(願2) 願意禱告

耶穌基督的使徒彼得將基督徒質優生命的公式交給我們,神為我們準備兩種重要調味品就是神的神能(1:3)以及又寶貴又極大的應許(1:4),當我們將這兩項調味品連同信心和我們的生命一起攪拌均云,我們將會更像耶穌基督。

彼得又在信心中放入調味品,計有: 德行 知識 忍耐 節制 虔誠 愛兄弟之心,以及愛眾人之心 (1:5-7) ,我們若充充足足有這幾項必不會閒置不結果子 (1:8) ,人若將這幾項重要的調味品挪走,必是眼瞎只看見近處的,忘了他舊日的罪已經得了潔淨 (1:9) 。

請不要改變 神的公式,或對公式吹毛求疵,請依據 神的建議盡心去做,它將會帶來你屬靈的成功,因為順服聖經的教導就是靈命增長的公式。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 那件事是你為了提高生命效率而必須去做的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

 

 

ทองคำที่มองไม่เห็น 無形的金牌

วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2009

1 เปโตร 1:1-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระมหากรุณาของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่เรา? เพื่ออะไร? (ข้อ 1-5)
  2. อะไร คือสิ่งที่จะเกิดแก่เราเพื่อลองดูความเชื่อของเรา อันจะนำเราให้เรารับผลแห่งความรอดได้เมื่อเราผ่านการพิสูจน์นั้น? (ข้อ 6-7)

(ย2) ยอมภาวนา

ในทศวรรษที่ 1980 รัฐนอร์เธอร์นเนวาดา เป็นที่ที่มีการตื่นทอง การค้นพบทองคำนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากจินตนาการของผู้แสวงหาในยุคศตวรรษที่ 19 เพราะทองคำที่มีอยู่แถบเนินเขาทางตะวันตกนั้นแทบจะมองไม่เห็นเลยทีเดียว แม้กระทั่งมีการขยายถึง 1500 เท่าแล้วก็ยังไม่เห็นอณูส่วนเล็กๆ

แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ค้นพบวิธีการที่จะสกัดเอาทองออกมา ขั้นแรก สินแร่หลายตันจะถูกบดให้มีความละเอียดเท่ากับทรายละเอียด แล้วมีการเติมสารไซอะไนด์ลงไปเพื่อละลายเม็ดเล็กๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นสารละลายใส เมื่อผสมสังกะสีลงคลุกให้เข้ากัน ทองคำก็จะแยกตัวออกมาจากส่วนผสม แล้วจะปรากฏขึ้นทุกครั้ง แต่จะมองไม่เห็น

ในที่นี้เช่นเดียวกับคำอธิบายของเปโตร ที่บรรยายถึงเรื่องการทนทุกข์ในจดหมายฉบับแรกของท่านในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ท่านมองเห็นศักยภาพท่ามกลางภูเขามากมายซึ่งเป็นภูเขาแห่งความเคราะห์ร้ายและความลำบาก ซึ่งประชากรของพระเจ้าต้องเผชิญ ดังนั้นท่านจึงหนุนใจคนเหล่านั้นให้มองข้ามความร้อนและความกดดันซึ่งมาจากการทนทุกข์ แล้วมองไปยังความเชื่ออันมีค่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำลังพัฒนาให้เกิดขึ้นในตัวเรา (1 ปต.1:6-7) ท่านแสดงให้คนเหล่านั้นเห็นว่า ประสบการณ์ต่อ “กระบวนการความเชื่อ” เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านี้ได้ (ข้อ 8)

อย่ายอมแพ้ต่อปัญหาชีวิต จากความทุกข์ยากนั้น คุณอาจมองไม่เห็นศักยภาพอันมั่งคั่งที่จะก่อให้เกิดความเชื่อที่เข้มแข็ง แต่ศักยภาพก็อยู่ที่นั่น การที่ได้พัฒนาความเชื่อนั้นมีค่าเสียยิ่งกว่าทองคำ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สถานการณ์ความทุกข์ยากที่คุณกำลังเผชิญอยู่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

無形的金牌

彼得前書  1:1-7

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼事是神照著祂的大憐憫賜給我們的呢? 為何呢?  (1: 1-5)
  2. 什麼事是因信蒙 神能力保守的人將遭遇的因著這事印証救恩呢?  (1:6-7)

(願2) 願意禱告

1980年代內華達州發現金礦,對19世紀尋找金礦的人,這個發現令人難以置信,因為他們在西部山脈始終找不到金礦,甚至搜尋面積擴大1500倍,最後連微小的分子也不曾找到。   

現代科技讓人們研發出提取金礦的方法,首先將數噸金礦研磨成細砂,加入氰化物用以細化,最後添入鋅攪拌均云,金子就被分離出來,只是肉眼看不見罷了。 

1980年代內華達州發現金礦19世紀尋找金礦的人這個發現令人難以置信因為他們在西部山脈始終找不到金礦甚至搜尋面積擴大1500最後連微小的分子也不曾找到   

現代科技讓人們研發出提取金礦的方法首先將數噸金礦研磨成細砂加入氰化物用以細化最後添入鋅攪拌均云金子就被分離出來只是肉眼看不見罷了

這事與彼得的描述是相同的,彼得第一封書信中他提到在艱難中的忍耐,他見到逆境與艱苦背後所韻藏的潛力,這些都是 神的兒女將遭遇的,所以他鼓勵 神的兒女眼光要超越艱苦所帶來的煩悶與壓力,一心注視  神所賜給我們極珍貴的信心(1:6-7),彼得表現出他極大的經歷 –  “你們雖然沒有見過他,卻是愛他,如今雖不得看見,卻因信他就有說不出來,滿有榮光的大喜樂(1:8) 。

對生命裡的困難請不要輕易放棄! 你可能無法在艱苦裡看見有任何潛力,讓你產生堅強的信心,但潛力就在那裡,因為你的信心增長是比金牌更有價值的。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 那件事是你為了提高生命效率而必須去做的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2009

กิจการ 4:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้า เปโตรและยอห์นได้ทำสิ่งใด? และให้ผลอย่างไรบ้าง? (ข้อ 1-4)
  2. ใคร คือ ผู้ประทานฤทธิ์เดชและอำนาจให้เขาทั้งสองสามารถประกาศและทำให้คนรับความรอดได้? (ข้อ 8-12)

(ย2) ยอมภาวนา

หนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดของผมบรรยายถึงนายพลท่านหนึ่งในกองทัพของจักรพรรดินโปเลียน ที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับองค์จักรพรรดิ วันหนึ่งนายพลผู้นั้นบาดเจ็บจนเกือบเสียชีวิตในสงคราม เมื่อเขาอยู่ในเต็นท์และกำลังจะตาย เขาร้องเรียกจักรพรรดินโปเลียนซึ่งพระองค์ก็เสด็จมา

นายทหารผู้นั้นคิดว่าองค์จักรพรรดิจะสามารถช่วยชีวิตของเขาได้ แต่นโปเลียนกลับส่ายพระพักตร์แล้วหันจากไป หนังสือเล่มนั้นอธิบายถึงฉากที่เศร้าสลดนี้ว่า “ในขณะที่ชายซึ่งกำลังจะตายรู้สึกถึงมืออันหนาวเน็บและไร้ปราณีแห่งความตายที่กำลังฉุดลากเขาไปโดยที่เขาไม่อาจต่อต้านได้ ไปสู่หลังม่านแห่งโลกที่มองไม่เห็น เขายังส่งเสียงร้องว่า “ช่วยข้าด้วยจักรพรรดินโปเลียน! ช่วยข้าด้วย!” ในชั่วโมงแห่งความตาย นายทหารผู้นั้นพบว่าแม้กระทั่งจักรพรรดินโปเลียน ก็ยังช่วยเขาไม่ได้

ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนเราแสวงหาการปลดปล่อยจากความตายฝ่ายวิญญาณ ก็จะพบว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่มีฤทธิ์อำนาจช่วยได้ ไม่มีผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนใด ไม่มีพระสอนศาสนารูปใด หรือแม้บรรดาคนที่เป็นนักอธิษฐาน มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่สามารถช่วยกู้จิตวิญญาณได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)

คุณเคยทูลขอให้พระเยซูช่วยคุณหรือเปล่า ถ้ายังไม่เคย จงกระทำเดี๋ยวนี้! พระองค์ทรงตอบบรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระเมตตาของพระองค์ และไว้วางใจพระองค์เสมอ พระองค์เป็นผู้เดียวที่ทรงช่วยได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณได้ให้พระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนในการรับใช้รวมถึงการประกาศข่าวประเสริฐอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

唯獨他可以提供幫助

使徒行傳 4:1-12

(願1) 願意接受神的話語

  1. 此處聖經彼得與約翰做那些事呢? 產生什麼結果呢?  (1: 1-4)
  2. 是誰賜給他們2人能力與權柄可以傳福音靠著得救呢?  (1:8-12)

(願2) 願意禱告

我書房裡有一本書,它描述拿破侖軍隊裡的一位將軍,他奉獻一生給國王,有一天當他在戰爭中受重傷快要死亡,他躺在帳蓬裡等待死亡來臨,他呼喊拿破侖的名,然後拿破侖就出現了。

那位將軍心想拿破侖國王應該可以拯救他的性命,但是拿破侖國王卻搖頭轉身離去,那本書描述那幕令人憂傷的場景,“當那即將死去的男子感到手冰冷,他無法抗拒侵擊而來的死亡,他將走向另一個看不見的世界”,他仍大聲呼喊 “拿破侖國王救我! 救我!” 在生命最後的時刻,那位將軍才發現那怕是拿破侖國王也無法救他。

同樣的當我們企圖從死亡中獲得拯救,我們會發現全人類無人可以有大能幫助我們,沒有那一位傳道人,沒有那一位宗教家或是代禱者,唯獨耶穌基督可以幫助,聖經提到“除他以外,別無拯救,因為在天下人間沒有賜下別的名,我們可以靠著得救” (4:12) 。

你是否曾經呼籲耶穌基督救你呢? 如果至今未曾有過,現在立即做吧! 神回應那些向祂呼求祂的慈愛的人,那些始終信靠祂的人, 神是唯一可以提供幫助的。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你如何讓 神與你的事工有份呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

 

 

 

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2009

เยเรมีย์ 1:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเยเรมีย์ว่าอย่างไร? (ข้อ 4-5)
  2. เยเรมีย์ตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าอย่างไร? (ข้อ 6)
  3. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าต่อเยเรมีย์เพื่อจะช่วยให้เขาทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้ทำนั้นสำเร็จได้? (ข้อ 7-10)

(ย2) ยอมภาวนา

“ฉันทำไม่ได้” เป็นคำพูดที่เรามักจะใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบในการทำบางสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราทำ ด้วยความกลัวเราจึงใช้คำนี้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการทรงนำของพระเจ้าในชีวิตของเรา

ให้เราดูตัวอย่างของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ พระเจ้าทรงเตรียมท่านไว้เพื่อเป็น “ผู้เผยพระวจนะให้แก่บรรดาประชาชาติ” (ยรม. 1:5) อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านได้ยินถึงแผนการของพระเจ้าท่านก็ปฏิเสธในทันทีว่า “ข้าพระองค์พูดไม่เป็นเพราะว่าข้าพระองค์เป็นเด็ก” (ข้อ 6) ไม่ได้มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าท่านมีอายุเท่าไรในเวลานั้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับพระเจ้า แทนที่พระองค์จะทรงรับฟังคำปฏิเสธของท่าน พระองค์กลับทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นที่จะนำท่านไปสู่ความสำเร็จ โดยทรงประทานความสามารถ (ข้อ 7) ทรงสถิตอยู่ด้วย (ข้อ 8) และทรงประทานถ้อยคำที่จะพุด (ข้อ 9) ให้กับท่าน

จงฟังพระเจ้า พระองค์กำลังทรงเรียกให้คุณกระทำสิ่งใดเพื่อพระองค์อยู่? สิ่งนั้นยากเกินไปหรือเปล่า? นั่นเป็นไปไม่ได้! ถ้าหากพระเจ้ามีงานให้คุณทำ ไม่ใช่คุณจะเป็นคนทำงานนั้น แต่พระองค์จะทรงทำงานนั้นผ่านคุณ และนั่นจะทำให้ความรู้สึกว่าตัวคุณเองไม่ดีพอหายไป กำลังของพระเจ้ามักจะมาพร้อมกับเสียงเรียกของพระองค์เสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสิ่งใดกำลังเป็นอุปสรรคสำหรับคุณในการทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของคุณหรือไม่? สิ่งนั้นคือ อะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

感覺自己不夠好

耶利米書 1:1-10

(1) 願意接受神的話語

  1. 耶和華的話臨到耶利米說什麼呢?   (1: 4-5)
  2. 耶利米如何回應耶和華的呼召呢?  (1:6)
  3. 為了幫助耶利米完成耶和華的呼召耶和華應允耶利米那些事呢?  (1:7-10)

(願2) 願意禱告

“我辦不到!” 這句話是我們常常用來拒絕  神在我們身上的計劃,因為害怕,我們就用這句話當藉口,避開  神在我們生命中的帶領。

讓我們看先知耶利米,神預備他 “我已派你作列國的先知” (1:5)。當耶利米聽到  神的計劃,他仍是回絕說“我不知怎樣說,因為我是年幼的” (1:6)。聖經裡並沒詳細記載耶利米當時的年齡,但年齡對  神不是重要的,神並沒有傾聽他拒絕的話,神反而為了他的成就預備給耶利米 – 能力 (1:7) 神同在(1:8) 將當說的話傳給他(1:8)。

請順從!  神正在呼召你為祂做某件事嗎? 那事太困難了嗎?  那事相當不可能的! 若神有工作臨到你,不是讓你自己去作,而是  神透過你做這事,你就不會始終覺得自己還不夠好, 神的力量總是與祂的呼召同時來臨的。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 在你生命中有那件事正成為  神呼召你的阻礙呢? 那事是什麼呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

เมื่อสิ่งต่างๆแย่ลง 當事情變的更糟

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2009

เยเรมีย์ 12:1-5

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เยเรมีย์ปรับทุกข์ต่อพระเจ้าเหตุเพราะความท้อแท้ในเรื่องใด? (ข้อ 1-4)
  2. พระเจ้าได้เตือนใจเยเรมีย์อย่างไร? (ข้อ 5)

(ย2) ยอมภาวนา

หญิงผู้หนึ่งต้องเผชิญกับความซับซ้อนหลายประการจากอาการป่วยที่สาหัสของเธอ เธอกล่าวว่า “ในฐานะพยาบาลคนหนึ่งฉันรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งต่างๆมีแต่จะแย่ลง” หลังจากเธอได้เขียนปัญหาเป็นข้อๆ ที่จะตามมาจากอาการที่แย่ลงของเธอ เธอก็ได้แสดงความมั่นใจว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับเธอจนถึงที่สุด และเธอได้เย้ยว่า “ฉันหวังว่าพระเจ้าคงจะไม่ใช้เวลานานเกินไปที่จะมารับฉันไปสวรรค์”

ในเยเรมีย์ 12 เราพบว่าผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์รู้สึกเสียใจ และพระเจ้าได้ตรัสกับเขาว่าสิ่งที่เขากำลังประสบอยู่ในขณะนี้เปรียบเสมือนกับการวิ่งไปพร้อมๆกับทหารราบ แต่สิ่งที่รอเขาอยู่เบื้องหน้านั้นจะเปรียบเสมือนกับการพยายามวิ่งแข่งกับทหารม้า (ข้อ 5)

การทรยศของเพื่อนร่วมชาติก็ดี การกันดารอาหารก็ดี ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ดี และการบุกรุกของศัตรูที่โหดเหี้ยมอำมหิตก็ดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หนักสำหรับเขาและประชาชน แต่รัศมีของแสงสว่างได้เล็ดลอดเข้ามาท่ามกลางความมืดมิด ถ้าหากชนชาติอิสราเอล (และแม้แต่ผู้บุกรุกนอกศาสนาที่โหดร้าย) จะกลับใจและวางใจในพระเจ้า พวกเขาก็จะได้รับการสร้างใหม่และสามารถเอิบอาบอยู่ในแสงอรุณแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าได้

สุขภาพของคุณกำลังแย่ลงหรือเปล่า? สถานการณ์ในครอบครัวและที่ทำงานของคุณเลวร้ายลงหรือไม่? คุณกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาของประเทศชาติอยู่หรือเปล่า? หากว่าคุณเป็นผู้เชื่อคนหนึ่ง จงอย่าท้อใจ เพราะผลสุดท้ายจะเป็นความปิติยินดีแก่ทุกคนที่วางใจในพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังท้อแท้กับเรื่องใดอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้ 

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

當事情變的更糟

耶利米書12:1-5

(願1) 願意接受神的話語

  1. 耶利米為了那件事向 神傾吐他的失望呢?   (1: 1-4)
  2. 耶和華如何提醒耶利米呢?  (1:5)

(願2) 願意禱告

有位婦女因為重病必須面臨許多複雜的事,她說道 “做為一個護士我知道什麼事將會發生,事情會變的更糟”,當她將所有會變得更糟的病情一一列出後,她表現出 神將與她同在直到最後一刻的信心,她自嘲說  “我盼望 神不要花太多時間來接我回天家”。

耶利米書12章,我們發現先知耶利米感到失望,耶和華說,你若與步行的人同跑,尚且覺累,怎能與馬賽跑呢? 你在平安之地,雖然安穩,在約旦河邊的叢林要怎樣行呢。(12:5)

耶利米被自己的同胞背叛,乾旱,天災,仇敵粗暴殘忍的攻擊,這些對他及百姓都是相當沉重的,但是在黑暗裡光亮卻蠕動般進來,如果以色列百姓 (以及前來攻擊殘暴的非神國子民)悔改且信靠耶和華,他們將被  神的光滲透獲得重新建造。

你的健康是否正變的更糟呢? 你的家庭或工作是否變的更糟糕呢? 你是否正為國家擔憂嗎? 倘若你是一位信主的人,請不要灰心!  因為信靠  神的人最後都要獲得大喜樂。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你正在為那件事失望呢?為何呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

เริ่มต้นกับฉัน 與我一同開始

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2009

2 พงศาวดาร 34:19-33

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อกษัตริย์โยสิยาห์ได้ฟังธรรมบัญญัติของพระเจ้าแล้ว พระองค์ได้ทำสิ่งใด? (ข้อ 19) เพราะอะไร? (ข้อ 21)
  2. พระเจ้าทรงตอบสนองต่อการเสียใจและกลับใจใหม่ของโยสิยาห์อย่างไร? (ข้อ 27-28)
  3. อะไร คือ สิ่งที่แสดงออกถึงการกลับใจใหม่อย่างแท้จริงของโยสิยาห์ ? (ข้อ 29-32)

(ย2) ยอมภาวนา

โยสิยาห์ได้เป็นกษัตริย์ตอนมีพระชนม์ 8 พรรษา เป็นนักแสวงหาตอนพระชนม์ 16 พรรษา เป็นนักปฏิรูปเมื่อพระชนม์ 20 พรรษา และได้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ถ่อมตนเมื่อพระชนม์ 26 พรรษา การเติบโตฝ่ายวิญญาณและการเป็นผู้นำของท่านเป็นผลจากการได้สดับพระคำของพระเจ้าและเชื่อสิ่งที่ได้ทรงสดับนั้น

ขณะที่กำลังบูรณะและชำระพระวิหารในเยรูซาเล็ม ได้มีการพบหนังสือธรรมบัญญัติซึ่งถูกทิ้งอยู่นาน เมื่อมีผู้อ่านถวายโยสิยาห์ได้สดับ ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงฉีกฉลองพระองค์ กรรแสงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า (2 พศด. 34:19,27) ทรงตระหนักถึงความบาปอันใหญ่หลวงของผู้นำประเทศรุ่นก่อนๆ และตัดสินพระทัยที่จะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ถาวรในสมัยของพระองค์ โยสิยาห์ได้รื้อฟื้นพันธสัญญา อุทิศที่จะดำเนินตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและมุ่งมั่นที่จะรักษาพระบัญญัติ สิ่งเหล่านี้ได้จุดประกายการฟื้นฟูที่เปลี่ยนแปลงทั้งประเทศ (ข้อ 31-33)

ทุกวันนี้ประเทศของเรามีอะไรผิดปกติอยู่หรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นความละโมบ? ความรุนแรง? การนับถือรูปเคารพ? นานเท่าใดแล้วที่ชนชาตินี้ตกต่ำลงด้านศีลธรรมและฝ่ายวิญญาณ คุณรู้สึกว่าตนเด็กเกินไป หรือแก่เกินไป หรือไม่มีอำนาจพอที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไหม?

โยสิยาห์ทรงเป็นนักแสวงหา นักปฏิรูป ผู้รับใช้พระเจ้า และกษัตริย์ที่ได้คร่ำครวญเพื่อประชาชนของพระองค์เมื่อพระชนม์ได้ยี่สิบกว่าพรรษา พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นแล้วว่าควรทำอย่างไร พระเจ้าทรงส่งการฟื้นฟู และให้การฟื้นฟูนี้เริ่มต้นที่เรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีสิ่งที่คุณจะต้องกลับใจใหม่หรือไม่ เพื่อพระเจ้าจะนำผลดีมาสู้ชีวิตของคุณ? สิ่งนั้นคืออะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

與我一同開始

歷代志下34:19-33

(願1) 願意接受神的話語

  1. 當約西亞王聽見律法書上的話他做了什麼事呢? (34: 19) 為何呢? (34: 21)
  2. 耶和華如何回應約西亞王的悔改呢?  (34:27-28)
  3. 什麼是約西亞表現出來他真心的悔改?  (34:29-32)

(願2) 願意禱告

約西亞8歲時登基為王,16時渴慕尋求神,20時跟隨神,26時成為一位真正謙卑服事 神的人,他靈命增長且成為一位領導,因為他聽從神的話且真心信服他所聽從的 。   

耶利米書12章,我們發現先知耶利米感到失望,耶和華說,你若與步行的人同跑,尚且覺累,怎能與馬賽跑呢? 你在平安之地,雖然安穩,在約旦河邊的叢林要怎樣行呢。(12:5)

當修復耶路撒冷聖殿時,偶然得到遺失已久耶和華的律法書,當有人在王面前讀那書,他聽見律法書上的話,就撕裂衣服(34:19,27) ,他想到列祖所犯極大的罪,王站在他的地位上,在耶和華面前立約,要盡心盡性的順從耶和華,遵守祂的誡命,這是點燃全國復甦的火花(34:31-33) 。

現今我們的國家有異常之處嗎? 不論是貪婪? 暴力? 拜偶像? 這個世界道德沉淪有多久了? 你感覺自己太年幼,或是太年老,或是毫無權柄改善這些事呢?

約西亞是一位渴慕者,跟隨者,服事 神的人,當20多歲時他就為百姓向  神呼求,約西亞王的行為讓我們看見應該如何行, 神賜下復甦,這個復甦要從我們開始。

 

(願3) 願意運用在生活中

  1. 為了  神將帶來生命的果子你是否有需要悔改的事嗎?那是什麼事呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 腓立比書3:13

兄弟們、我不是以為自己已經得著了、我只有一件事、 就是忘記背後努力面前的 。

ไม่มีรักใดยิ่งใหญ่กว่า

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2009

มาระโก 12 :28-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ธรรมมาจารย์ทูลถามพระเยซูในเรื่องใด? (ข้อ 28) อะไร คือ คำตอบที่พระเยซูให้แก่เขาผู้นั้น? (ข้อ 29-31)
  2. ธรรมมาจารย์ผู้นี้มีท่าทีอย่างไรต่อคำตอบของพระเยซู? (ข้อ 32-33) อะไร คือ ผลที่เขาจะได้รับเหตุเพราะท่าทีของเขา? (ข้อ 34)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณไม่สามารถแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อผู้คนได้มากกว่าเจมส์ แฮร์ริสัน และเขาได้ทำเช่นนั้นต่อคนที่ไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ

แฮริสันเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยอัวชิต้าแบ๊บติสท์กำลังเดินทางจากยุโรปกลับบ้านพร้อมเพื่อนนักร้อง ขณะเครื่องบินกำลังลงจอดในเมืองลิตเติ้ลร็อด รัฐอาร์คันซอร์นั้น ฝนตกหนักและลมกรรโชกแรงจนเครื่องบินลื่นไถลออกจากลานบินและชนเข้ากับแผงไฟทำให้ลำตัวของเครื่องบินฉีกขาด

ขณะที่ผู้คนกำลังอลหม่านและไฟได้ลุกขึ้นภายในเครื่องบินที่พังยับเยินนั้น แฮร์ริสันเริ่มช่วยเหลือผู้อื่นเขาดึงผู้โดยสารออกมาไว้ยังที่ปลอดภัยคนแล้วคนเล่าและวิ่งกลับไปที่เครื่องบินเพื่อช่วยคนที่เหลืออีก ครั้งสุดท้ายที่เขาวิ่งกลับไปยังซากเครื่องบินที่ถูกเผาไหม้นั้น เขาต้านทานควันไฟไม่ไหวและเสียชีวิตลง

ในงานศพของเขานั้น หัวหน้าคณะนักร้องประสานเสียงได้อ่านพระธรรมยอห์น 15:13 ซึ่งกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือ การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” พระเยซูกำลังตรัสอยู่จริงๆ ถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเรา และหัวหน้าคณะนักร้องประสานเสียงได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการเสียสละอันสูงสุดนี้

เราอาจไม่ถูกเรียกร้องให้เสียสละแบบเดียวกับที่เจมส์ได้ทำมาแล้วในโศกนาฏกรรมอันน่าสะพรึงกลัว แต่เรามีโอกาสที่จะสละความสุขส่วนตัวเพื่อแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านของเราได้ทุกวัน (มก.12:31) เราสำแดงความรักมากแค่ไหน?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำสิ่งใดเพื่อปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

人的愛心沒有比這個大的

馬可福音12 :28-34

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼事是文士問耶穌的呢? (12:28) 什麼是耶穌回答的呢? (12:29-31)
  2. 文士對耶穌的回答有什麼反應呢?  (12:32-33) 因文士的回應他得到什麼結果呢? (12:34)

(願2) 願意禱告

你絕不可能比詹姆斯哈里森更能表達對他人的愛心 他甚至對不認識的人也這樣做。

哈里森是華詩達受洗大學樂團合音班成員 他與樂團同伴結束歐洲旅行正要回家 當飛機在阿肯色州 Little Rod鎮降落 大雨及暴風使飛機飛離跑道撞向電路 以致機身被撕裂。

乘客一片混亂中 機身內部突然起火 哈里森起來協助乘客離開機身挪到安全處 一次又一次往返幫助每一個乘客 他最後一次跑回已被燒焦的機身 由於不敵濃厚的煙霧 他犧牲了生命。

樂團合音班班長在哈里森喪禮中 朗頌聖經約翰福音15:13 “人為朋友捨命人的愛心沒有比這個大的” 耶穌正真實的吩咐我們 祂代替我們犧牲了生命   樂團合音班班長清楚指出犧牲的真正價值。

我們不必像哈里森經歷這樣可怕的悲劇 但我們每天都有機會表達愛鄰舍如己(12:31) 我們已經表達多大的愛心呢 ?

(願3) 願意運用在生活中

  1. 那件事是你正因為遵照聖經的吩附而作的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你 指示你當行的路 我要定睛在你身上勸戒你。

 

ใครกำลังอ่านคุณอยู่ 誰正在閱讀你呢?

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009

1 เปโตร 1:13-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าปรารถนาให้เรามีชีวิตอย่างไร? (ข้อ 13-17) เพราะเหตุใด? (ข้อ 18-21)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พิสูจน์ถึงการชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์แล้ว? (ข้อ 22-25)

(ย2) ยอมภาวนา

มีเรื่องราวของผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่ใช้สติกเกอร์ติดกันชนรถเพื่อส่งเสริมให้มีการขับรถดีขึ้น ท่านให้ทางเลือกไว้ 2 อย่างกับผู้ที่ขับรถขณะมึนเมา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่เป็นพิษภัยด้วย

ทางเลือกที่ 1 คือ ติดข้อความไว้ที่กันชนรถว่า “รถคันนี้เป็นของคนขับรถที่ถูกศาลตัดสินว่าเมา” แต่ผู้กระทำผิดเกือบทั้งหมดชอบทางเลือกที่ 2 มากกว่า ที่ว่า ให้สมัครเข้ารับการบำบัดสำหรับผู้ติดแอลกอฮอล์ เพราะคนส่วนใหญ่ใส่ใจว่าผู้คนจะคิดอย่างไรกับเขา และอยากรักษาภาพพจน์ที่ดีไว้

ความกลัวอายยังนำไปใช้กับพฤติกรรมซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มีพวกเราไม่กี่คนหรอกที่จะสมัครใจเดินไปรอบๆพร้อมมีป้ายติดหลังเขียนว่า “อันตราย : ฉันคือคริสเตียนที่ไม่ใช้เวลาอธิษฐานหรือศึกษาพระคัมภีร์” และเราก็ไม่อยากแขวนป้ายว่า “ระวัง : ฉันถูกควบคุมด้วยตัณหาไม่ใช่ความรัก”

ถ้าพระเจ้าต้องการให้เราถือป้ายพวกนั้น เราจะพยายามปกปิดสถานะฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงของเรา เพราะเราอยากให้คนอื่นเคารพนับถือเราหรือเปล่า คำตอบของเราที่มีต่อคำถามนี้ บ่งบอกถึงความรู้สึกอายที่เรามีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพิพากษาเราอย่างถูกต้อง (1 ปต. 1:17) เป็นไปได้ไหมว่าเราจะเกรงกลัวความคิดเห็นของพระองค์มากกว่าความคิดเห็นของคนอื่น จงอยู่เพื่อความเห็นชอบของพระเจ้า มากกว่าความเห็นชอบของมนุษย์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำสิ่งใดเพื่อสำแดงว่าคุณกำลังดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

誰正在閱讀你呢?

彼得前書1:13-25

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼樣的生命是 神盼望我們擁有的呢? (1:13-17) 為何呢? (1:18-21)
  2. 什麼事可以印証我們的心已經潔淨了呢?  (12:22-25)

(願2) 願意禱告

有一位法官為了鼓勵良好的駕駛,他在汽車保險槓貼上貼紙,他讓酒醉駕駛人有兩種選擇,  這選擇一點也不危險。

第一種在汽車保險槓貼上 “這輛車法庭已判為酒醉駕駛” ,但是幾乎所有酒醉駕駛人寧可選擇第二種, 那是接受酒精中毒者的培訓,因為絕大多數人都很在乎別人如何看待他,喜歡維護良好的形象。

害怕羞恥同時也在其它行為裡被發現,例如: 很少人願意在自己背上貼牌子寫道 “危險: 我是不肯花時間禱告或研讀聖經的基督徒” 我們也不願背上牌子 寫道 “注意: 我被情慾所控制而非愛心” 。

若 神需要我們拿這些牌子,我們會盡量隱藏我們真實的靈命狀況,是因為我們需要人們尊重我們嗎? 這問題的答案讓我們看出,我們是否因為公義的 神而感到羞恥(1:17) 我們是否對神存敬畏的心,而不那麼在乎人們的想法,請為 神的喜悅而活吧! 無須在乎人類的看法。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否正在進行那件事為了可以表明你的生命是行在 神的恩典裡呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。

การแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า 不划算的交換

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2009

กิจการ 5:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่อานาเนียกับสัปฟีราได้กระทำ? (ข้อ 1-4) อะไร คือ ผลที่เกิดขึ้นกับเขา? (ข้อ 5-10)
  2. เหตุการณ์เช่นนี้ส่งผลอย่างไรต่อคนทั้งปวงที่เห็นเหตุการณ์นั้น? (ข้อ 11)

(ย2) ยอมภาวนา

ชีวิตเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยน สิ่งไม่ดีที่เลือกในวันนี้เป็นการวางดาวน์ปัญหาในอนาคต นี่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่กล่าวว่า เราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราหว่าน (กาลาเทีย 6:7)

เรื่องเช่นนี้เป็นจริงกับชาวเมืองมิสซิสซิปปีอายุ 30 ปี คนหนึ่ง ที่ถูกตัดสินว่าเขาขับรถขณะมึนเมา ทำให้เขาถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ผู้พิพากษาจะระงับโทษ 14 ปี หากชายผู้นี้ยอมให้คุมตัวอยู่ในบ้าน 1 ปี

ข้อแลกเปลี่ยนนั้นง่ายดาย อยู่กับบ้านและไม่สร้างปัญหาเป็นเวลา 1 ปี แทนการเข้าคุก 15 ปี แต่ชายผู้นี้ไม่ชอบถูกจำกัดขอบเขตจึงไปตกปลา เขาขับรถไปด้วยใบขับขี่ที่ถูกระงับชั่วคราว เขาจึงถูกจับกุมและถูกผู้พิพากษาโยนเขาไว้ในคุก การไปตกปลาทำให้เขาต้องสูญเสียอิสรภาพไปหลายปีทีเดียว

เราทำข้อแลกเปลี่ยนอะไรที่ไม่ดีบ้าง เราปฏิเสธพระเมตตาของพระเจ้าเพื่อที่เราจะชื่นชมกับเวลาอันสนุกสนานแห่งความบาปหรือเปล่า เราได้เห็นบางตัวอย่างในพระคัมภีร์ โมเสสแลกดินแดนแห่งพันธสัญญากับความโกรธที่ระเบิดขึ้น (กดว.20:7-13) ดาวิดแลกชื่อเสียงของตนกับกิเลสตัณหาเพียงข้ามคืน (2 ซมอ. 11) อานาเนียกับสัปฟีราแลกชีวิตเพื่อจะได้เงินเพิ่ม (กจ.5:1-11)

วันนี้คุณกำลังเผชิญการทดลองหรือเปล่า อย่ายอมแพ้ จงติดสนิมกับพระเยซู เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ อย่าแลกความสัมพันธ์ที่มีต่อพระองค์กับสิ่งอื่นๆ เพราะนั่นเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เคยคุ้มค่าเลย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

不划算的交換

使徒行傳 5:1-11

(願1) 願意接受神的話語

什麼事是亞拿尼亞和撒非喇所做的呢? (5:1-4) 產生什麼後果呢? (1:5-10)

這事對全教會和聽見的人產生什麼樣的結果呢?  (1:11)

(願2) 願意禱告

生命裡充滿的交易,今天選擇不好的事,將來必定發生問題,不要自欺! 神是輕慢不得的, 人種的是什麼,收的也是什麼 (加拉太 6:7)。

密西西比州一位30歲居民就遇到這樣的事,他被判決酒醉開車必須坐牢15年,倘若他願意接受禁足在家中一年,法官願意緩刑14年。

這個交換條件很容易的,在家且不製造問題一年,取代坐牢15年,但那男子不喜歡被限制,就外出釣魚,他用暫時吊銷的駕照開車出門,他因而被逮捕入獄,垂釣讓他失去數年的自由 。

我們是否做了一些不好的交換? 我們是否拒絕神的慈愛,為了我們可以花時間在罪惡中享樂呢? 我們在聖經裡看到些例子,摩西用應許之地與極大的憤怒交換(民數記.20:7-13) ,大衛用自己的名譽與一夜的情慾交換 (撒母耳記下 11章) ,亞拿尼亞和撒非喇用生命與一些金錢交換 (使徒行傳5:1-11)。

今天你是否正面臨試探? 請勿灰心!  請親近 神,聽從 神的命令,千萬勿將與 神的關係拿去跟划不來的事物交換。

(3) 願意運用在生活中

  1. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。

ระวังคำเตือน 小心警語

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009

เอเสเคียล 3:16-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าบัญชาให้เราทำหน้าที่ใดเพื่อพระองค์? (ข้อ 16-17)
  2. อะไร คือ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำตามหน้าที่นั้น? และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ทำตามหน้าที่นั่น? (ข้อ 18-21)

(ย2) ยอมภาวนา

อเมริกันชนถูกเตือนให้ระวังความตาย ผู้ผลิตมีความระมัดระวังเกี่ยวกับการถูกฟ้องร้องมากขึ้น เมื่อสินค้าของพวกเขาถูกนำไปใช้ผิดๆ ดังนั้นพวกเขาจึงติดฉลากคำเตือนเอาไว้บนสินค้าหลายร้อยชนิด

ตัวอย่างเช่น ชุดแบทแมน ซึ่งมีคำเตือนเขียนกำกับเอาไว้ว่า “ท่านผู้ปกครอง กรุณาเตือนบุตรหลานของท่านว่า ของเล่นชิ้นนี้มีไว้สำหรับเล่นเท่านั้น หน้ากากและเสื้อคลุมไม่ได้มีไว้ป้องกันตัว และผ้าคลุมก็ไม่สามารถทำให้บินได้จริง”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มีคำเตือนมากมายที่ปรากฏอยู่บนสินค้าในร้านของเราซึ่งทำให้สินค้าดังกล่าวขาดประสิทธิภาพ ในขณะที่คำเตือนดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจ พระคัมภีร์ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเอาใจใส่คำเตือนของพระเจ้า  พระธรรมเอเสเคียล บทที่ 3 ได้บอกเราอย่างชัดเจนว่าคำเตือนเป็นสิ่งที่สำคัญไม่เฉพาะต่อผู้ที่รับคำเตือนเท่านั้น แต่ต่อผู้ที่เตือนด้วย (ข้อ 16-21)

เราจะต้องจริงจังกับพระวจนะของพระเจ้า พระคำของพระองค์บอกกับเราว่า “อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพรระทัย” (อฟ.4:30) และย้ำเตือนเราว่า “จงเว้นเสียจากสิ่งชั่วทุกอย่าง” (1 ธก. 5:22) พระเยซูยังได้เตือนให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการล่วงประเวณีผัวเมียและเรื่องราคะตัณหา (มธ. 5:27-28) รวมทั้งการกล่าวโทษผู้อื่น (มธ. 7:1-5)

องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างเราทรงทราบว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไร พระองค์ทรงปรารถนาที่จะปกป้องเราจากอันตราย ดังนั้นขอให้เราจงแน่ใจว่า เราได้เอาใจใส่ต่อคำตักเตือนทั้งหมดของพระองค์อย่างจริงจัง คำเตือนของพระเจ้ามีเพื่อปกป้องเรา มิใช่เพื่อลงโทษ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

คุณกำลังทำหน้าที่ของคนยามที่ดีของพระเจ้าหรือไม่? อย่างไร?

อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

小心警語

以西結 3:16-21

(願1) 願意接受神的話語

神吩附我們要為祂做什麼事呢? (3:16-17)

 我們遵守責任而行將產生什麼結果? 若不遵照責任而行將產生什麼後果呢? (3:18-21)

(願2) 願意禱告

美國人民被警告要小心死亡! 製造商十分謹慎,不讓他們的產品被使用錯誤而被捲入訴訟,因此他們就在數以百計的產品上貼上警語。

舉例說蝙蝠俠裝,就有警語 “親愛的家長! 請告訴您的兒孫這玩具僅是用來遊玩,面具及批肩不是用來保護自己,批肩不是真的能飛行 ”。

專家提到,在商店裡出現的各式各樣警語倘若不受到重視,就會使產品失去其性能,聖經也指出 神的警語是多麼的重要,以西結書第三章裡清楚的告訴我們,警語不只是對被警告的人很重要,也包括提出警語的人 (3:16-21) 。

我們必須真誠對待 神的話語,神的話語說 “不要叫 神的聖靈擔憂” (以弗所4:30),各樣的惡事要禁戒不做 (帖撒羅尼迦前書 5:22),你們聽見有話說,不可姦淫(馬太福音5:27-28) ,還有不要論斷人(馬太福音7:1-5)。

神創造我們,祂深知我們該有何種生命,祂希望將我們保護在危險之外,請確信我們是真誠的對待  神所有的警語! 神的警語是為了保護我們,而不是處罰我們。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否在你的職責裡盡本份呢? 如何呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。

 

พูดได้แม้ตายแล้ว 雖然死了仍舊說話

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2009

ฮีบรู 11:1-4

(ย1) ยอมรับพระคำ

อะไร คือ ตัวอย่างแห่งอิทธิพลชีวิตของอาแบลที่ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้? (ข้อ 4)

ความเชื่อที่อาแบลมีตามพระคำของพระเจ้านั้นมีลักษณะอย่างไร? (ข้อ 1-3)

(ย2) ยอมภาวนา

พระคัมภีร์มีตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอิทธิพลที่ยืนยง ซึ่งดูไม่น่าจะเป็นไปได้ อาแบลถูกพี่ชายฆ่าตายก่อนที่เขาจะได้กระทำสิ่งสำคัญใดๆ ให้สำเร็จ (ปฐก. 4:2-8) แต่ “ภาพ” ของเขาก็อยู่ในหอแห่งความเชื่อของพระคัมภีร์ด้วย โดยมีคำอธิบายภาพว่า “เพราะอาแบลมีความเชื่อจึงได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า จึงทำให้ท่านได้รับการรับรองว่าเป็นคนชอบธรรม  พระเจ้าก็ได้ทรงยืนยันโดยการทรงรับของถวายของท่าน แม้ว่าอาแบลตายแล้วก็จริง แต่เพราะท่านมีความเชื่อท่านจึงยังคงพูดอยู่” (ฮบ.11:4)

ผู้รับใช้พระเจ้าในช่วงศตวรรษที่ 19 ชื่อ ฟิลิปส์ บรูคส์กล่าวว่า “นี่คือความแตกต่างระหว่างมนุษย์ที่อำนาจของเขาหมดลงพร้อมกับความตาย กับมนุษย์ที่อำนาจของเขาขยายไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริงเมื่อเขาตายไป มนุษย์ประเภทแรกมีอำนาจฝ่ายวัตถุ แต่ประเภทที่สองมีอำนาจฝ่ายจิตวิญญาณ การทดสอบและคำพยานครั้งสุดท้ายของพลังฝ่ายวิญญาณอยู่ที่แม้ว่าเราจะทิ้งร่างกายนี้ไป แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือและหนุนน้ำใจคนเรานั้นที่ไม่เห็นเราอีก ให้พวกเขาเป็นเหมือนพระคริสต์องค์พระผู้ช่วยแห่งวิญญาณจิตของมนุษย์ แม้หลังจากที่เราตายไปแล้ว

เมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว เรายังคงพูดอยู่ได้อย่างไร ก็โดยการไว้วางใจและเชื่อฟังพระเจ้าในเรื่องพื้นฐานต่างๆ ของชีวิตประจำวัน ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญและธรรมดาในวันนี้ อาจเป็นเครื่องกระจายเสียงซึ่งพระเจ้าทรงสามารถใช้ขยายเสียงของคุณได้ หลังจากที่คุณสิ้นสุดการเดินทางในโลกนี้แล้ว การเชื่อฟังพระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญที่จะให้อิทธิพลยั่งยืน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

คุณมีความเชื่อที่จะส่งอิทธิพลชีวิตให้กว้างขวางออกไปหรือไม่?

อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

雖然死了仍舊說話

希伯來書  11:1-4

(願1) 願意接受神的話語

什麼事是亞伯生命至今仍有影響力的例子呢? (11:4)

亞伯對神的話語的信心有那些特徵呢? (11:1-3)

(願2) 願意禱告

聖經裡有個關於永久影響力的例子,它看起來是那麼的不可能! 亞伯在未完成任何大事之前就被他哥哥殺死(創世記 4:2-8),但他的形象卻停留在聖經裡信心的盒子裡,“亞伯因著信獻祭與神,比該隱所獻的更美,因此便得人稱義的見證,就是 神指他禮物作的見證,他雖然死了,卻因著信仍舊說話” (11:4)。

19世紀傳道人菲立浦卜克提到 “這是兩種完全不同的人,一種人死後一切權柄就終止,另一種人死後權柄仍不斷延續,第一種人是屬於物質權柄型,另一種是屬靈的權柄,在這種人身上最後一次屬靈力量的試探與見證不會隨著肉體的死亡而消失,仍幫助且支持那些看不見的, 雖然肉體已死,卻幫助其他人在屬靈上能更像耶穌基督 ”。

當我們離開世界,如何還能訴說呢? 當我們肉體還活著時, 每天生活應該順服信靠 神,今天一切看來不顯著且平凡,可能就是 神要我們做為一個擴聲器,有一天我們走完世上的日子,順服 神就成了永久影響力的鎖匙。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否有信心將擴大你的影響力呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。

 

สัญชาตญาณ 本能

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2009

สดุดี 32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือสิ่งที่เราควรทำหากเราล้มลงในบาป ? (ข้อ 1-5)
  2. พระเจ้าจะทรงช่วยเราอย่างไร?  (ข้อ 8)

(ย2) ยอมภาวนา

การบินฝ่าพายุเป็นประสบการณ์ที่เสี่ยงอันตราย เรามักจะหันไปบินโดยสัญชาตญาณ หรือที่นักบินเรียกกันว่า “บินตามความรู้สึก” แต่นักบินทุกคนก็จะบอกคุณว่านั่นคือหนทางที่นำไปสู่ความหายนะ ถ้าคุณพึ่งพาความรู้สึกและสัญชาตญาณ คุณจะหลงทิศ คิดว่าเครื่องบินกำลังบินขึ้นแต่ความจริงคือมันกำลังบินต่ำลง ยังดีที่มีการตั้งให้มาตรบนแผงหน้าปัดชี้ไปทิศเหนือและเที่ยงตรงทุกเวลา แม้ว่าคุณจะรู้สึกเหมือนไม่ถูก แต่ยอมบินตามที่อุปกรณ์บ่งชี้ จะช่วยคุณปลอดภัยท่ามกลางพายุ

เราต่างต้องเผชิญพายุที่จะทำให้เราสับสนและหลงทิศ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์แจ้งข่าวจากโรงพยาบาล เพื่อนที่หักหลังคุณ หรือความฝันที่แตกสลาย เหล่านี้คือช่วงเวลาที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อความผิดหวังทำให้คุณตาบอด อย่าเชื่อสัญชาตญาณของคุณ การบินฝ่าพายุแห่งชีวิตตามความรู้สึกจะนำไปสู่ความสิ้นหวัง สับสน และความรู้สึกคับแค้นที่มีแต่จะทำให้เรื่องราวต่างๆเลวร้ายลง พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะนำทางคุณ และพระวจนะของพระองค์เต็มด้วยปัญญาและความรู้สำหรับการใช้ชีวิต “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” (สดุดี 119:105) ทางที่พระองค์นำไปย่อมถูกเสมอ

เปิดพระคัมภีร์และวางใจให้พระเจ้านำทางคุณ พระองค์ทรงสัญญาว่า เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป” (สดุดี 32:8) ยิ่งเราเดินใกล้ชิดพระเจ้ามากเท่าไร เราจะเห็นการทรงนำของพระเจ้าชัดขึ้นเท่านั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณคิดว่าคุณกำลังเดินถูกทิศทางของพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 32

เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่

本能

詩篇 32

(願1) 願意接受神的話語

什麼事是當我們沉陷於罪惡時該做的呢? (32:1-5)

神會如何拯救我們呢? (32:8)

(願2) 願意禱告

通過暴風雨飛行是件相當冒險的事,我們總是用本能去飛行,或是飛行員常說的 “用感覺飛行” 每個飛行員總是說那是前往浩劫的途逕,若你順著感覺與本能,你會失去方向,你會以為是往上飛行其實正在下沉呢! 還好每次在面板上都設置飛行方向標準,你可能覺得不準確,但是信靠它的指示,就可以在暴風雨中幫助你得到安全。

我們都會遇見暴風雨叫我們混亂與迷失,無論是電話傳來醫院的惡訊,朋友背叛,或是夢想破碎,這些我們都要特別小心不要讓它成為我們的毒藥,當失望讓你瞎眼不要相信你的本能,依靠你的感覺去飛過人生暴風雨,將帶領你進入絕望混亂,讓你更感覺進入失敗的窄路,神盼望帶領你前面的道路,神的話語充滿了生命的智慧與知識,“求你照你的話扶持我,使我存活,也不叫我,因失望而害羞” (119:105) 神帶領的道路總是正確的。

打開聖經,然後信靠祂! 讓神來帶領你! 神應允說,我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。(32:8) 我們親近 神有多少? 我們看見 神就有多清楚。

(願3) 願意運用在生活中

你想你是否正走在神正確的道路上呢?

神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇32:8

我要教導你,指示你當行的路,我要定睛在你身上勸戒你。

 

 

 

จงกล้าพูด 勇於發言

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2009

2 พงศ์กษัตริย์ 5:1-3, 9-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. นาอามานเป็นใคร? และเขาอยู่ในสภาพเช่นใด? (ข้อ 1)
  2. เด็กหญิงในพระคำตอนนี้เป็นใคร? และแนะนำให้นาอามานทำสิ่งใด (ข้อ 2-3)
  3. อะไร คือ สิ่งที่นาอามาต้องทำเพื่อเขาจะรับการรักษาให้สะอาด? (ข้อ 9-14)

(ย2) ยอมภาวนา

คนทั่วไปมักจะคิดว่า เมื่อพระเจ้าต้องการทำภารกิจบางอย่างที่สำคัญ พระองค์จะมอบภารกิจนั้นให้คนสำคัญๆ ส่วนพวกเราก็ทำหน้าที่เพียงเติมช่องว่างให้เต็มจนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมาเท่านั้น แต่สิ่งนี้ไม่เป็นความจริง

บ่อยครั้งในพะคัมภีร์ เราจะพบว่าพระเจ้าทรงใช้ชาวบ้านธรรมดาๆ ทำงานต่างๆให้สำเร็จ ลองดูเรื่องราวอันเหลือเชื่อของผู้เผยพรระวจนะในพันธสัญญาเดิม และเหล่าสาวกในพันธสัญญาใหม่

เด็กหญิงใน 2 พงศ์กษัตริย์ 5 เป็นเพียงสาวใช้ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยความกล้าหาญเธอแนะนำให้นาอามานไปรับการรักษากับผู้เผยพระวจนะในอิสราเอล เรื่องนี้อาจฟังดูธรรมดาแต่ที่จริงแล้วเธอต้องใช้ความกล้าอย่างมาก เพราะการที่นาอามานไปอิสราเอลนั้น หมายถึงเขาต้องหันหลังให้กับพระต่างด้าวที่ตนนับถือ และถูกคนในชาติของเขาเองวิพากวิจารณ์ ที่ทำให้กองกำลังทางทหารของชาติตกอยู่ในความเสี่ยง

สาวใช้นิรนามคนนี้ อาจต้องจ่ายราคาสูงลิ่วที่ให้คำแนะนำเช่นนั้นออกไป แต่เธอรู้ดีว่าการรักษาที่แท้จริงนั้นมาจากไหน เพราะความห่วงใยที่มีต่อนาอามาน เธอจึงกล้าเสี่ยงเพื่อนำให้เขาได้พบกับแพทย์ผู้ประเสริฐ ซึ่งก็คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เดียวผู้ทรงพระชนม์อยู่

ให้เราเต็มใจให้พระเจ้าทรงใช้เราเช่นเดียวกับหญิงคนรับใช้นี้ เพื่อนำครอบครัวและเพื่อนฝูงมาถึงแหล่งแห่งความหวังและการเยียวยารักษาที่แท้จริง พระเจ้าทรงแสวงหาคนธรรมดา เพื่อทำงานที่ไม่ธรรมดา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ใคร คือ คนที่คุณคิดถึงในวันนี้ ที่คุณปรารถนาจะเห็นเขาได้รับความรอดในพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

勇於發言

列王記下5:1-3, 9-14

(願1) 願意接受神的話語

乃縵是誰呢?  他處於什麼樣的情況呢? (5:1)

聖經裡此處的小女子是誰呢? 她建議乃縵做什麼呢?  (5:2-3)

乃縵為了醫治疾病必須做什麼事呢?  (5:9-14)

(願2) 願意禱告

一般人總認為,當 神需要完成一件很重要的任務時,祂會將這事交托很重要的人物執行, 至於我們的角色就是填補剩餘空間,然後等待耶穌再來臨就夠了! 但是這想法必非事實。

我們可以從舊約聖經中每位先知的神跡奇事及新約聖經裡的門徒中發現, 神總是使用普通老百姓去完成任務。

列王記下五章裡那位小女子是個很普通的婢女,她勇於建議她的主人乃縵到以色列先知那裡求醫治,雖然看起來是件很普通的事,事實上她需要相當的勇氣,因為乃縵到以色列,意謂著他必須尋求外邦人的神,必須承受境內老百姓的評論,他身為軍隊元帥的權柄處於危險的局面 。

這位無名女子可能要為這建議付出相當大的代價,但她知道醫治是從誰來的,出於關懷她的主人,所以願意帶領他尋求最大的醫生,就是唯一的永生神。

讓我們像這位小女子般滿心樂意的服事,帶領家人及朋友們來到信心泉源,得到真正的醫治,神正尋找普通人來完成不尋常的工作。

(3) 願意運用在生活中 

你今天希望那個人能得到  神的救恩呢?

神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善 、就發出善來 ,惡人從他心裡所存的惡 、就發出惡來 ,因為心裡所充滿的 ,口裡就說出來。

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2009

ลูกา 6:41-45

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งทีพระคำของพระเจ้ากำลังเตือนเรา? (ข้อ 41-42)
  2. อะไร คือ สิ่งที่กำลังพิสูจน์ผลแห่งชีวิตของเรา? (ข้อ 43-45)

(ย2) ยอมภาวนา

การพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเป็นงานที่ต้องทำเต็มเวลา โลกจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหนถ้าทุกคนทำตามที่เราต้องการ แต่การจะเปลี่ยนโลกได้นั้น มันต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ซึ่งคงเป็นสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่อยากได้ยินเลย

พระเยซูตรัสคำอุปมาถึงปัญหาของการไม่เห็นความผิดของตัวเอง พระองค์ตรัสว่า “เหตุไฉนท่านจึงจะพูดกับพี่น้องของท่านว่า ‘พี่น้องเอ๋ย ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ’ แต่ที่จริงท่านเองยังไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน” (ลก.6:42)

การเห็นความผิดของคนอื่นได้ง่ายโดยไม่เคยสังเกตความผิดของตัวเอง ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นคนหน้าซื่อใจคดเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนนากาปลุกที่บอกเราว่า ปัญหาในความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นนั้นอาจจะอยู่ที่ตัวเราเอง บางทีเราอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติของเราหรือเราเป็นคนต้องไปขอโทษ เป็นไปได้ว่า เราคือคนที่ต้องถ่อมใจ

นี่คือบทเรียนที่เราบางคนต้องเรียนแล้วเรียนอีก เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ และเมื่อทัศนคติของเราเปลี่ยน เราอาจจะมองเห็นว่า คนอื่นก็เปลี่ยนแปลงแล้วด้วยเช่นกัน เมื่อพระเจ้าเปลี่ยนเรา พระองค์ทรงเปลี่ยนคนอื่นผ่านทางเราด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ไม้ทั้งท่อนในตาของคุณ ที่คุณต้องรีบนำออกไปเสีย?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

改變世界

路加福音 6:41-45

(願1) 願意接受神的話語

  1. 此處聖經正提醒我們什麼事呢? (6:41-42)
  2. 什麼事能印證我們生命的果子呢?  (6:43-45)

(願2) 願意禱告

嘗試去改變人,是一件必須花費長時間的工作,若每個人根據所需去做,世界將是多麼棒呢 ! 但是要改變世界必須從我們本身做起,這實在是我們最不想聽到的事。

耶穌比喻人們看不見自己的問題,祂說 “你不見自己眼中有梁木,怎能對你弟兄說,容我去掉你眼中的刺呢? 你這假冒為善的人,先去掉自己眼中的梁木,然後纔能看得清楚,去掉你弟兄眼中的刺 ” (6:42)。

看見別人的錯誤比看見自己的過錯容易多了,這並不是指那些外表老實內心奸詐的人,但此事仍然像鬧鐘般提醒我們,與人不穩定的關係有可能是我們自己造成的,可能我們必須改變態度或是我們必須認錯,更有可能的就是我們必須謙卑了 。

我們中間可能有些人必須一再學習這門功課,我們無法改變他人,但神幫助我們,改變我們的行為,當我們的態度改變,可能就看見他人也改變了,當神改變我們時,祂同時也透過我們改變其他的人。

(3) 願意運用在生活中 

  1. 什麼事是你眼中的刺你必須立即將它去掉的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善 、就發出善來 ,惡人從他心裡所存的惡 、就發出惡來 ,因為心裡所充滿的 ,口裡就說出來。

ดำเนินชีวิตเพื่อผู้อื่น 為他人而活

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2009

1 เธสะโลนิกา 2:4-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้เราทำสิ่งใด? (ข้อ 4)
  2. อะไร คือ ลักษณะชีวิตของเปาโล และลักษณะชีวิตที่พระเจ้าปรารถนาให้เราเป็น? (ข้อ 5-10)

(ย2) ยอมภาวนา

ความรัก การอภัย ความเมตตา ความกรุณา ความดี ความเมตตาสงสาร ความปราณี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีใครบ้างในโลกที่ไม่เห็นด้วยกับคุณลักษณะเหล่านี้บ้าง? ใครจะต่อต้านพลังแห่งความดีเช่นนี้ในชีวิตของบุคคลหนึ่ง? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีใครบ้างที่อาจต่อต้านคริสเตียน? มีใครบ้างที่จะเรียกคริสเตียนด้วยคำหยาบคาย ถือว่าพวกเขาเป็นบุคคลอันตราย และพยายามอยู่ห่างจากคริสเตียนให้มากที่สุด?

ใครล่ะ? มีเยอะแยะ แต่ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะว่าพวกเขาไม่สังเกตเห็นความรัก การอภัย ความเมตตาสงสาร ความดี  ความปราณี ความเมตตา ความกรุณา และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในคริสเตียนน่ะสิ

พวกเขาจะมองไม่เห็นพระคริสต์และพระลักษณะของพระองค์ ถ้าเรายืนขวางอยู่ หากเราคิดแต่จะทำเพื่อตัวเอง พวกเขาก็จะมองเห็น ความเกลียดชังแทนที่จะเห็นความรัก ความขุ่นข้องหมองใจแทนการให้อภัย ความไม่แยแสแทนความเมตตาสงสาร ความหยาบคายแทนที่จะเป็นความดี ชีวิตของเราจำเป็นต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เราประกาศ (1 ธก. 2:1-12)

คริสต์ศาสนาเป็นเรื่องของพระคริสต์ และของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ที่เปี่ยมด้วยความรัก การอภัย และความเมตตาสงสารของพระองค์ สิ่งใดก็ตามที่เราทำและส่งผลเป็นอย่างอื่นจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดได้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของพระเยซู จงให้พระองค์ส่องสว่างผ่านชีวิตของคุณเพื่อที่ผู้อื่นจะมองเห็นพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. จากพระคำของพระเจ้า อะไรคือ ลักษณะที่คุณมีแล้ว? และอะไรที่ยังไม่มี?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

為他人而活

帖撒羅尼迦前書2:4-10

(願1) 願意接受神的話語

  1. 何事是 神所欣慰我們去做的呢? (2:4)
  2. 保羅生命有何特徵,什麼樣的生命特徵是神希望我們擁有的呢?  (2:5-10)

(願2) 願意禱告

愛心、原諒、慈愛、恩典、良善、同情心、信賴、慷慨大方,世上有那位不贊同這些特徵呢? 有誰會抗拒某位人士的良善呢? 或是說有誰會拒絕基督徒呢? 有誰會用色情的話來稱呼基督徒,視基督徒為危險人物,盡量保持遠距離生活呢?

是誰呢? 數不盡! 為何呢 ? 因為他們沒有看見愛心、原諒、慈愛、恩典、良善、同情心、信賴、慷慨大方。

如果我們站立阻擋神,他們將看不見耶穌及祂的神性,若我們只為自己而活,他們就只看見仇恨而非愛心,看見粗暴的脾氣而非原諒,看見褻瀆而非良善,我們的生命必須與我們傳講的一致 (2:1-12)。

基督教是從耶穌而來的,因著祂的愛心、原諒、關懷賜下了永生,若基督徒所做的事產生其它的後果,都會造成他人的誤解,讓我們呼求 神,藉著我們的生命發出光,讓他人能看見永生神。

(3) 願意運用在生活中

  1. 從此處聖經裡你已擁有那些神的特徵呢?那些是你尚缺乏呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善、就發出善來,惡人從他心裡所存的惡、就發出惡來,因為心裡所充滿的 ,口裡就說出來。

ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว 自私的欲望

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2009

มัทธิว 11:28-30

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าเชื้อเชิญใครให้เข้ามาหาพระองค์? และอะไร คือ สิ่งที่เขาจะได้รับ? (ข้อ 28)
  2. พระเจ้าปรารถนาให้ผู้เชื่อทำในสิ่งใด? และอะไรคือผลที่จะได้รับ? (ข้อ 29-30)

(ย2) ยอมภาวนา

แอนดี้ วอร์ฮอล ศิลปินป๊อบผู้หนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ในยุคของโทรทัศน์นั้น ทุกคนมีเวลา 15 นาทีที่จะมีชื่อเสียงได้ ใช่ ชื่อเสียงอาจจะวิ่งเข้าหาเรา แต่เราไม่ควรแสวงหามัน

ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวเป็นลักษณะนิสัยที่ร้ายกาจ ซึ่งจะแสดงตัวออกมาเป็นความปรารถนาอันน่าชังที่จะได้ “ที่นั่งที่ดีที่สุด” และเพื่อจะได้รับการยอมรับ มันสามารถผลักดันเราให้เข้าไปควบคุมสถานการณ์ต่างๆทางสังคม และทำให้เราป่าวร้องแต่ละเรื่องของตนแทนที่จะฟังผู้อื่น เราชอบให้คนอื่นสนใจ ชอบมีชื่อเสียง ชอบเป็นจุดเด่น มากกว่ายืนแอบอยู่ข้างๆ

แต่วิถีทางของพระเจ้านั้นตรงกันข้าม เราต้องเรียนรู้ที่จะพอใจเมื่อผู้อื่นได้รับการยกชูขึ้นเหนือเรา เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมเมื่อคนอื่นเป็นที่พอใจมากกว่าเรา และเรายกความดีความชอบให้คนอื่น แทนที่จะเก็บไว้ใส่ตัวทั้งหมด วิถีทางของพระเจ้าทำให้เรายอมรับความอับอายได้เมื่อถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม และมมองประสบการณ์ดังกล่าวเป็น “พระพรที่ซ่อนอยู่” ซึ่งเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ความถ่อมใจที่แท้จริง

เราเริ่มเรียนรู้วิถีทางของพระเจ้าจากพระเยซู พระองค์ทรง “สุภาพและใจอ่อนน้อม” (มัทธิว 11:29) และไม่พยายามที่จะปกป้องฐานะและเกียรติยศของตัวเอง (ฟป. 2:5-8) โดยการพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็จะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น และเมื่อนั้นเราจะเลิกแสดงอาการหรือไม่ก็ต้องต่อสู้กับความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวอีกต่อไป

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

自私的欲望

馬太福音11:28-30

(願1) 願意接受神的話語

神邀請誰來親近祂呢? 他會獲得什麼呢?  (11:28)

神祈盼信主的人行什何事呢? 他會獲得什麼結果呢?  (2:29-30)

(2) 願意禱告

流行藝術家安迪沃荷提到,在電視時代裡每個人都可以擁有15分鐘聲譽,對的!  聲譽可能迎著我們而來,但我們不應該尋求聲譽。

自私的欲望是惡魔的特徵! 撒旦將它以仇恨的形式表現一覽無遺,為了得到更多擁護,它也將我們推向社會中各樣的活動與環境裡,使我們不聽他人建議而起來宣言,我們喜歡他人的重視,喜歡聲譽,喜歡成為焦點拒絕成為一個配角。

神的行事恰好相反! 當他人被高舉時我們必須學會滿足,當他人獲得比我更多讚賞時我們必須學習讚美,同時我們要高舉他人的良善不要將它歸在自己名下,神的方法讓我們在不公平的待遇且被拒絕下,仍可以接受恥辱! 視這些苦難為 ”隱藏的祝福”,以上全是學習真正謙卑的最佳機會。

我們從耶穌身上開始學習 神行事的法子,神是 ”心裡柔和謙卑” (11:29),祂不嘗試去保護祂的地位及榮譽 (腓立比書 2:5-8),唯有我們一次又一次得到 神的幫助,我們才會更像祂, 到那時我們才會停止表現自私的欲望,不然我們就會一直與自私的欲望對抗。

(願3) 願意運用在生活中

神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善、就發出善來,惡人從他心裡所存的惡、就發出惡來,因為心裡所充滿的,口裡就說出來。

พระเจ้าทรงห่วงคุณ 神關懷你

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2009

มัทธิว 14:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับยอห์น? (ข้อ 1-10)
  2. เมื่อพระเยซูทราบข่าวร้ายเรื่องยอห์นแล้วพระเยซูได้ทำสิ่งใด? (ข้อ 13)

ในขณะที่พระเยซูยังทรงทุกข์พระทัยในข่าวร้ายนั้น แต่พระองค์ก็ยังทรงทำสิ่งใดอยู่อย่างต่อเนื่อง? (ข้อ 14)

(ย2) ยอมภาวนา

ยอห์นผู้ให้บัพติศมาต้องพลีชีพเพื่อความเชื่อโดยน้ำมือของกษัตริย์เฮโรด ท่านเป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนของพระเยซู การตายของท่านคงจะสะเทือนใจพระองค์ที่สุด น่าเชื่อว่านั่นเป็นเหตุที่พระองค์ปลีกตัวออกจากฝูงชน มัทธิวเขียนไว้ว่า “จึงลงเรือเสด็จไปจากที่นั่น (บ้านเกิดของพระองค์และที่ที่ทรงเทศนาสั่งสอน) ไปยังที่เปลี่ยวแต่ลำพังพระองค์” (มธ. 14:13)

พระเยซูต้องการอยู่ในความโศกเศร้าตามลำพัง แต่ฝูงชนที่ต้องการพระองค์ได้รั้งพระองค์ไว้ (ข้อ 13) เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นฝูงชนซึ่งเจ็บปวด ความสงสารของพระองค์ก็ทวีขึ้น และทั้งที่ทรงปวดร้าว พระองค์ก็ทรงเริ่มรักษาคนเจ็บป่วย (ข้อ 14) พระองค์ไม่ปล่อยให้ความโศกเศร้ามาหยุดยั้งพระองค์จากการรับใช้คนเหล่านั้น

คุณอาจเป็นคนที่ชอบดูแลคนอื่น เหมือนเช่น ศิษยาภิบาล อาจารย์ พยาบาลหรือที่ปรึกษา คุณอาจเป็นคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ หรือมีคู่ชีวิตเป็นคนพิการ คุณต้องต่อสู้ดิ้นรน มีความผิดหวัง ปวดร้าว และดูเหมือนไม่มีใครสนใจคุณ แต่มีใครบ่งคนห่วงใยคุณอยู่ พระเจ้าไงล่ะ! พระองค์ทรงเข้าใจความปวดร้าวของคุณอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ และทรงรู้จักความทุกข์ถึงก้นบึ้งของคุณ คุณสามารถฝากความกังวลทั้งสิ้นไว้กับพระองค์ (1 ปต. 5:7) และพบความรัก การปลอบโยน และความเข้มแข็งที่คุณต้องการ จากการสถิตของพระองค์ เพื่อคุณจะเป็นไทจากความทุกข์และหันไปมองความทุกข์ของผู้อื่น คุณจะห่วงใยผู้อื่นได้เพราะพระเจ้าทรงห่วงใยคุณ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สถานการณ์ความทุกข์ใจที่คุณเผชิญ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

神關懷你

馬太福音14:1-14

(願1) 願意接受神的話語

什麼事發生在施洗約翰身上呢? (14: 1-10)

  1. 當耶穌得知施洗約翰的惡耗 耶穌做何事呢?  (14: 13)
  2. 正當耶穌為惡耗憂傷時 祂仍繼續做何事呢呢?  (14:14)

(2) 願意禱告

施洗約翰必須因著信被希律王殺害,他是耶穌的弟兄及朋友,他的死可能引起耶穌深深的憂傷,深信這事讓耶穌獨自退到野地, 馬太寫道 “就上船從那裡 (耶穌的故鄉及他講道的地方) 獨自退到野地裡” (14:13)。

耶穌需要獨自面對憂傷,但成行成列跟隨的人群需要耶穌 (14:13),耶穌出來,見有許多的人,就憐憫他們治好了,他們的病人 (14:13),憂傷並沒有阻擋耶穌去服事這些需要祂的人。

你可能是一位喜歡照顧人們的人! 例如: 牧師、教師、護士或是顧問、你可能是有嬰兒的母親,或是配偶殘障的人,你必須掙扎面對失望憂慮,看起來好像沒人重視你,事實上有人正為你擔憂,那就是耶穌! 耶穌了解別人無法明白你遭遇的憂慮,祂了解你痛苦的深淵,你們要將一切的憂慮卸給神 (彼得前書 5:7),因著神的同在,你將獲得愛心、關懷及你所需的勇氣,讓你的生命從憂慮中被釋放得到真自由,轉而去看顧他人的憂傷, 因著神的關懷,你才可以去關懷他人。

(願3) 願意運用在生活

  1. 你正遭遇什麼憂慮的處境呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善、就發出善來,惡人從他心裡所存的惡、就發出惡來,因為心裡所充滿的,口裡就說出來。

 

ถ้อยคำที่ดี 良言

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2009

สุภาษิต 12:17-28

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. การพูดถ้อยคำที่ดีให้ผลอย่างไรบ้าง? (ข้อ 12-28)
  2. และการพูดถ้อยคำที่ไม่ดีหรือไม่จริงจะให้ผลอย่างไรบ้าง?  (ข้อ 12-28)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายผู้หนึ่งได้รับเชิญไปทานอาหารเย็นที่บ้านของเพื่อน อาหารยอดเยี่ยมมาก เว้นแต่พายแอปเปิ้ล แม้กระนั้นเขาก็ยังมีคำพูดที่ดีเกี่ยวกับพายนั้น

หลายสัปดาห์ต่อมา ชายผู้นั้นไปบ้านเพื่อนอีกครั้งเพื่อรับประทานอาหารเย็น ในครั้งนี้มีพายเชอรี่ที่อร่อยมากทีเดียว แต่ผู้ที่มาเยือนไม่ได้พูดอะไรเลยในเรื่องนี้ สิ่งที่ทำให้เจ้าบ้านรำคาญใจมาก เธอจึงโพล่งออกมาว่า “ครั้งที่แล้วคุณมาที่นี่ ฉันทำพายที่น่าละอายใจมาให้ทาน และคุณก็ชมเชย ส่วนคืนนี้ฉันทำพายที่ดีที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่คุณกลับไม่พูดอะไรเลยสักคำ เพราอะไรกัน?”

ชายผู้นั้นยิ้มและตอบว่า “พายเชอรี่ในคืนนี้เยี่ยมมาก และพายแอปเปิ้ลที่คุณเสริฟในครั้งที่แล้วก็ไม่ดีเท่าอันนี้ เห็นไหมว่า พายแอปเปิ้ลต้องการคำชมมากกว่า!”

ในความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็เช่นกัน บางคนต้องการคำหนุนใจมากกว่าคนอื่น ไม่ว่าเขาคนนั้นจะบกพร่องหรือฝีมือแย่แค่ไหนก็ตาม เราควรหาเหตุที่จะจมเชยเขาเสมอ ผู้คนรอบข้างล้วนเป็นคนที่ท้อแท้ใจ แม้กระทั่งคนในบ้านของเราเอง พวกเขาต้องการ “ถ้อยคำที่ดี” จากเราเพื่อความชุ่มชื่นใจ (สภษ. 12:25) ขอให้เราหาวิธีที่จะให้คำหนุนน้ำใจแก่คนเหล่านั้นที่มีความต้องการ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 6:45

“คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจาคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไร ปากก็พูดออกมาอย่างนั้น”

良言

箴言12:17-28

(願1) 願意接受神的話語

  1. 良言會產生何種結果呢? (12: 12-28)
  2. 惡言及謊言會產生何種後果呢?  (12: 12-28)

(2) 願意禱告 

一位男子受邀前往好友家共享晚餐,食物極為佳美,除了蘋果派,但他仍有佳言讚美蘋果派。

數週過後他再次受邀前往共進晚餐,這次餐桌上櫻桃派相當好吃,但這位男子並沒有提及此事,讓主人十分困擾,她就詢問說 “前次你來晚餐蘋果派讓我覺得糟透了,你卻稱讚它,今夜我準備了最棒的櫻桃派,為何你反而一句都沒提呢?”

那男子微笑回答說 “今夜的櫻桃派相當棒,前次的蘋果派不及這個櫻桃派,所以蘋果派需要更多誇獎”。

人際關係亦是如此! 某些人比起他人更需要鼓勵的話語,不管那人有何缺陷或是技術多麼差勁,我們應該時時尋找稱讚的話語,身邊每個人甚至我們的家人都感到心灰意冷, 他們正需要 ”一句良言 使心歡樂” (12:25),讓我們尋找方法將鼓勵的良言送給那些需要的人!

(願3) 願意運用在生活中

  1. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享 

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音6:45

善人從他心裡所存的善、就發出善來,惡人從他心裡所存的惡、就發出惡來,因為心裡所充滿的,口裡就說出來。

 

ฉันมีทุกสิ่ง 我擁有一切

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2009

ฟิลิปปี 3:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลกำลังเตือนเราไม่ให้ไว้วางใจในสิ่งใด? (ข้อ 2-4)
  2. เปาโลมุ่งที่จะสละทุกสิ่งเพื่อสิ่งใด? (ข้อ 7-11)

(ย2) ยอมภาวนา

ทางสายการบินได้ทำกระเป๋าเดินทางของเด็บบี้พัง ซ้ำร้ายกระเป๋าสตางค์ของเธอยังหายอีก และแทนที่จะได้เข้าสนามบินตามทางเดินอบๆ เธอกลับต้องโซซัดโซเซลงจากเครื่องบินท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เธอต้องเปียกปอน อยู่ไกลบ้านโดยไม่มีเงิน ไม่มีเอกสารสำคัญใดๆ และไม่มีเสื้อผ้าที่แห้ง

หากสิ่งนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ปกติ เด็บบี้คงจะโมโหแน่ แต่คืนนั้นสิ่งเหล่านี้กลับไม่สำคัญ เพราะเธอเพิ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินในเที่ยวบิน 1420 ตกในลิตเติ้ลร็อค รัฐอาคันซอร์ มาหมาดๆ “ขณะที่ก้าวลงมาจากเครื่องบินนั้น” เด็บบี้กล่าว “ฉันเดินลงมาตัวเปล่าและหยุดคิดว่า แท้จริงฉันมีทุกสิ่ง” ในตอนนั้นเองที่เด็บบี้ตระหนักว่าชีวิตของเธอสำคัญกว่าสิ่งที่เธอสูญเสียไปทั้งหมด

บางครั้ง ต้องอาศัยเหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างไม่คาดคิดในการเปลี่ยนแปลงมุมมองของเรา นั่นเป็นความจริงสำหรับเซาโลแห่งเมืองทารซัส เขาให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตนในเรื่อง “ความชอบธรรม” ที่ได้มาอย่างยากเย็นมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลกนี้ (ฟป.3:4-6) แต่เมื่อเขาได้พบกับพระเยซูคริสต์บนถนนสู่เมืองดามัสกัส (กจ. 9:1-6) มุมมองของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และต่อมาเขาได้เขียนว่า “แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้วเพื่อเห็นแก่พระคริสต์” (ฟป.3:7)

การยอมมอบความหยิ่งผยองและความพึงพอใจในตัวเองซึ่งเป็นความบาปของเราให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น อาจดูเหมือนเรากำลังสูญเสียทุกสิ่ง แต่เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะพบว่า การมีชีวิตในพระคริสต์คือการมีทุกสิ่ง เมื่อเราไม่เหลือสิ่งใดเลยนอกจากพระคริสต์ เราจะพบว่ามีเพียงพระคริสต์เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสิ่งใดที่คุณตั้งใจจะสละมันไปเสียเพื่อคุณจะได้ความชอบธรรมในพระเยซูคริสต์ ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

我擁有一切 

腓立比書3:1-12

(願1) 願意接受神的話語

  1. 保羅正在提醒我們要防備,且不可信賴什麼事呢?  (3: 2-4)
  2. 保羅為了什麼事已經拋棄萬事呢?  (3:7-11)

(願2) 願意禱告

航空公司將戴比的旅行箱摔破,她的錢包也不見了,原本她可以從機倉走道進入機場,  現在她卻要淋著細雨穿過機坪,在離鄉遠處失去金錢失去重要文件,連一件乾衣服也沒有。

若這事在一般正常情況下發生黛比可能已經氣壞了,但那夜這些事卻不是最重要的,因為她所搭的班機1420,墜落在阿肯薩斯州小石城且剛剛獲救,黛比說 “當踩出機門時,我一無所有,我停住思考,發現事實上我擁有一切” 那一剎那,她猛然察覺她的生命比失去的一切更重要 。

有時後我們必須藉著意料之外的突發事件才能改變我們看法,當大數的掃羅是個重視個人公義與名譽的人,就律法的義上,他是無可指摘的(3:4-6)。但是當他在往大馬色路上遇見耶穌基督後 (使徒行傳9:1-6),他的看法完完全全被改變了,後來他寫說 “只是我先前以為與我有益的,我現在因基督都當作有損的” (3:7) 。

若我們將我們在罪裡的驕傲完全交托,且信靠基督耶穌,看起來好像我們失去一切, 事實上當我們這樣做,我們會發現活在耶穌基督裡我們反而獲得一切,若我們除了耶穌外一無所有,我們才會發現,唯有耶穌基督才是我們所需要的。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你今天有那件事決心要拋棄為了獲得耶穌基督裡的公義呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

ความเร่งรีบ 急忙

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2009

ปัญญาจารย์ 4:4-8

(ย1) ยอมรับพระคำ

มีบางคนที่มุ่งทำงานตรากตรำด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง คือ อะไร? (ข้อ 4)

  1. อะไร คือ ผลของคนที่หมกมุ่นเอาแต่ทำงานจนละเลยผู้อื่น? (ข้อ 7-8)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรปรารถนาและควรเป็นแรงจูงใจของเรา? (ข้อ 6)

(ย2) ยอมภาวนา

ป้ายข้างทางอันหนึ่งมีข้อความว่า “ฉันเบื่อความเร่งรีบ มันเพิ่มทวีขึ้นและยิ่งเร็วขึ้น” ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีชายหญิงมากมายที่รู้สึกเช่นนั้น ทั้งๆที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ความสับสนของผู้คนดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่สูงหรือสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ทั้งนี้เพราะปัญหาพื้นฐานคือธรรมชาติบาปของมุษย์นั้นไม่เคยเปลี่ยน

เกือบ 3,000 ปีที่แล้ว กษัตริย์ซาโลมอนได้ตั้งข้อสังเกตที่ลึกซึ้งไว้ 3 ประการ เกี่ยวกับการแข่งขันของชีวิตในสมัยนั้น ประการแรก ท่านกล่าวว่า ความปรารถนาที่จะอยู่เหนือคนอื่นนั้นเป็นแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังความพยายามส่วนมากของมนุษย์ และนี่ก็กินล้มกินแล้ง (ปญจ. 4:4)

ประการที่สอง ผู้ที่ถอนตัวออกจากการแข่งขันจะกลายเป็นคนขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งความเกียจคร้านเช่นนี้ เป็นความโง่และเป็นการทำลายตนเอง (ข้อ 5)

ประการที่สาม ซาโลมอนกล่าวว่า ผู้คนเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาเงินจนไม่ได้สนใจที่จะสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้พวกเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากเป้าหมายหรือความหมาย และไม่เคยพึงพอใจกับสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทลงไปเพื่อให้ได้มันมา (ข้อ 8)

จงจำไว้ว่า “ความสงบสุขกำมือหนึ่งยังดีกว่าการงานตรากตรำสองกำมือและการกินลมกินแล้ง” (ข้อ 6) เพื่อหลีกเลี่ยงการไขว่คว้าด้วยความจำใจและการหนีความจริงที่ทำลายตนเอง จงให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของคุณและขอบพระคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงประทานเพื่อคุณ แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันของชีวิต

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำเพื่อการตรากตรำทำงานของคุณจะไม่ไร้ผล?

อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

急忙

傳道書4:4-8

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼錯誤的原因使人們堅持為一切事勞碌呢?  (4:4)
  2. 什麼是人們任放自己工作而疏忽他人的結果呢?  (4:7-8)
  3. 什麼是我們應該立志要作的且是獎勵我們的呢?  (4:6)

(願2) 願意禱告

路邊有個牌子寫道,“我厭倦急忙,它們越來越多,越來越快”,不可否認大多數男女都有同感,雖然新的科技像奇蹟般不斷出現,但是人們混亂的生活看似比率愈來愈高,且高出過去所有的記錄,主要原因是人們在天然的罪上一直不曾改變過。

3,000年前所羅門王對當時的競爭生命訂出3項虛空, 第一項“我又見人為一切的勞碌,和各樣靈巧的工作,就被鄰舍嫉妒,這也是虛空,也是補風 (4:4),第二項“愚昧人抱著手,喫自己的肉” (4:5)。第三項“有人孤單無二,無子無兄,竟勞碌不息,眼目也不以錢財為足,他說我勞勞碌碌刻苦自己,不享福樂,到底是為誰呢? 這也是虛空,是極重的勞苦”(4:8)。

請牢牢記住!  “滿了一把得享安靜,強如滿了兩把勞碌捕風” (4:6) 唯有這樣才能避免我們強迫自己做不情願的事,逃避現實作出傷害自己的事。請讓  神成為你生命的主人吧!  為了神所賜給你的一切而感謝神,你將會經歷人生旅途中競爭的成功。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 今天有那件事是你要作的僅管你的努力看不到結果?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

 

 

 

จิตใจที่ปราศจากความวิตก 心無憂慮

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2009

ยอห์น 13:36-14:1

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปโตรมีท่าทีอย่างไร ต่อสิ่งที่พระเยซูตรัสถึงการที่พระองค์จะได้อยู่กับพวกเขาแต่จะกลับไปหาพระบิดา? (ยอห์น 13:36-37)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูหนุนใจสาวกของพระองค์? (ยอห์น 14:1)

(ย2) ยอมภาวนา

เจ เอช โจเว็ทท์ นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษเชื่อว่า ความสงบข้างในนั้นไม่ได้มาจากสถานการณ์ที่สงบราบรื่น แต่มาจากจิตใจที่ไม่วิตก โดยเขากล่าวว่า “หากเราได้ยินคน 100 คนท่องประโยคที่ว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย” เราจะพบว่า 99 คนจะเน้นตรงคำว่า “วิตก” แต่ที่จริงคำที่ตั้งใจจะให้เน้นนั้นอยู่ที่คำว่า “ใจ” มากกว่า จำเป็นที่หัวใจของเราจะต้องสวมอำนาจแห่งความสงบนิ่งไว้ แม้กระทั่งในเวลาที่นรกกำลังยืนเคาะอยู่ที่ประตูหรือในเวลาที่ความสับสนวุ่นวายมาเยือนถึงประตูรั้ว”

คำพูดซึ่งเต็มไปด้วยความเข้าใจของโจเว็ทท์น่าจะทำให้เราสงสัยว่า เราเสียพลังงานไปกับการหลีกเลี่ยงปัญหามากกว่ายอมปล่อยให้ปัญหาช่วยให้เรารู้จักพระคริสต์ดีขึ้นหรือเปล่า ถ้าใช่ เราก็กำลังมุ่งไปหาความผิดหวังและความล้มเหลวเท่านั้น

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย” (ยน.14:1) การตรัสเช่นนั้นก็เพื่อเตรียมพวกเขาสำหรับวันอันมืดมนที่พระองค์จะต้องถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงตระหนักว่าพวกเขาจะสามารถฟันฝ่าพายุที่โหมกระหน่ำลงมาได้ก็ต่อเมื่อวางใจในพระองค์ แม้ว่าความชั่วจะมีชัยชนะอยู่อย่างเห็นได้ชัดก็ตาม

วันนี้ เราเพ่งมองเพียงแค่ปัญหาในโลกและในชีวิตของเรา หรือเราสามารถเพ่งมองไปที่ชัยชนะซึ่งเรามีในพระคริสต์ได้ เพราะการสิ้นพระชนม์นั้นตามมาด้วยการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ความจริงอันน่ามหัศจรรย์นี้ได้ให้ความหมายใหม่กับพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” เมื่อเราจดจ่อความคิดที่พระเจ้า พระองค์จะทรงประทานสันติสุขแก่จิตใจของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

心無憂慮

約翰福音13:36-14:1

(願1) 願意接受神的話語

彼得聽耶穌回答祂現在跟他們同在卻要回去與父神同在有何反應呢?  (13:36-37)

什麼事是耶穌鼓勵門徒的呢?  (14:1)

(願2) 願意禱告

英國著名講道家杰艾思喬衛相信內心的平靜不是來自環境平順,而是來自心無憂慮, 他說道 “倘若我們聽到100個人背頌句子,說 ”請勿讓各位心裡掛慮”,我們會發現99個人強調,”掛慮”二字! 事實上需要被強調的字眼應是”心裡” ,我們的心應該保持沉靜,那怕當時地獄正站在門口敲門,或是當時混亂的情況已經來到圍牆”。

喬衛充滿理性的話語引導我們去質疑說,是否我們浪費太多的力氣去逃避問題,而不是藉著困難讓我們更認識耶穌? 如果是的,那我們不過是正朝著絕望與失敗前行罷了。

耶穌告訴門徒說, “你們心裡不要憂愁” (14:1),這樣的說法是為了當耶穌走向十字架之日能堅固他們, 耶穌告訴他們說,唯有信靠耶穌,當暴風雨來臨時他們才能走過,那怕眼前邪惡的力量獲勝。

今天我們只是注視著這世界的問題及我們個人生命的問題,或是我們能專注於主耶穌裡的得勝呢? 因為耶穌的死同時也帶來耶穌的復活! 事實上這個奇蹟也帶來新的意義, “我們在世上會經歷苦難,但請歡樂吧! 因為我已經戰勝世界”,當我們的想法專注於 神, 神將賜下平安於我們的內心。

(願3) 願意運用在生活中

神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

จุดรวมความสนใจ 集中注意力

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2009

ยอห์น 8:25-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่ยืนยันได้ว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ที่พระบิดาทรงใช้มา? (ข้อ 25-28)
  2. อะไร คือ สิ่งที่สะท้อนว่าเราเป็นสาวกที่แท้จริงของพระเยซู? (ข้อ 30-32)

(ย2) ยอมภาวนา

จอห์น พี โรบินสัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวลา ของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ผู้คนในปัจจุบันนี้ใช้เวลาในการนอนมากกว่าที่พวกเขาคิด จอห์นกล่าวว่าแม้ผู้คนจะมีเวลาว่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่พวกเขากลับรู้สึก “ถูกกดดัน เร่งรีบ และถูกบีบคั้นในเรื่องของเวลา”

โรบินสันเรียกปัญหานี้ว่า “การมีตัวเลือกมากเกินไป” ซึ่งเกิดจากการที่เรามีสิ่งที่จะทำมากมายในแต่ละช่วงเวลา และจากการที่เราตระหนักด้วยความเหนื่อยล้าว่า ไม่ว่าเราจะเลือกทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องมีบางสิ่งที่เราไม่ได้ทำหลงเหลืออยู่ ถ้าหากสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นตัวเราถูกกำหนดโดยกิจกรรมแล้วล่ะก็ เราก็กำลังดำเนินตามหลักการที่ว่า “ยิ่งเราทำมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งเป็นตัวเรามากขึ้นเท่านั้น” ซึ่งผลก็คือ ความเหน็ดเหนื่อยและตัวเราเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ

ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการกระทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา พระองค์ก็อาจถูกรุมเร้าด้วยผู้คนซึ่งมีความขัดสนและภารกิจมากมาย แต่แทนที่พระองค์จะให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่วุ่นวายเหล่านั้น พระองค์กลับสำแดงถึงชีวิตที่มีจุดรวมความสนใจในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ โดยพระองค์ตรัสว่า “พระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพังเพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ” (ยน.8:29)

ทุกๆวันพระเยซูทรงแสวงหาที่จะเรียนรู้จักน้ำพระทัยของพระบิดา ในขณะที่ทรงเดินไปที่กางเขนอย่างมีเป้าหมาย และที่นั่นพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งทีพระเจ้าทรงมอบหมายให้จนสำเร็จ ในวันนี้พระบิดาในสวรรค์ของเรา ทรงเชิญชวนให้เราจดจ่ออยู่ที่พระองค์ เพื่อที่เราจะมีสติปัญญาและกำลังในการทำงานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้สำเร็จ จงมุ่งความสนใจไปที่พระเจ้า แล้วคุณจะเห็นชัดเจนว่าพระองค์ต้องการให้คุณทำอะไร

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่กำลังสะท้อนถึงการเป็นสาวกของพระเยซูในชีวิตของท่าน?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

集中注意力

約翰福音8:25-32

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼事讓我們確信耶穌就是父神所差來的呢?  (8: 25-28)
  2. 什麼事反應出我們就是耶穌的門徒呢?  (8: 30-32)

(願2) 願意禱告

美國時間專家約翰羅賓森披露說,現代人睡眠的時間遠超出他們的想像,約翰提及雖然現代人空閒的時間比過去更多,但他們總覺得 “壓力大、匆忙以及時間壓力”。

羅賓森稱這現象叫 ”有過多選擇”,這現象出於每個階段我們都有太多的事要做,我們疲倦的認為,不管我們選擇做那一件,總還會有一些事沒做完,如果可以用各種活動來象徵我們這個人,那麼 ”我們做的愈多,就愈多顯現我們這個人”的說法,最後結論只是精疲力盡,整個事件的主使人卻是我們自己         

若耶穌沒有專注於父神的旨意,耶穌可能遇上老百姓各種的缺乏與無盡的困難等麻煩, 彷彿耶穌應該看重那些事才對,但耶穌反而集中注意力於所作的事,耶穌說 “那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事”。(8:29)

耶穌每日尋求 神為了更了解神的旨意,那怕祂走向十字架也是祂的目標, 耶穌在那裡完成了父神的交托,今日我們的天父請我們集中注意力於祂,如此我們才能有智慧與力量完成天父交托的工作,請專注於父神! 你才能看清楚 神要你做的事。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 那件事正反應出你的生命呈現你是耶穌的門徒呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。 

ให้โอกาสพระเจ้า 給神機會

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2009

มาระโก 6:1-6

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อพระเยซูทรงสั่งสอนเทศนาในบ้านเมืองของพระองค์ อะไร คือ เหตุผลที่ทำให้ผู้คนไม่ยอมรับถ้อยคำของพระองค์? (ข้อ 1-3)
  2. อะไร เป็นเหตุให้คนที่พระองค์วางมือรักษา เขาก็ไม่หายโรค? (ข้อ 4-6)

(ย2) ยอมภาวนา

เด็กคนหนึ่งถามว่า “ในแต่ละวันพระเจ้าทรงทำอะไรบ้าง?” ถ้าคำตอบคือ “อยู่ที่ว่าเรายอมให้พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตส่วนตัวของเรามากแค่ไหน” บางคนจะตอบว่า “ไม่มาก” เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะพูดว่าเราวางใจพระเจ้า แต่ก็ยังคงพยายามจัดการทุกสิ่งด้วยตัวเองโดยไม่หันมาหาพระองค์หรือถ้อยคำของพระองค์เลย นี่คือเครื่องหมายของผู้ไร้ความเชื่อ แม้ว่าพระเจ้าจะทรงทำงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่พระองค์ก็ยังทรงอนุญาตให้เราจำกัดได้ว่าจะให้พระองค์ทรงทำงานผ่านทางตัวเรามากน้อยเพียงไร

เราเห็นความจริงนี้ปรากฏในมาระโกบทที่ 6 เมื่อพระเยซูพยายามที่จะกระทำการอัศจรรย์ในบ้านเมืองของพระองค์ แต่เพราะประชาชนเห็นว่าพระองค์เป็นเพียงแค่ลูกช่างไม้ ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจึงจำกัดสิ่งที่พระองค์ทรงสามารถกระทำเพื่อพวกเขา (ข้อ 5) ดังนั้น พระเยซูจึงเสด็จไปยังเมืองอื่น

ในช่วงที่ฉันเป็นคริสเตียนใหม่ ฉันพยายามอย่างหนักที่จะเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง และแทบไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมา แต่แล้วในประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ฉันได้ค้นพบพลังสำคัญว่า คริสเตียนที่เข้มแข็งนั้นคือคนที่ยอมรับความอ่อนแอของตัวเองอย่างไม่อายและพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ ยิ่งฉันเรียนรู้ที่จะพึ่งพระเจ้ามากเท่าไร พระเจ้าก็มีโอกาสทำงานในชีวิตของฉันมากขึ้นเท่านั้น เมื่อไรก็ตามที่ฉันเผชิญหน้ากับปัญหาหนักๆ ถ้อยคำหนึ่งที่หนุนใจได้เป็นอย่างดี คือ “ฉันและพระเยซูทำได้” เช่นเดียวกัน “คุณกับพระเยซูทำได้”

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณคิดว่าอะไร คือ เหตุผลหลักที่ทำให้คุณไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีในพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

給神機會

馬可福音6:1-6

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼原因使耶穌在祂的家鄉教訓人時他們厭棄祂的話語呢?  (6: 1-3)
  2. 什麼原因使耶穌不能在祂的家鄉行異能醫病呢?  (6: 4-6)

(願2) 願意禱告

有個小孩問說 “每日神做什麼事呢?” 倘若答案是 – “這要看你願意讓神在你生命作多少工作呢?” 有些人會說 “不多的”! 當我們處於困難的環境裡,我們總是較容易說我們信靠 神,但我們總是嘗試自己處理每件事,而不願轉頭尋求 神或尋求神的話語,這些都是不信者的特徵,那怕 神時刻都在工作,但祂仍允許我們自己決定,要讓 神透過我們作多少工作 。

這事在馬可福音第六章裡呈現無遺,耶穌嘗試在自己的家鄉行神跡,但百姓看見耶穌只是木匠的兒子,而不是天父的愛子,耶穌就在那裡不得行什麼異能(6:5),就往周圍鄉村教訓人去了。

當我剛剛信主時,我盡全力要做一個堅強的基督徒,一點也不願流露我的軟弱,最後我經歷極大的失敗,因為我發現堅強的基督徒必須能夠承認自己的軟弱而不感到羞恥,且事事依靠耶穌基督的大能,當我愈學習信靠 神,神愈有機會在我生命中工作,當我面臨沉重的問題時,始終有句話語支持我 – “我和耶穌可以辦到的” ,同樣的 “你和耶穌也可以辦到的”。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你認為什麼原因造成你不能獲得在神裡面有很好的經歷呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

เสียเวลาหรือเปล่า 是否浪費時間

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2009

มัทธิว 20:29-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ชายตาบอดสองคนทำสิ่งใดเมื่อรู้ว่าพระเยซูเสด็จมา? (ข้อ 29-30)
  2. ประชาชนเมื่อเห็นเข้าดังนั้นพวกเขาพยายามทำสิ่งใด? แต่พระเยซูทรงตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 31-24)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณมีกิจกรรมรอให้ทำตลอดวัน ได้แก่ ซักล้าง จับจ่ายซ้อของ ทำธุระปะปัง แต่แล้วเพื่อนบ้านก็โทรมาเชิญให้ไปดื่มกาแฟด้วยกัน คุณรู้ว่าเธอไม่ได้เป็นคริสเตียนและคุณได้อธิษฐานขอโอกาสที่จะพูดคุยกับเธอ คุณรู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก ก็แล้วคุณจะไปไหม?

หรือเพื่อนคนหนึ่งขอให้คุณลองคิดดูว่าจะรับเป็นพี่ชายของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ต้องการแบบอย่างของพ่อมากๆจะได้หรือไม่? สิ่งนี้ต้องใช้เวลามาก คุณจะทำไหม? คุ้มค่าเวลาของคุณหรือเปล่า?

พระเยซูมักจะถูกขัดจังหวะกำหนดการของพระองค์ เนื่องจากต้องกระทำพันธกิจกับผู้คนที่พระองค์ทรงพบปะระหว่างทาง ในมัทธิว 20:29-34 เราอ่านพบว่าพระองค์ทรงหยุดและทรงรักษาคนตาบอดสองคนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์โดยที่พระองค์ไม่ทรงใส่ใจผู้คนที่พยายามทำให้ทั้งสองเงียบเสียงลงเลย และอีกครั้งหนึ่งพระเยซูทรงตำหนิสาวกของพระองค์ที่กันเด็กๆ ออกจากพระองค์ (ลูกา 18:15-17)

นักเขียนชื่อเฮนรี่ นูเวนแสดงให้เห็นถึงการรับใช้แบบนี้ ในช่วง 10 ปีแห่งบั้นปลายชีวิตของเขา เขาทำงานที่บ้านสำหรับคนพิการ ขั้นทุพพลภาพเขาใช้เวลา 2 ชั่วโมงทุกๆเช้าในการอาบน้ำ โกนหนวด แต่งตัวและป้อนอาหารให้กับคนที่ปัญญาอ่อนอย่างมาก

เราอาจรู้สึกว่าการรับใช้คนที่ไร้ความสามารถเป็นงานที่ไม่มีประสิทธิผล แต่เมื่อเรามองดูตัวอย่างที่พระเยซูทรงวางไว้ เราได้เรียนรู้ว่าความรักและการรับใช้ไม่เคยเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ จงรับใช้พระเจ้าด้วยการรับใช้ผู้อื่น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

是否浪費時間

馬太福音20:29-34

(願1) 願意接受神的話語

  1. 路旁兩個瞎子聽說是耶穌經過他們做何事呢?  (20:29-30)
  2. 眾人看見了嘗試做何事呢? 耶穌如何反應呢?     (20:31-34)

(願2) 願意禱告

你可能終日都有工作待辦,例如: 洗滌、採購、瑣碎事等,可是鄰居剛好來邀你過去喝咖啡,你知道她不是基督徒,你也禱告能有機會跟她談話,你也知道她正處於困境中,你是否會去呢?

或是你的一個朋友請求你考慮,能否成為一個青年人如父執輩般的長兄呢 ? 這樣的任務要花許多時間,你願意嗎? 你花費的時間划得來嗎?

耶穌個人的進度表常被攪亂,因為祂行路途中遇見的人常會要求祂辦許多事,在馬太福音20:29-34我們發現耶穌停下來醫治兩個瞎子,因為他們喊著求耶穌可憐他們,耶穌並沒在乎眾人責備他們,不許他們出聲,還有一次是門徒禁止孩子來到耶穌面前 (路加福音 18:15-17) 。

作家亨利紐原在他生命最後10年裡,完全表現出了這種服事,他在殘障之家工作,每天他花兩個小時為嚴重弱智的人,洗澡、刮鬍子、打扮、餵食。

我們可能覺得服事這些毫無能力的人沒有半點效果,但我們看看耶穌為我們留下來的榜樣吧! 我們會發現愛心與服事,不會浪費時間而沒有半點用處的! 請以服事他人做為你的事工。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

จุดอ่อนของฉัน 我的弱點

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2009

เอเฟซัส 6:10-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุผลที่เราจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า? (ข้อ 10-13)
  2. ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าได้แก่ อะไรบ้าง? (ข้อ 14-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่มีใครปลอดการทดลอง แม้แต่คริสเตียนที่เข้มแข็งก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ในชุดเกราะฝ่ายวิญญาณ ที่ทำให้เขาอ่อนแอต่อการโจมตีของศัตรู ความเย่อหยิ่งของเราสามารถเปิดโอกาสให้ลูกดอกของซาตานทิ่มแทงเข้ามาได้ เช่นเดียวกับการรักเงินทอง อารมณ์ฉุนเฉียว ลิ้นที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ หรือการไม่มีความอดทนเอาเสียเลย

แล้วการทดลองคืออะไรกันแน่? มันคือสิ่งใดก็ตามที่ชักนำเราให้คิด พูด หรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยของพระเจ้า อาจเป็นเพียงแรงกระตุ้นเบาๆหรือการเร่งเร้าที่หนักหน่วง หรืออะไรก็ตามที่ขัดต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบหรือปรารถนาให้เราทำ

ชาวกรีกโบราณมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักรบชื่อ อคิลลิส แม่ของเขาได้รับคำเตือนว่าเขาจะตายเพราะบาดเจ็บ ดังนั้นตอนที่เขาเป็นทารก เธอได้นำเขาไปจุ่มลงในแม่น้ำสติ๊กซ์ เพื่อให้เขาอยู่ยงคงกระพัน แต่ขณะที่จุ่มนั้นเธอได้จับส้นเท้าข้างหนึ่งของเขาไว้ จึงทำให้อวัยวะส่วนนั้นไม่ถูกน้ำ และที่ปนริเวณส้นเท้านี้เองที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนถึงตาย

เราแต่ละคนควรถามตัวเองว่า จุดอ่อนของฉันคืออะไร? เราจำเป็นต้องรู้ความอ่อนแอของเรา ที่ซึ่งเราจะบาดเจ็บด้านจิตวิญญาณได้ง่าย และเมื่อเราพึ่งพิงการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราจะได้รับการปกป้องจาก “ลูกศรเพลิงของพญามาร” (อฟ.6:16)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ยุทธภัณฑ์ที่คุณสวมไว้อย่างแน่นหนาแล้ว? และอะไรที่ยังไม่ได้สวม?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 8:29

และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ

我的弱點

以弗所書6:10-18

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼原因讓我們必須穿戴 神所賜的全副軍裝呢?  (6:10-13)
  2. 什麼是 神的全副軍裝呢? (6:14-17)

(願2) 願意禱告

沒人可以免除試探,那怕最堅強的基督徒在靈命上仍有軟弱的氣囊,當仇敵攻擊時會軟弱,我們的驕傲也是撒旦的箭射進來的機會,這也跟愛財富、脾氣爆燥、愛論斷、或是不肯忍耐是一樣的 。

那麼什麼是試探呢? 無論什麼事,只要讓我們思考、談論或是舉止與 神的旨意完全相反的,就是試探。可能僅是輕輕的施力,或是沉重的施壓,還是任何與 神喜悅的或是 神盼望我們做的相違背的事。

古希臘有個傳說,關於一位戰士名叫艾奇利斯,他的母親被警告說艾奇利斯會因受傷死亡,所以當他是個嬰兒時,母親就將他浸河水中祈盼將來能不死,但當他浸入水中時, 她抓住他的一隻腳,因而身體一部份並未浸於水中,最後他也因腳裸受傷而身亡。

我們每個人該問自己說,什麼是我的弱點呢? 我們必須知道自己的弱點,我們靈命很容易在何處受傷? 當我們信靠 神,我們就可以得到保100護且滅盡那惡者一切的火箭 (6:16) 。

 (願3) 願意運用在生活中

  1. 什麼軍裝是你已經緊緊的穿戴著呢?那些是你尚未穿戴的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 約翰福音8:29

那差我來的、是與我同在,他沒有撇下我獨自在這裡、因為我常作他所喜悅的事。

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009

สดุดี 90 :14-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุที่ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธและพิพากษามนุษย์? (ข้อ 5-8)
  2. โมเสสอธิษฐานขอสิ่งใดจากพระเจ้า? (ข้อ 14-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์จัดการกับชีวิตอันแสนสั้นและความยากลำบากต่างๆได้อย่างไร โดยไม่โอนอ่อนไปตามสิ่งที่ไมเคิล อิสลีย์ จากสถาบันพระคริสตธรรมมูดี้ เรียกว่า “ศาสนศาสตร์ของอียอร์” อียอร์ตัวการ์ตูนลาจอมโง่ที่เป็นเพื่อนของวินนี่ เดอะ พู มันจะก้มหัวเดินช้าๆ และมองอะไรในแง่ลบไปหมด คริสเตียนแบบลาอียอร์นี้ อาจพูดให้คนอื่นได้ยินว่า “ความบาปกระจายไปทุกที่แม้แต่ในคริสตจักร” “โลกนี้เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา” “พระเจ้ากำลังจะพิพากษาเราแล้วเพราะความชั่วช้าของเรา”

ขณะที่โมเสสเขียนสดุดี 90 เขากำลังรู้สึกหดหู่เมื่อคิดถึงพระสง่าราศีนิรันดร์ของพระเจ้าและความอ่อนแอของมนุษย์ ที่กระเสือกกระสน เสียอกเสียใจ ทำบาป กลัวพระเจ้า และก็ตาย (ข้อ 7-10) โมเสสรู้สึกกดดัน แต่เขาไม่ได้จบบทเพลงสดุดีของเขาด้วยอารมณ์นั้น

โมเสสน่าจะตอบสนองต่อหลักศาสนศาสตร์ของอียอร์อย่างไร เขาบันทึกว่า “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรีดิ์ และยินดีตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ14) เมื่อเราเห็นคุณค่าของทุกเวลานาที และใช้ชีวิตอยู่ในความรุ่งโรจน์แห่งการทรงไถ่และความชื่นชมยินดีในพระพรนานาประการในพระคริสต์ เราก็ได้สำแดงความปิติยินดีในพระเจ้าให้ปรากฎแก่ลูกหลานของเรา (ข้อ 16-17)

ข้าแต่พระเจ้า โปรดป้องกันข้าพระองค์ไม่ให้เป็นเหมือนลาอียอร์ และช่วยข้าพระองค์ให้ส่งต่อมรดกแห่งความชื่นชมยินดี ความหวัง และสันติสุขไปสู่ผู้อื่น

เราจะไม่เป็นลูกแห่งความสิ้นหวัง หากคุณไม่ลืมความเอาใจใส่ของพระบิดา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ความหวังที่คุณยังคงมองเห็นในพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

不絕望

詩篇90 :14-17

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼原因使得神發怒且審叛人類呢? (90:5-8)
  2. 摩西向神求那件事呢?  (90:14-17)

(願2) 願意禱告

基督徒如何面對短暫的生命以及各種的困苦而不隨波逐流,就像慕迪基督教中心麥克依斯力形容“宗教界的屹耳” ,屹耳是卡通動畫裡小熊維吉愚蠢的小驢朋友,屹耳總是低頭慢慢而行,凡事儘從負面看起,像屹耳這樣的基督徒可能會向大家這樣說 “罪惡向四處散怖連教會也不例外”,“世界已經糟糕到不曾有過的地步了”,“神因為我們的邪惡已經要審判我們了”。

詩篇90章當摩西想起榮耀的永生神以及軟弱人類的掙扎,懊悔,犯罪,畏懼神,還有死亡,他感到相當憂傷 (90:7-10),摩西深感巨大的壓力, 但他沒有以這樣的心情來結束這章詩篇。

摩西應該如何回應像屹耳般的基督徒呢? 他寫道 “求你使我們早早飽得你的慈愛,好叫我們一生一世歡呼喜樂” (90:14)  當我們看見時間的價值,願我們一生行走在 神的救恩裡,喜悅基督賜下的各種福份,願你的作為向你僕人顯現,願你的榮耀向我們的子孫顯明 (90:16-17) 。

親愛的父神! 求您保守我勿成為愚蠢的屹耳,求您幫助我將喜樂,信心與平安等遺產傳給世人。   我們將不至於成為絕望的世代,如果我們始終深深記住 神的關愛。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 什麼事是你仍可以從神獲得的信心呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

 

 

ในพระหัตถ์ของพระองค์ 在神的手裡

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2009

อิสยาห์ 40:25-31

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ปรากฏให้เห็นจากพระธรรมตอนนี้? (ข้อ 25-29)
  2. ผู้ที่วางใจและรอคอยพระองค์จะได้รับสิ่งใด? (ข้อ 30-31)

(ย2) ยอมภาวนา

จักรวาลนี้ใหญ่ขนาดไหนกันนะ? กาแลคซี่ซ้อนกาแลคซี่ทอดตัวยาวไปในอวกาศไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ นักบินอวกาศจากฮาวาร์ดสองคนค้นพบ “กำแพงมหึมา” ของกาแลคซี่ ซึ่งทั้งสองประเมินว่ามีขนาดยาว 500 ล้านปีแสง (1 ปีแสงเท่ากับ 5.88 ล้านล้านไมล์) ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เราตะลึง

แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์กว่าคือ พระเจ้าทรงสร้างกาแลคซี่เหล่านั้นทั้งสิ้น และทรงดูแลรักษาทุกสิ่งที่มีอยู่โดยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์องค์เดียวกันนี้ พระเจ้าหนึ่งเดียวและองค์เดียว ทรงใช้พระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสชีวิตของผู้คนที่ทนทุกข์ด้วยความอ่อนโยน

ในสดุดี 147:3-4 เราอ่านพบว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่เพียงแต่ทรงทราบชื่อดวงดาวทุกดวง แต่พระองค์ยังทรง “รักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจ และทรงพันผูกบาดแผลของเขา” ความจริงข้อนี้ย้ำอีกครั้งในอิสยาห์ 40:26-31 ซึ่งกล่าวว่า พระผู้สร้างผู้ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่ ทรงเป็นผู้ที่เสริมเรี่ยวแรงของบรรดาคนที่รอคอยพระองค์ พระเจ้าแห่งกาแลคซี่ทรงเป็นแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงดูแลตอบสนองความต้องการของเราด้วยความรัก ช่างขัดแย้ง และช่างเป็นสิ่งปลอบโยนใจเสียจริง

ไม่ว่าภาระของคุณจะหนักเท่าใด ปัญหาของคุณจะยุ่งเหยิงขนาดไหน หรือโรคภัยของคุณจะหนักเพียงไร พระเจ้าแห่งกาแลคซี่ ทรงมีฤทธิ์อำนาจมากพอที่จะตอบสนองความต้องการทั้งสิ้นของคุณ และเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ซึ่งไม่อาจวัดได้ จงวางปัญหาของคุณไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ บรรดาคนที่เห็นว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าโอบอุ้มทุกสิ่งอยู่ จะสามารถวางทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะมอบวางในพระเจ้าด้วยความวางใจในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

在神的手裡

以賽亞書40:25-31

(願1) 願意接受神的話語

  1. 此處聖經讓我們看見什麼是偉大 神的特徵呢? (40:25-29)
  2. 什麼是信靠神且等候神的人將得到的呢?  (40:30-31)

(願2) 願意禱告

浩瀚的宇宙有多大呢? 將宇宙間所有行星連接起來的長度遠超過所能測度 哈佛兩位太空研究員發現 他們兩人估計行星“巨大圍牆”長約50億光年 (1光年大約5.88千億里) 這距離讓我們想到更驚人的事 那是 神創造所有行星 神全能的雙手看顧且維護萬物 祂是那位大能的神 祂也是那位用溫柔雙手感受每個遭遇生命困難的人。

詩篇147:3-4 裡我們發現神不僅一一數點星宿的名  同時“祂還醫好傷心的人 裹好他們的傷處”   事實上在以賽亞書40:26-31裡再次重申 權能的神 祂加添力量給等候祂的人 創造天地的神是最大的醫生祂用愛心回應我們的需求 祂真是我們的安慰。

無論你的擔子有多沉重 你的困難有多麼麻煩 你的疾病有多麼嚴重 創造天地的神 祂的大能足以回應你的各種需求 祂的大能無法測度 將你的困難放在神的雙手裡 唯有那些看見 神雙手正懷抱各種事物的人 才能放下所有一切於 神的雙手裡。

 (願3) 願意運用在生活中

  1. 什麼事是你今日要放下交托在神的雙手裡的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

 

วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2009

กาลาเทีย 3:23 – 4:7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ กุญแจที่สำคัญที่ทำให้ฐานะของเราเปลี่ยนไป? (กท.3:23-29)
  2. อะไร คือ ฐานะใหม่ของผู้เชื่อ และมีสิ่งใดเป็นเครื่องยืนยัน? (กท. 4:6-7)

(ย2) ยอมภาวนา

มีเรื่องเล่าเก่าแก่เกี่ยวกับชายคนหนึ่งชื่อ แอสทิเอจส์ ซึ่งคิดจะกำจัดพระโอรสที่มีนามว่า ไซรัส เขาสั่งให้ทหารของเขาไปฆ่าเจ้าชายน้อย ทหารคนนั้นส่งพระโอรสไปให้คนเลี้ยงสัตว์และแนะนำว่าเขาควรจะพาเด็กคนนี้ขึ้นไปบนภูเขาสูงๆแล้วปล่อยให้ตากแดดจนตายไปเอง

แต่คนเลี้ยงสัตว์และภรรยากลับนำเด็กน้อยมาเลี้ยงเป็นลูกของตน พระโอรสเติบโตในบ้านชาวไร่ที่ต่ำต้อยโดยคิดว่าคนเลี้ยงสัตว์และภรรยาเป็นพ่อแม่แท้ๆและไม่รู้เกี่ยวกับกำเนิดและเชื้อสายกษัตริย์ของพระองค์ การคิดว่าตนเป็นชาวไร่ทำให้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวไร่คนหนึ่ง

คริสเตียนจำนวนมากไม่ตระหนักถึงมรดกแห่งกษัตริย์ที่เขาได้รับในพระคริสต์ พวกเขาใช้ชีวิตที่ต่ำต้อยฝ่ายวิญญาณทั้งๆที่ควรจะใช้ชีวิตในฐานะบุตรของพระเจ้า เปาโลบอกว่า ผู้เชื่อ “เป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ” (กท.3:26) และบอกอีกว่า “เพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า “อาบา” คือ พระบิดา เหตุฉะนั้นโดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาท” (กท.4:6-7)

พระเจ้าได้ประทานสิ่งจำเป็นทุกอย่างเพื่อให้เราดำเนินชีวิตที่มีชัยชนะและเป็นไปตามพระประสงค์ เราอย่าได้ใช้ชีวิตที่ต้อยต่ำกันเลย เราควรสะท้อนพระลักษณะของพระบิดาของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้าหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

過著像王兒女的生活

加拉太書3:23 – 4:7

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼是讓我們身份改變的重要鎖匙呢? (3:23-29)
  2. 什麼是信主的人新的身份呢? 什麼這身份的印証呢?  (4:6-7)

(願2) 願意禱告

有個古老傳說關於一位名叫STJ的男子,他想要殺塞羅王子,他下令讓他手下的軍人去殺小王子,這軍人將小王子交給訓獸師並指示他帶小王子到山頂上,放任王子讓烈日曬死。

訓獸師並沒有依照命令行,他和妻子將王子視為自己的孩子般撫養,王子在鄉野成長 他一直以為訓獸師夫婦是他的父母,不知自己有著王室的血統,認為自己是鄉下人,使得他的生命十足像個農夫。

大多數的基督徒不曾想過他在耶穌基督裡所獲得國王的遺產,他們應該過著像王兒女的生活而非過著羞辱的屬靈生活,保羅說信的人”你們因信基督耶穌,都是 神的兒子”  (3:26) 再說 “你們既為兒子、神就差他兒子的靈、進入你們的心、呼叫阿爸、父。可見、從此以後、你不是奴僕、乃是兒子了 既是兒子、就靠著 神為後嗣。 ” (4:6-7)

神賜下各樣必備的事物給我們,好叫 神的旨意能成就在我們身上,我們就能過著得勝的生活。我們不要過著卑下的生活,我們應該將父神的特徵在我們身上顯現出來。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你目前的生活是否反應出像神的兒女般呢?如何呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2009

มัทธิว 27:27-50

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระบิดาได้ทรงกำหนดให้พระเยซูต้องเผชิญเพื่อเรา? (ข้อ 27-50)

(ย2) ยอมภาวนา

ในปี 1968 พลเรือเอกเอลโม ซัมวอลท์ จูเนียร์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐในเวียดนาม ท่านพยายามลดจำนวนผู้เสียชีวิตฝ่ายสหรัฐลง โดยออกคำสั่งให้พ่นสารเคมีชื่อเอเจนท์ ออเรนจ์ (Agent Orenge) ลงไปตามทางน้ำเพื่อทำลายแนวป่าริมแม่น้ำ ทำให้ฝ่ายเวียดนามเหนือดักซุ่มโจมตีเรือลาดตระเวนของสหรัฐในระยะประชิดได้ยากขึ้น

หนึ่งในเรือลาดตระเวนควบคุมโดยเรือโทเอลโม ซัมวอลท์ที่ 3 บุตรชายวัย 21 ปีของท่านซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1988  ท่านนายพลเชื่อว่า สารเอเจนท์ ออเรนจ์เป็นเหตุคร่าชีวิตบุตรชายของตน ช่างเป็นเรื่องที่ชวนให้ใจแทบสลายที่กางตัดสินใจของพ่อได้สร้างความทุกข์ทรมานใหญ่หลวงให้กับบุตรชายของตน

พระเจ้าพระบิดาจะยิ่งพระทัยสลายมากกว่านั้นสักเพียงใดเมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมทางรอดให้พวกเรา พระองค์ทรงตัดสินพระทัยทำในสิ่งที่นำความทุกข์ทรมานซึ่งไม่อาจวัดได้มาให้กับพระบุตรองค์เดียว ลองคิดดูสิว่า พระเจ้าจะทรงรู้สึกเช่นไรเวลาที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรดูพระบุตรของพระองค์ซึ่งต้องทนต่อคำเยาะเย้ยของฝูงชน แรงฟาดของแส้ ความเจ็บปวดจากตะปูซึ่งตอกทะลุพระหัตถ์และพระบาท ความทุกข์ที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ของความรู้สึกโดเดี่ยวและการถูกทอดทิ้ง และความน่าอับอายแห่งบาปของเราทั้งหลาย

พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยที่เราได้เพิ่มความเจ็บปวดให้กับพระองค์โดยการไม่สำนึกในพระคุณของพระองค์ โปรดช่วยเราที่จะมีชีวิตในวิถีทางที่ถวายเกียรติแด่พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือความบาปและความตายเพื่อเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณคิดว่าสิ่งที่พระบิดากำหนดแก่พระเยซูนั้นมีความหมายมากแค่ไหนสำหรับคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

父愛的傷痛

馬太福音27:27-50

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼是父神命定讓基督耶穌為了我們而遭遇的事呢? (27:27-50)

(願2) 願意禱告

1968海軍中尉愛爾莫受命成為美軍在越南海軍指揮官,他盡量減低美國海軍死亡人數,因而下令在水道裡噴灑化學藥劑破壞河邊的山麓,阻擋北越在近距離攻擊美軍。

愛爾莫中尉手下其中一艘巡邏艇的負責人是他21歲兒子,在1988死於癌症,中尉相信化學藥劑是奪去他兒子生命的主因,這真是讓人心碎的事件,由於父親的決定使得兒子必須承受如此的煎熬與苦難。

天父是多麼傷痛且心碎,為了預備我們的得救,決心讓他獨生愛子走上無法測度的痛苦,試想: 當 神看見祂的愛子必須忍受人群嘲笑的話語,他將感到多麼傷痛,釘子釘入手掌與雙腳的疼痛,無法透過言語形容這份痛苦,他感到孤獨與被拋棄以及我們犯罪帶來的恥辱。

我們的天父! 請原諒我們毫無感恩的心造成你的傷痛,請幫助我們走向榮耀耶穌基督的生命,耶穌為了我們已經戰勝罪惡與死亡。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你想天父讓耶穌為我們所做的事對你有多大的意義呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

พ่อที่มีความสุข 幸福的父親

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2009

สุภาษิต 23:15-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าปรารถนาให้เราเป็นลูกแบบไหน? (ข้อ 15-19)
  2. ลูกที่ฉลาดจะทำสิ่งใด? (ข้อ 20-24)

(ย2) ยอมภาวนา

มีบางคนเคยอ้างคำพูดของมาร์ค ทเวน ที่ว่า “เมื่อผมอายุได่ 13 ปี ผมคิดว่าพ่อของผมช่างไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลย จนผมแทบที่จะทนไม่ได้ที่มีชายแก่อย่างพ่ออยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อผมอายุได้ 21 ปี ผมกลับรู้สึกทึ่งในสิ่งที่ชายแก่คนนี้ได้เรียนรู้ในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา”

ทัศนคติที่ลูกมีต่อพ่อแม่จะเปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาโตขึ้น หนุ่มสาวบางคนไม่ได้แสดงความเคารพต่อพ่อแม่ของเขาเท่าไรนัก ซึ่งเป็นภาพที่เห็นแล้วทำให้รู้สึกท้อใจ แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น หลายคนเริ่มยอมรับว่าพ่อกับแม่นั้นรู้มากกว่าที่พวกเขาได้มอบความไว้วางใจให้กับท่านเสียอีก

ตรงกันข้าม หนุ่มสาวบางคนกลับต้องตระหนักด้วยความเสียใจอย่างลึกซึ้งว่า หากพวกเขาเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อแม่ ก็อาจไม่ต้องทำให้ทั้งตัวเองและครอบครัวต้องเจ็บปวดใจ พระคัมภีร์กล่าวว่า “ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก” (อฟ.6:1-3)

หนังสือสุภาษิตให้คำแนะนำไว้ว่า “จงฟังบิดาของเจ้าผู้ให้กำเนิดเจ้า… บิดาของคนชอบธรรมจะเปรมปรีดิ์อย่างยิ่ง บุคคลผู้ให้เกิดบุตรชายที่ฉลาดจะยินดีด้วยกันกับเขา” (สภษ.23:22,24) จงระลึกไว้ว่า บุตรที่ฉลาดจะทำให้พ่อมีความสุข

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นลูกอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้คุณเป็นหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

幸福的父親

箴言23:15-24

(願1) 願意接受神的話語

  1. 天父祈盼我們成為什麼樣的兒女呢? (23:15-19)
  2. 什麼是聰明的兒女該做的事呢? (23: 20-24)

(願2) 願意禱告

曾有人引用馬克吐溫的話語,說: “當我13歲,我覺得父親什麼也不懂,真的無法忍受有位這樣的老父親在身邊,當我21歲時,我反而感到驕傲因著過去7年從老父親身上學習的” 。

兒女對父母的態度,當他們慢慢長大就會轉變,有些年輕男女表現出對父母沒有多大的尊敬,這畫面讓我們感到灰心,但等他們長大,許多人開始承認父母懂得的事物比他們信賴父母的程度還多。

相對的一些年輕男女反而深深懊悔,倘若他們願意聽從父母的建議,自己及家庭就無需經歷傷痛,聖經提到 “你們作兒女的要在主裡聽從父母,這是理所當然的,要孝敬父母使你得福,在世長壽,這是第一條帶應許的誡命”  (以弗所6:1-3) 。

箴言建議我們說 “你要聽從生你的父親…義人的父親,必大得快樂,人生智慧的兒子,必因他歡喜” (23:22,24) 。 請牢記聰明的兒女必叫父親幸福。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否是父神祈盼的好兒女呢?如何呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

พ่อที่ดี 好父親

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2009

ฮีบรู 12:3-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าประสงค์ให้เรามีท่าทีอย่างไรต่อการตีสอนของบิดาและพระบิดา? เพราะอะไร? (ข้อ 3-11)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำ? (ข้อ 12-15)

(ย2) ยอมภาวนา

ลีโอนาร์ด พิธส์ จูเนียร์ โตมากับพ่อซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นคนที่มีแต่ตัว แต่ไม่มีหัวใจ ในหนังสือเล่มแรกของพิธส์เกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงดูบุตร เขาบันทึกอย่างเปิดเผยถึงการต่อสู้ในใจเขาที่จะยอมรับพ่อซึ่งติดเหล้าให้ได้ รวมทั้งบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่พ่อของเขาได้สร้างขึ้นในบ้าน พิธส์ท้าทายผู้ชายทุกคนให้แก้ไขความคับแค้นใจที่มีต่อพ่อซึ่งไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือพ่อที่รังแกตน แทนที่จะถ่ายทอดความโกรธเคืองนั้นไปสู่คนรุ่นต่อไป

มีข้อความในพระธรรมฮีบรู 12 ที่นำไปประยุกต์ใช้กับคริสเตียนทุกคนได้ แต่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับผู้ที่เป็นพ่อ ใจความว่า “จงอุตส่าห์ที่จะได้ใจบริสุทธิ์ ซึ่งถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้าและอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป” (ข้อ 14-15)

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา หากเป้าหมายของเราคือการทำให้หัวใจปราศจากความขมขื่นและสร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพ หากเราได้รับพรคือการมีพ่อที่ฉลาดและน่ารัก เราก็ควรขอบพระคุณพระเจ้าและทำตามแบบอย่างของท่าน แต่หากว่าพ่อทำให้ผิดหวัง เราต้องพึ่งพาพระคุณของพระเจ้า แก้ไขความโกรธที่เรามีต่อท่านและตั้งใจเป็นพ่อในแบบที่เราไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ด้วยแบบอย่างที่สมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ เราสามารถเรียนรู้ในการเป็นพ่อที่ดีได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

好父親

希伯來書12:3-15

(願1) 願意接受神的話語

  1. 對於父親及天父的管教 神祈盼我們有何態度呢? 如何呢?(12:3-11)
  2. 什麼是我們應該做的事呢? (12: 12-15)

(願2) 願意禱告

李奧納形容他父親是一位只有軀體卻沒有心腸的人,在他的第一本書裡提到如何教養小孩,他公開寫道他掙扎接受一個嚴重酗酒的父親的心歷路程,以及他父親造成他心中對家庭氣氛的恐懼,李奧納挑戰每位父親沒有居住一起或受父親厭棄的男士改變對父親狹隘的觀點,不要將對父親的心態帶給你的下一代 。

希伯來書12章,基督徒足以運用於生活中,尤其是針對父親 “你們要追求與眾人和睦,並要追求聖潔,非聖潔沒有人能見主,又要謹慎,恐怕有人失了 神的恩,恐怕有毒根生出來擾亂你們,因此叫眾人沾染污穢” (12:14-15) 。

試想我們的家庭將發生什麼事? 如果我們的目標是除去內心的苦毒,並製造家庭和平的關係。如果我們受祝福要獲得聰明可愛的父親, 我們是否該感謝 神且遵從父親的榜樣,倘若父親讓我們失望,我們要仰望 神的恩典,改善我們對父親的怒氣,做為一個好父親那怕我們從未有過這樣的父親,雖然這不容易辦到! 但天父曾經為我們做過這榜樣,我們亦可學習成為一位好父親。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

หน้าที่ของพ่อ 父親的職責

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2009

เฉลยธรรมบัญญัติ 6:1-9

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระบัญชาของพระเจ้าให้เราเชื่อฟังทำตาม? (ข้อ 1-6)
  2. อะไร คือ คือ สิ่งที่เราต้องอุตส่าห์กระทำเพื่อให้ลูกหลานของเราเชื่อฟังพระเจ้าด้วย? (ข้อ 7-9)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณลักษณะอันน่าชื่นชมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันของตัวมาร์โมเสท ไซม์แมง ม้าน้ำและนกพริกคืออะไร? ต่อไปนี้คือคำบอกใบ้ มาร์โมเสทเป็นลิงชนิดหนึ่งมีขนาดเท่ากับกระรอก ไซม์แมงเป็นหนึ่งในตระกูลลิงที่ไม่มีหาง ม้าน้ำไม่ใช่ม้าจริงๆ และนกพริกเป็นนกลุยน้ำหาปลาขนาดเล็กเท่านกโรบิน บางครั้งเรียกว่า “นักวิ่งบนใบบัว (Lily Trotters)” เพราะมันมีนิ้วเท้ายาว จึงสามารถเดินข้ามน้ำได้ โดยเหยียบบนใบบัว

คำตอบคือ ตัวผู้ของสัตว์แต่ละชนิดเหล่านี้เอาใจใส่ดูแลลูกน้อยของมัน และนี่คือสิ่งที่น่าปรารถนาให้คุณพ่อคริสเตียนทุกคนถูกกล่าวถึงอย่างนี้ด้วยในเรื่องของการเลี้ยงดูบุตรของตนในฝ่ายวิญญาณ พ่อมีโอกาสพิเศษที่จะหนุนใจ ตักเตือน สั่งสอน ให้คำปรึกษาและเป็นแบบอย่างให้กับลูกๆในการดำเนินชีวิตคริสเตียน คำสั่งของโมเสสในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 ได้พูดกับผู้เป็นพ่อโดยตรงและถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ข้อ 7 ได้ระบุหน้าที่ประการหนึ่งของพ่ออย่างเจาะจงเป็นพิเศษ นั่นคือการอบรมสั่งสอนบุตรของตน

คำสั่งนี้เหมือนถ้อยคำของเปาโลในพระธรรมเอเฟซัส 6:4 ที่ว่า ผู้เป็นพ่อควรจะเลี้ยงดูบุตร “ด้วยการสั่งสอนและการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า” พ่อคริสเตียนซึ่งทำอย่างนี้จะแตกต่างจากพ่อทั่วๆไป เป็นการเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระเจ้า ขอให้ลูกๆของเราได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ซึ่งรักองค์พระผู้เป็นเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นพ่อแม่ที่เชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่? และคุณเป็นลูกที่เชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : อิสยาห์ 40:28-29

ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก พระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ พระองค์ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง

父親的職責

申命記6:1-9

 (願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼誡命是神讓我們聽從遵行的呢? (6:1-6)
  2. 什麼是為了我們的後代肯聽從神的話語我們必須專心執行的呢? (6:7-9)

(願2) 願意禱告

馬克猴與海馬及辣椒鳥有何令人讚賞的相同特徵呢?  以下是個暗喻 – 馬克是一隻與松鼠一樣大的猴子,它的祖宗沒有尾巴,海馬不是真的馬,辣椒鳥是在水中尋找食物的嬌小鳥類,或稱為 “百合花上奔跑者”,因為它腳長可以踩在百合上跳躍。暗喻的解答是 – 動物界無論那種類雄性都擔負看顧兒女的職責,對基督徒父親而言,這教導他們看顧屬靈的兒女,父親有特別的機會鼓勵、提醒、管教,並成為兒女在基督徒生命的顧問及榜樣,摩西在申命記六章裡向父親們說話,6:7  特別強調父親職責的一項,殷勤教訓自己的兒女 。

這個命令如同保羅在以弗所書6:4 ,提到 “你們作父親的、不要惹兒女的氣、只要照著主的教訓和警戒、養育他們。 ” 基督徒父親若這樣行,就會不同於一般父親,這是順從 神的心意,希望我們的兒女都能得到順從 神旨意的父母的養育。

 (願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否是順從神旨意的父母呢?你是否是順從 神旨意的兒女呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 以賽亞書 40:28-29

你豈不曾知道麼、你豈不曾聽見麼、永在的 神耶和華、創造地極的主、並不疲乏、也不困倦,他的智慧無法測度。 疲乏的、他賜能力、軟弱的、他加力量。

 

รู้จักพระองค์ 認識神

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2009

เยเรมีย์ 9:23-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เราไม่ควรจะอวด? (ข้อ 24)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้เราอวดได้? (ข้อ 25)

(ย2) ยอมภาวนา

การรู้จักใครสักคนเป็นอย่างดีต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เช่นเดียวกับการรู้จักพระเจ้า ข้อพระคัมภีร์ในวันนี้ เยเรมีย์กล่าวว่าถ้าเรา “แสดงความพอใจ” หรืออวดในสิ่งใด เราควรจะอวดที่เรารู้จักรพระเจ้า (ยรม.9:24) และอาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเพื่อผู้เชื่อทั้งหลายให้ “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อพระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (คส.1:10)

เราไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือภายในไม่กี่เดือนหรือปี การรู้จักพระเจ้าเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ประกอบด้วยการอ่านและศึกษาพระคำของพระองค์ การอธิษฐานและการเรียนรู้จากผู้เชื่อคนอื่นๆ การเติบโตขึ้นในความรู้ความเข้าใจของเราถึงพระเจ้าในอีก 50 ปีข้างหน้ายังคงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เช่นเดียวกับทุกวันนี้ และเรายังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเกี่ยวกับพระเจ้าของเราตลอดชั่วนิรันดร์ (อฟ.2:7)

จงใช้เวลากับพระเจ้าตั้งแต่บัดนี้ ให้พระองค์มาอันดับแรกในกำหนดการแต่ละวันของคุณ แล้วพระองค์จะทรงเปิดเผยพระองค์เองให้คุณทราบโดยวิธีใหม่ๆ และน่าตื่นเต้น เวลาที่ใช้กับพระเจ้า คือ เวลาที่ใช้ไปอย่างมีคุณค่า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณอวดได้ในองค์พระเจ้าของเรา?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

認識  神

耶利米記9:23-24

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼是我們不該誇口的呢? (9:23)
  2. 什麼是 神讓我們誇口的呢?  (9:24)

(願2) 願意禱告

凡人需花一生的歲月才能真正認識一個人,認識 神也是如此的,今日聖經章節裡耶利米提到 ”誇口的,卻因他有聰明,認識我是耶和華”(9:24),使徒保羅為所有基督徒禱告 “好叫你們行事為人對得起主,凡事蒙他喜悅,一切善事上結果子,漸漸的多知道 神” (哥羅西書1:10)。

我們不能在2-3周內學習各樣與 神相關事情,或是數月或是一年的時間, 認識神的過程是持續的,包括閱讀 / 研究聖經,禱告以及從其他信主的人身上學習。在未來50年裡學習認識 神並成長仍舊是一件相當令人興奮的事,如同今日一樣,我們要一生始終學習認識 神。

從現在開始就花時間與 神相處!  讓神成為我們每日日程表的首件事,神會使用新的方法彰顯祂自己讓你明瞭。更讓你充滿驚喜的 -  當你與 神相處的時光,即是最有價值的時段

(願3) 願意運用在生活中

  1. 什麼事是你在神的恩典裡可以誇口的呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

รากที่หยั่งลึก 深埋的樹根

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2009

สดุดี 1

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เคล็ดลับที่สำคัญของผู้ที่ได้รับพระพร (มีความสุข) ? (ข้อ 1-2) เขาได้รับผลอย่างไร? (ข้อ 3)
  2. อะไร คือ ผลที่คนอธรรมจะได้รับ? (ข้อ 4-6)

(ย2) ยอมภาวนา

ต้นไม้ชนิดเดียวกันและมีอายุเท่ากันสองต้น ต้นแรกถูกปลูกเอาไว้บนพื้นราบกลางสนามที่ซึ่งรากของมันได้หยั่งลึกลงไปในดินเพื่อดูดซับน้ำ ส่วนต้นที่สองนั้นปลูกเอาไว้ที่บริเวณล่างสุดของชายฝั่งที่สูงชัน และเวลาที่ฝนตกลงมา น้ำก็จะไหลผ่านรากนั้นไปยังถนน

ต้นไม้ทั้งสองนี้ดูเหมือนจะงอกงาม แต่เมื่อลมพายุที่แรงจัดพัดผ่านมา ปรากฏว่าต้นไม้ที่ตั้งอยู่กลางสนามยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ในขณะที่ต้นไม้อีกต้นหนึ่งโค่นลงมา เพราะเหตุใดน่ะหรือ? ก็เพราะระบบรากของต้นไม้ทั้งสองนี้แตกต่างหัน ต้นไม้ซึ่งปลูกอยู่กลางสนามนั้นมีรากที่หยั่งลึก ในขณะที่ไม้อีกต้นหนึ่งมีรากที่ฝังอยู่เพียงแค่ตื้นๆ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณส่วนล่างของชายฝั่งมักจะมีน้ำไหลผ่านผิวดินอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงทำให้รากหยั่งลงไปได้ไม่ลึกและทำให้ต้นไม้ดังกล่าวไม่สามารถต้านทานแรงลมได้

เราจำเป็นจะต้องให้รากของเราหยั่งลึกลงไปอย่างมั่นคงในพระคำพระเจ้า เราจะต้องไม่หยั่งรากลงไปในผิวน้ำแห่งความรู้สึกและประสบการณ์ซึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน เราสามารถมีประสบการณ์และมีความรู้สึกเช่นนั้นได้ แต่เราจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาความจริงที่ล้ำลึกเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1 คร. 2:9-13) และเมื่อความกดดันในชีวิตของเรามีมากขึ้น หรือเมื่อสายลมแห่งการทดลองที่แรงจัดพัดผ่านมา เราก็จะไม่โค่นลมลง รากที่หยั่งลึกของเราสามารถยืนหยัดต่อความทุกข์ยากลำบากได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่ได้รับพรหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

深埋的樹根

詩篇1

 (願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼是 神賜福的奧秘 (有幸福) ? (1:1-2)  我們得到什麼樣的果子呢? (1:3)
  2. 什麼是惡人將得到的後果呢?  (1:4-6)

(願2) 願意禱告

有兩棵種類年齡相同的樹木,第一棵樹種在平原地上,為了吸收水份根部深深植入地底, 第二棵樹種在陡峭海岸邊,當下雨時雨水就穿過樹根流到馬路上。

這兩棵樹看來都很茂盛,但是當暴風雨來襲時,發現種在平原上的樹還能支撐站立,另一棵已經倒下來了,這是什麼原因呢? 主要是這兩棵樹的根不盡相同,種在平原的根深植於地底,另一棵樹的根僅淺埋在土裡, 由於海邊常有水很快流過地面,因而讓樹根無法深植地底,就更無法阻擋強烈的風暴。

我們必須用 神的話語深深穩固的紮入我們的生命裡,不可以讓我們的感覺及經歷很快的穿過我們的生命就消失了,基督徒的生命裡可以同時擁有經歷與感覺,但是我們必需花時間研究聖靈奧秘的事(歌林多前書 2:9-13)。當我們生活中的壓力愈來愈大,或是試探的風暴強烈的襲來,我們才不會倒下,我們深植的根基讓我們可以在苦難裡仍穩固。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你的生活是否正走在神祝福的路上呢?如何呢?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2009

1 โครินธ์ 2:6-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระปัญญาและความล้ำลึกของพระเจ้านั้นคือสิ่งใด? และทรงจัดเตรียมไว้เพื่อใคร? (ข้อ 6-9)
  2. เราจะสามารถเข้าใจถ้อยคำของพระเจ้าได้อย่างไร? (ข้อ 10-16)

(ย2) ยอมภาวนา

ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่เกษียณแล้วท่านเลี้ยงนกแก้วชื่อ กิบบี กิบสัน มันจะพูดว่า “กิบบี กิบสันเป็นนกที่น่ารักที่สุดในโลก” หรือมันจะพูดซ้ำๆว่า “ด็อกเตอร์กิบสันเป็นนักเทศน์ นักเทศน์แบ๊บติสต์” แต่นกนั้นย่อมไม่เข้าใจในสิ่งที่มันพูดแม้แต่คำเดียวอย่างแน่นอน

เรื่องนี้ให้บทเรียนแก่เรา คริสเตียนจำนวนมากไปนมัสการพระเจ้าและอ่านพระคัมภีร์แบบเป็นประเพณี โดยไม่ได้คิดถึงความหมายของสิ่งที่ตนทำเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนคนเหล่านั้นจะคิดว่าการทำเช่นนั้นทำให้พวกเขาได้รับความศักดิ์สิทธิ์ที่ลี้ลับหรือผลประโยชน์จากสิ่งนั้น

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณอ่านพระคัมภีร์ได้มากเท่าไร แต่อยู่ที่คุณอ่านพระคัมภีร์ได้ดีแค่ไหน ผู้คนมากมายคุยโวว่าตนได้อ่านพระคัมภีร์ไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แต่คำสนทนาของคนเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นว่าพวกเขาละเลยพระคำของพระเจ้าอย่างน่าเศร้า การอ่านพระคำข้อหนึ่งด้วยใจอธิษฐาน แล้วแสวงหาการทรงนำจาก “องค์พระผู้ช่วย (Paraclete)” ของคุณ (แปลว่า “ผู้บรรเทา” หรือ “ผู้ช่วย” ในยอห์น 14:16) คือองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ดีกว่าการอ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็วไปทั้งเล่ม แล้วท่องจำอย่างนกแก้วนกขุนทอง คำถามที่สำคัญก็คือ “ซึ่งท่านอ่านนั้น ท่านเข้าใจหรือ” (กิจการ 8:30) เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์ จงขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เป็น “องค์พระผู้ช่วย” ของคุณ นำคุณ อย่าเป็นนกแก้วนกขุนทอง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าหรือไม่ ในขณะที่คุณใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

你是隻鸚鵡八哥鳥嗎 ?

歌林多前書2:6-16

(願1) 願意接受神的話語

  1. 什麼是 神奧秘的智慧呢? 為誰而豫定的呢? (2:6-9)
  2. 我們如何能瞭解 神的話語呢?  (2:10-16)

(願2) 願意禱告

一位退休的牧師養了一隻鸚鵡吉比金森,它會說 “吉比金森是世上最可愛的鳥” 或重覆不停說 “金森博士是講道人 講道人金森博士”,可是小鳥連一句也不明白它所說何物。

這事給我們一個教訓,許多基督徒按照儀式敬拜主也讀聖經,但卻一點也不明白自己所作的,彷彿這樣做可以讓他們得到神秘的聖潔或是從敬拜與讀經中得到好處。

重點不是你讀了多少聖經,而是你閱讀聖經獲得多少。許多人誇口說他讀了無數遍聖經,但這些人的對話顯示出他們是多麼疏忽 神的話語,真是令人憂傷!  以禱告的心閱讀每一句聖經金句,然後尋求你的拯救主帶領 (譯為 “釋放者” 或是 “拯救者” 約翰福音 14:16),那就是聖靈!  這不同於你快速閱讀整本聖經,然後像鸚鵡般背誦。問題是“你所唸的, 你明白麼” (使徒行傳 8:30)。當你閱讀聖經,請聖靈 -你的“拯救者”帶領你,千萬別讓你成為鸚鵡或是八哥鳥。

(願3) 願意運用在生活中

  1. 你是否依賴聖靈引領你的生活呢? 當你正思索 神的話語?
  2. 神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(願4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2009 

เนหะมีย์ 1:1-2:8 

(ย1) ยอมรับพระคำ 

  1. อะไร คือ ข่าวร้ายที่เนหะมีย์ได้รับมา? เขาตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เผชิญนี้อย่างไร? (นหม.1:1-11)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เนหะมีย์ทำหลังจากที่เขาได้ใช้เวลาในการแสวงหาพระเจ้าแล้ว? (นหม.2:1-8)

(ย2) ยอมภาวนา 

หญิงซึ่งเพิ่งกลายเป็นแม่หม้ายคนหนึ่งต้องการอาศัยอยู่ในบ้านที่เธอและสามีได้อาศัยอยู่เพียงลำพัง เธอจึงซื้อระบบสัญญาณรักษาความปลอดภัยมาติดไว้ในบ้าน ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนกับเป็นคนหน้าซื่อใจคดเวลาที่อธิษฐานขอการคุ้มครองจากพระเจ้า ที่จริงแล้วเธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เพราะพระคำของพระเจ้าบอกกับเราว่า การวางแผนที่ฉลาดและการพึ่งพาพระเจ้าด้วยความถ่อมใจนั้นจะต้องไปด้วยกัน 

เนหะมีย์ได้ให้ภาพของวิธีการรวมเอาการวางแผนและการอธิษฐานเข้าด้วยกัน ท่านเป็นชาวยิวที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดโดยทำงานเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชาแห่งเปอร์เซีย หลังจากที่ชนชาติอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยนานถึง 70 ปี กษัตริย์ไซรัสซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียพระองค์แรกก็ได้อนุญาตให้ชาวยิวจำนวนหนึ่งเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตน ภายหลังเอสราก็ได้นำชาวยิวกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มอีกชุดหนึ่ง และได้บูรณะพระวิหารขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม ในพระธรรมเนหะมีย์ 1 เราพบว่าผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลยต้องประสบกับความยากลำบาก และกำแพงเมืองเยรูซาเล็มที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ก็ตกอยู่ในสภาพที่เสียหาย (ข้อ 3) 

เนหะมีย์ได้ร้องไห้คร่ำครวญ อดอาหารและอธิษฐานเมื่อท่านได้ยินเกี่ยวกับความทุกข์ยากของชาวยิวซึ่งเดินทางกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม ในขณะเดียวกัน ท่านก็ได้วางแผนอย่างระมัดระวังและยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงในการทูลขอพระราชทานอนุญาตจากพระราชาเพื่อช่วยเหลือพวกยิวด้วย 

เช่นเดียวกันถ้าหากว่าเรายังคงพึ่งพาพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ จึงเป็นเรื่องฉลาดที่จะทำในสิ่งซึ่งเราสามารถทำได้ ดังนั้นจงอธิษฐานและวางแผน เพราะแผนการที่ดีที่สุดเริ่มต้นและจบลงโดยพระเจ้า 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้ 

  1. คุณตอบสนองอย่างเดียวกันกับเนหะมีย์หรือไม่เมื่อคุณต้องเผชิญข่าวร้าย?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน 

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้ 

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3 

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น 

禱告並計劃  

尼希米記1:1-2:8 

  (1) 願意接受神的話語  

 1      什麼是耶利米聽到的惡耗呢? 他如何回應他所面臨的環境呢? (1:1-11) 

2.    什麼是耶利米花時間尋求神後他所作的呢?  (2:1-8) 

 2) 願意禱告

一位剛剛喪偶的婦女必須單獨住在她和丈夫居住的房子,因而她決定在房子裡安裝防盜器,每次她向 神禱告時,總覺得自己像是表裡不一的人。事實上她不需要覺得不妥,因為聖經提到,充滿智慧的計劃與謙卑信賴 神必須同時進行的。

尼希米同時進行計劃與禱告兩者的圖像顯示給我們看見,他是猶太人,卻遠離家鄉居住在波斯,他在亞達薛西王面前作王酒政的,當以色列民被擄70年後,波斯王允許讓一部份猶太人返回家鄉,以斯拉帶領第一批猶太人返回耶路撒冷重建聖殿,在尼希米記第一章,我們發現那些被擄歸回剩下的人遭大難 受凌辱,並且耶路撒冷的城牆拆毀,城門被火焚燒。 (1:3)

當尼希米聽到這事,就哭泣悲哀禁食禱告,在這同時,尼希米小心翼翼的計劃,且冒險向王請求,為了拯救猶太人。

同樣的,若我們謙卑的信靠 神,請我們在應做的事上有智慧吧! 如此 請禱告且計劃吧!  因為最好的計劃開始與結束都在於 神。     

 (3) 願意運用在生活中 

1       當你聽到惡耗時你是否行事像尼希米一樣呢?

2      神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享 

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2009

เอเฟซัส 6:10-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุผลที่เราต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า? (ข้อ 10-13)
  2. ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดได้แก่อะไรบ้าง? (ข้อ 14-17) นอกเหนือจากการสวมยุทธภัณฑ์แล้วอะไรคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง? (ข้อ 18-20)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า พระคัมภีร์นั้นไว้วางใจได้จริงหรือ? จอห์น น็อกซ์ นักปฏิรูปชาวสก็อตยอมสารภาพว่า เขาได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความมืดมิดเมื่อจิตวิญญาณของเขานั้นคุกรุ่นไปด้วย “ความโกรธ ความคับแค้นใจ และความขุ่นเคือง อันเป็นความรู้สึกที่ต่อต้านพระเจ้าและสงสัยในพระสัญญาทั้งหมดของพระองค์”

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่? อินครีส มาเธอร์ ชาวพิวริตันส์ที่เคร่งครัดที่สุดได้เขียนไว้ในบันทึกประจำวันของเขาว่า เขารู้สึก “ถูกรบกวนอย่างมากด้วยการทดลองไม่ให้เชื่อว่ามีพระเจ้า”

คุณเคยเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ทำให้ คุณรู้สึกเหมือนกับเป็นผู้ที่ไม่เชื่อบ้างหรือไม่? มาร์ติน ลูเธอร์ ยอมรับด้วยความเศร้าใจว่า “เป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ข้าพเจ้าสูญเสียพระคริสต์ไปหมดสิ้น ข้าพเจ้าถูกเขย่าด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและการดูหมิ่นพระเจ้า”

ไม่ต้องแปลกใจว่า หากคุณต้องการผ่านการต่อสู้เช่นเดียวกันนี้ ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เรากำลังต่อสู้กับศัตรูของพระเจ้า มารซาตาน พ่อของการมุสา (ยน.8:44) เรากำลังปล้ำสู้กับซาตานและ “เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้” (อฟ.6:12) ยุทธภัณฑ์สองชิ้นที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเราเวลาที่เราถูกโจมตีด้วยข้อสงสัยก็คือ “ความจริง” และ “โล่แห่งความเชื่อ” โดยอาวุธเหล่านี้สามารถ “ดับลูกศรเพลิงของพญามาร” ได้ (ข้อ 14-16)

ถ้าหากความคิดของเราเต็มไปด้วยพระคำของพระเจ้า ความเชื่อของเราก็จะเข้มแข็งขึ้น แล้วเราจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้เวลาที่เราถูกโจมตีด้วยความสงสัย สิ่งที่สามารถปกป้องเราจากคำโกหกของมารซาตานได้ดีที่สุด คือ การรู้จักความจริงของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณสวมยุทธภัณฑ์ครบทั้งชุดหรือไม่? ขาดสิ่งใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

當你懷疑時

以弗所書6:10-20

 (1) 願意接受神的話語

 1      什麼原因讓我們必須穿上 神的全副軍裝呢?  (6:10-13)

2.    全副軍裝包括那些呢? (6:14-17) 除了全副軍裝外什麼是我們必須做的呢? (6:18-20)

 (2) 願意禱告

你是否曾經懷疑過聖經是否真的可以信賴呢? 蘇格蘭改革者約翰諾承認說,他經歷過靈魂的黑暗期,心被火燄燃燒, “忿怒仇恨折磨這些感覺讓他抗拒 神,也懷疑 神所有的應許”。

你曾經懷疑過是否有 神存在嗎? 嚴謹的清教徒殷基馬特,在日誌裡寫道 “他感到自己被試探騷擾,不讓他相信 神的存在” 。    

你曾否滿心都是問題,致使你覺得自己好像不曾認識 神? 馬丁路得憂傷的承認 “超過一周的時間我完全失去基督,我被絕望所動搖且輕視 神” 。      

你不需感到驚奇,如果你必須以一個門徒的身份同樣的爭戰,我們正在與 神的仇敵對抗謊言之父- 撒旦(約翰福音8:44)  我們正與撒旦和管轄這幽暗世界的惡魔爭戰 (6:12) ,神所賜的兩件兵器 “真理”和”信德” 可以滅盡那惡者一切的火箭,好在磨難的日子抵擋仇敵   (6:14-16) 。

倘若我們思維充滿 神的話語,信心將更堅固,當我們受到懷疑攻擊時才能穩固的站立, 保護我們不受撒旦的謊言欺騙最佳途逕 – 那就是 認識 神的真實面。 

 (3) 願意運用在生活中

1       你是否穿上全副軍裝呢?缺乏那一樣呢?

2      神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

 

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2009

อิสยาห์ 30:15-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล? พวกเขาทำตามหรือไม่? (ข้อ 15) เขาตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 16)
  2. อะไร คือ ผลที่อิสราเอลได้รับเมื่อเขาไม่เชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเขา? (ข้อ 17) แต่ผู้ที่รอคอยและกลับมาหาพระองค์จะได้รับสิ่งใด? (ข้อ 18)

(ย2) ยอมภาวนา

การรอคอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอคอยพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบอย่างยิ่ง ทำไมในบางครั้งพระเจ้าถึงต้องปล่อยให้เรารอคอย?

อ่านอิสยาห์ 30:18 แล้วสังเกตดูจะพบว่าพระคำข้อดังกล่าวเริ่มต้นด้วยคำว่า “เพราะฉะนั้น” ถ้าหากคุณลองพิจารณาสิ่งที่มาก่อนคำว่า “เพราะฉะนั้น” คุณจะพบว่า คำดังกล่าวมาอยู่ตรงนั้นเพื่ออะไร

ในข้อ 15 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ย้ำเตือนชนชาติอิสราเอลว่า ถ้าพวกเขาหันกลับและหยุดพักในพระองค์ พวกเขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของศัตรู และถ้าหากพวกเขาสงบนิ่งและวางใจในพระองค์ พวกเขาก็จะได้พบกับกำลังที่เพียงพอ แต่พระเจ้าตรัสด้วยความรู้สึกเสียพระทัยว่า “เจ้าก็ไม่ยอมทำตาม แต่เจ้าทั้งหลายว่า ‘อย่าเลย’” (ข้อ 15-16) แทนที่จะหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขากลับต้องวิ่งหนีศัตรู (ข้อ 17) และในข้อ 18 กล่าวว่า “เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย”

พระเจ้ากำลังรอคอยสิ่งใด? พระองค์ทรงรอคอยให้อิสราเอลล้มลงในหนทางของตนเองและเริ่มหันมาพึ่งพาพระองค์ ซึ่งนั่นเป็นหนทางเดียวที่พระองค์จะแสดงพระกรุณาแก่พวกเขาได้

อย่ากลัวประสบการณ์ที่ตกต่ำในการหมดสิ้นซึ่งกำลังของตนเอง เอ.บี.ซิมป์สัน ได้เขียนเอาไว้ว่า “เราพบว่าความล้มเหลวที่น่าอับอายได้ช่วยให้เรารอดพ้นจากความเข้มแข็งที่อันตราย” และนั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงปล่อยให้เราล้มเหลวเพื่อที่เราอาจจะปลอดภัยจากตัวเราเองและมีประสบการณ์ในความจริงที่ว่า “ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร”

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

值得等候

以賽亞書30:15-18

(1) 願意接受神的話語

1      什麼是 神告誡以色列民的呢? 他們遵行嗎? (30:15) 他如何回應呢? (30:16)

2.    以色列民不聽 神告誡而得到的後果呢? (30:17) 凡等候的祂賜下什麼呢? (30:18)

 (2) 願意禱告

 等候! 尤其是等候神是我們最不喜歡做的,為何有時後 神非得讓我們等候呢?

閱讀以賽亞書30:18,我們會發現本句起頭是 “因此” ,如果我們仔細觀察前一句,不難了解問題發生的原因。   

以賽亞30:15 神警告以色列民得救在乎歸回安息,得力在乎平靜安穩,以色列民竟自不肯  (30:15-16),以色列民應該歸回的,他們卻逃跑,且要逃避仇敵 (30:17), 30:18 提到 “因此耶和華必然等候,要施恩給你們”。

神正在等候何事呢? 神正在等後以色列民在自己的道路上倒下來,然後回轉信靠 神,那是唯一 神可以施恩給他們的道路。

你不要懼怕依靠自己力量而失敗絕望的經歷,埃伯辛普森寫道 “我發現令人羞恥的失敗幫助我逃離更強的危險” ,那也是 神任憑我們失敗的原因,為了讓我們不受到強烈的自我傷害,且能敬歷 -  “凡等候 神的,都有福了” 這事實。        

(3) 願意運用在生活中

1       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。

 

ท่าทีที่เปลี่ยนแปลง 改變態度

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2009

เอเฟซัส 5:8-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อก่อนพวกเราเป็นใคร? และบัดนี้เราเป็นใคร? (ข้อ 8)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำ? และอะไร คือ สิ่งทีเราไม่ควรทำ? (ข้อ 9-14)

(ย2) ยอมภาวนา

ศิษยาภิบาลและนักเขียนชื่อ เอ.ดับบลิว. โทเซอร์ ได้เขียนไว้ว่า “ลักษณะของมนุษย์นั้นไม่ได้แน่นอนตายตัว ดังนั้นเราควรขอบคุณพระเจ้าเสมอ เพราะเรายังสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้อีก เราสามารถเป็นแบบอื่นที่ต่างจากที่เป็นอยู่ขณะนี้”

สิ่งสำคัญอันดับแรกในชีวิตของเราควรเป็นการยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงเรา แต่เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อผู้เชื่อใหม่ที่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหลายปี? เรามักมีท่าทีของการวิพากษ์วิจารณ์จับผิด ซึ่งทำให้ปัญหาของคนเหล่านี้หนักยิ่งขึ้น และอาจบดบังการงานของพระเจ้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงเขาอยู่ นี่คือท่าทีที่แสดงถึงการกล่าวโทษ 3 อย่าง

1. “เขาไม่เคยทำอะไรถูกต้องเลย” (ไม่มีใครทำผิดไปหมดทุกอย่าง)

2. “เขาก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้งน่ะแหละ” (อาจใช่ แต่พระเจ้าทรงฤทธิ์และสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้)

3. “เขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้” (เรารู้ได้อย่างไร เราทำได้เพียงแค่วางใจในพระเจ้าผู้ทรงทราบจิตใจเขา)

ยิ่งกว่านั้น บางครั้งเรายังมีท่าทีเหล่านี้ตัวเองด้วย เช่น “ฉันไม่สามารถทำอะไรให้ถูกต้องได้เลย ฉันก็เป็นอย่างนี้เสมอแหละ ฉันคงจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรอก”

เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีและการกระทำของคนอื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ถ้าเราเต็มใจ เราสามารถเลือกที่จะ “ดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” ได้ (อฟ.5:8) เพราะใจที่เปลี่ยนแปลงมีผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 1:2-3

แต่ความปิติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใยก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างที่เขาทำก็จำเริญขึ้น

改變態度

以弗所書5:8-14

 (1) 願意接受神的話語

 1      我們以前是誰呢? 現在我們是誰呢?  (5:8)

2.    什麼是我們該做的呢? 何事是我們不該做的呢? (5:9-14)

(2) 願意禱告

 牧師及作家托尼寫道 “人類的特性不是固定不變的,因而我們該時常感謝 神,因為我們仍可以被改變,可以與目前的模樣完全不同的” 。 

我們生命裡首件重要的事是讓 神改變我們,我們對於剛信主的基督徒該有那些態度呢? 他們有些微改變,或是幾年來都毫無改變 ! 我們總是論斷且挑毛病,使得這些人的問題變的更嚴重,這可能模糊了 神在他身上的工作,神正在改變他,這事表達 3 種責備態度 - 

1  “他很少做出正確的事” (也沒有人凡事都犯錯的)

1. “他每次總是這樣子的啦” (可能是吧 但 神的大能可以改變他)

3. “他沒有可能改變的啦” (我們怎麼知道 我們唯一能做的只是信靠了解我們心靈的 神 )

更嚴重的,有時我們本身也有這樣的態度,例如 “我無法不犯錯,我一直也都是這樣的,我可能沒有機會改變了” 。

我們可能無法改變他人的態度與舉止,出於 神的幫助,我們可以改變自己,倘若願意我們可以選擇 “讓我們的行事為人,像光明的子女” (5:8) 因為心靈轉變的結果,足以讓生命改變。

(3) 願意運用在生活中

1       神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 詩篇1:2-3

惟喜愛耶和華的律法 、晝夜思想,這人便為有福。他要像一棵樹栽在溪水旁,按時候結果子,葉子也不枯乾,凡他所作的,盡都順利。 

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2009 

มัทธิว 28:16-20 

(ย1) ยอมรับพระคำ 

  1. อะไร คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบไว้แก่เราทั้งหลายแล้ว? (ข้อ 18)
  2. สิ่งที่พระองค์ทรงมอบให้นั้นเพื่อให้เราทำในสิ่งใด? (ข้อ 19-20)

(ย2) ยอมภาวนา 

มิชชันนารีคนหนึ่งอ่านพระคัมภีร์ให้คนในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ฟัง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเหล่านั้นได้ยินเรื่องของพระเยซู เมื่อเขาอ่านจบ ชาวบ้านก็ถามเขาว่า “คุณรู้จักผู้ชายในหนังสือคนนั้นไหม?” มิชชันนารียืนยันว่าเขารู้จักแน่นอน 

ต่อมามิชชันนารีคนนี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง เขาบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ผมรู้จักชายในพระคัมภีร์ ผมรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าและเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของผม และผมสามารถแนะนำคนเหล่านั้นซึ่งไม่เคยพบกับความรักและการอภัยของพระองค์ ให้ได้รู้จักกับพระองค์” 

ทุกวันนี้เราเดินกระทบไหล่กับผู้คนมากมายที่ต้องการพระเยซูเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขาให้เราทูลขอพระเจ้าเติมใจเราด้วยความปรารถนาที่ว่า “ฉันอยากให้เธอรู้จักพระเยซูของฉัน” แล้วเราจะเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าใช้เพื่อแนะนำพระเยซูคริสต์ให้กับผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ ในเมื่อความเป็นคริสเตียนมีค่าที่ทุกคนควรจะเป็นเจ้าของ ก็มีค่าควรที่เราจะแบ่งปันด้วย 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้ 

  1. คุณได้มีส่วนในการทำให้พระบัญชาของพระเจ้าสำเร็จแล้วหรือยัง?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน 

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้ 

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20 

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค 

我想讓你認識我的耶穌  

馬太福音28:16-20  

 (1) 願意接受神的話語  

 1        什麼是 神已經賜給我們的呢? (28:18) 

2        神賜下這些是為了讓我們去做何事呢?  (28:19-20) 

 (2) 願意禱告  

 有位宣教士誦讀聖經給美國鄉下一個社區裡的居民聽, 那是鄉民第一次聆聽關於耶穌的事,當他讀完鄉民問他說 “你認識書中那位男子嗎? ” 宣教士信誓旦旦的說他認識。 

之後宣教士將這事告訴他的朋友,他說 “感謝主我認識書中那位男子,我知道耶穌是神且是我的拯救者,我可以向不曾認識耶穌的鄉民們介紹耶穌的愛及憐憫 “ 。  

每日我們跟許多需要耶穌的拯救的人們插肩而過,讓我們向 神祈求  - 我們的心充滿盼望 “我想讓她認識我的耶穌” ,我們將成為 神的器皿,可以向不認識 神的人介紹耶穌,每位基督徒的生命都極其珍貴,因而我們應該與他人分享基督徒珍貴的生命。              

(3) 願意運用在生活中  

1        你是否有份於讓 神的命令成就呢? 

2        神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語? 

(4) 願意分享  

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。 

 背誦經句 馬太福音28:19-20 

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2009 

ลูกา 8:4-8 

(ย1) ยอมรับพระคำ 

  1. จากพระคำของพระเจ้า อะไร คือสิ่งที่ชายคนหนึ่งออกไปกระทำ? (ข้อ 5)
  2. สิ่งที่เขาทำนั้นให้ผลอย่างไรบ้าง? (ข้อ 6-8)

(ย2) ยอมภาวนา 

เด็กมีปัญหาคนหนึ่ง อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าซึ่งตนไม่ชอบ เป็นเด็กดื้อและไม่มีความสุข ดังนั้นเขาจึงหนีออกจากที่นั่นไป ในตอนที่หนีนั้น เขาได้เอาพระคัมภีร์ที่แม่บ้านเคยให้ติดตัวไปด้วย 

หลายปีต่อมา ชายหนุ่มคนนี้กลับมายังบ้านที่เขาเคยละทิ้งไป และบอกคนที่นั่นว่าตอนเขาจากไป เขาได้อ่านพระคัมภีร์ “เดี๋ยวนี้ผมอยากต้อนรับพระเยซูคริสต์” เขาบอกกับผู้ฟังที่รู้สึกประหลาดใจ 

พระคัมภีร์ช่างเป็นหนังสือที่พิเศษจริงๆ ขณะที่ชายหนุ่มผู้นี้เจ็บปวดและมีปัญหา เขาได้อ่านหนังสือเล่มนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงสำแดงให้เขาว่าเขาต้องการความรอด 

เราอยู่ในโลกที่ต้องการสิ่งที่พระคัมภีร์หยิบยื่นให้ ผู้คนต้องการอ่านถ้อยคำแห่งการปลอบประโลม ถ้อยคำที่เป็นความหวัง การชำระให้สะอาดและความยินดี คนเหล่านี้ต้องการค้นหาข่าวประเสริฐแห่งการช่วยให้รอดในพระคริสต์จากพระคัมภีร์ 

ไม่ใช่ทุกคนที่อ่านพระคำของพระเจ้าแล้วหันไปหาพระคริสต์ พระเยซูตรัสไว้อย่างชัดเจนในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านเมล็ดพืช (ลก.8:4-15) เราเป็นผู้หว่านนพระคำของพระเจ้า แต่เราไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะรับเอาไว้ งานของเราคือหว่านเมล็ดให้กระจายออกไป 

บางทีท่านอาจกำลังมองหาเครื่องมือดีๆที่จะใช้เป็นพยาน และไม่เคยคิดว่าเครื่องมือที่ดีนี้คือพระคำของพระเจ้า ลองให้พระคัมภีร์แก่ผู้ที่ท่านต้องการประกาศด้วย แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงเพราะหนังสือของพระองค์เล่มนี้ 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้ 

  1. คุณออกไปหว่านเมล็ดพระคำของพระเจ้าให้แก่ผู้อื่นบ้างหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน 

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้ 

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20 

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” 

因為書本而改變  

路加福音8:4-8  

(1) 願意接受神的話語  

 1        此處聖經節裡什麼事是一位男子出去作的呢? (8:5) 

2     他作的事產生什麼結果呢?  (8:6-8) 

(2) 願意禱告  

孤兒院裡一個有問題的小孩,他不喜歡孤兒院,叛逆且不快樂,後來他從孤兒院逃跑,當他逃跑時,他將清潔工人送給他的聖經帶在身邊。 

許多年後這青年人回到他曾經拋棄的家,告訴孤兒院的人說,當他離開後他閱讀聖經, “現在我想要接受耶穌” ,這話語令孤兒院的人相當驚訝。  

聖經是本很特別的書籍, 正當這青年人傷痛遭遇困難,他閱讀聖經,聖靈就讓他看見他需要救恩。              

世人活著需要聖經的話語,他們需要安慰的話語,充滿盼望的話語, 被潔淨與喜樂的生命,他們在聖經中尋得耶穌的救恩福音。     

並非每位閱讀聖經的人都回轉歸向耶穌,耶穌清楚提到關於撒種人 (8:4-15),我們是神話語的撒種者,但我們不是裁判,決定誰可以得到耶穌,我們的工作是讓種子分佈出去。  

你可能正在尋找做見證的工具,卻忘了最好的工具就是神的話語,請嘗試成為一個用神的話語傳福音的人,瞧瞧將會發生什麼,他們將因著聖經這本書籍而改變生命的。   

(3) 願意運用在生活中  

1           你是否出去將神的話語撒給人們呢? 

2           神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語? 

(4) 願意分享  

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。 

背誦經句 馬太福音28:19-20 

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2009

มัทธิว 5:13-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำได้กล่าวว่าเราเป็นดั่งสิ่งใด? (ข้อ 13-14)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำหากเราต้องการเป็นเกลือและแสงสว่าง? (ข้อ 13, 16)

(ย2) ยอมภาวนา

ศาสตราจารย์ด้านวารสารผู้หนึ่งได้ปลอมตัวเป็นคนเร่ร่อนและใช้ชีวิตบนท้องถนนอยู่ 2-3 คืน เขารายงานว่าบ้านกึ่งวิถีหลายแห่งนั้นมีแซนด์วิชกับน้ำอัดลมให้ แต่ไม่มีใครให้คำปรึกษาฝ่ายวิญญาณแก่เขา แม้แต่ในที่ซึ่งดำเนินการโดยคริสตจักร

คอลัมนิสต์ วิลเลียม ราสเบอรี่ กล่าวว่าเมื่อคริสตจักรไม่ให้ความช่วยเหลือฝ่ายจิตวิญญาณแก่ผู้คน ก็เป็นการ “ใกล้เกลือกินด่าง” เหมือนกับนักบาสเก็ตบอลสูง 7 ฟุตที่พยายามยิงลูกระยะไกล หรือเมื่อเข้าใกล้แป้นแต่กลับยิงลูกในระดับอก โค้ชจะเรียกผู้เล่นตัวสูงที่ไม่ใช้ความสูงให้เป็นประโยชน์ว่า “ยักษ์ใหญ่ใจปลาซิว”

เราก็เหมือนกับนักบาสเช่นนี้ เมื่อเรามุ่งเน้นแต่ความต้องการฝ่ายร่างกาย แต่ไม่ได้ให้ข่าวดีแห่งความรอดที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้มอบให้เราประกาศ การแสดงความกรุณาและโอบอ้อมอารีเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเราละเลยที่จะชี้ให้เขาเห็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด หากเราไม่แนะนำให้พวกเขารู้จักพระคริสต์ก็เป็นการ “ใกล้เกลือกินด่าง” เรากำลังทำในสิ่งที่คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ทำได้ แต่ไม่ทำในสิ่งที่เราเท่านั้นทำได้ เราก็เหมือนเกลือที่หมดรสเค็ม (มธ.5:1-3) เหมือนตะเกียงที่ถูกซ่อนไว้ในถัง (ข้อ 14-16) เหมือนยักษ์ใหญ่ใจปลาซิว

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ชีวิตของคุณส่องสว่างให้คนมองเห็นความดีของพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

外表高大卻膽小

馬太福音5:13-16

 (1) 願意接受神的話語

1        此處聖經節比喻我們像什麼 裡呢? (5:13-14)

2     倘若我們要成為鹽與光我們應該做什麼呢?  (5:13, 16) 

(2) 願意禱告

有位期刊教授喬裝成流浪漢,2-3個夜晚流浪街頭,他的報告中寫到,有一半的家庭為他提供飲料及三明治,但沒人提供心靈話語,哪怕是教會也沒有心靈的寄託。

專欄作家威廉拉斯伯提到,當教會無法為人們提供靈魂的拯救,就像美食當前卻寧願吃不可口的食物,如同身高 7呎的籃球員卻想遠距離射籃,或是靠近籃框卻只投出只到胸部高度的球,教練稱那些身材高大卻不肯使用其優勢的球員為外表高大卻膽小 “ 。 

我們也像籃球員般,一心追尋身體的需要,但不曾提供拯救的福音以改變生命, 神將傳福音的使命交托我們, 憐憫是很好的事,但是若我們疏忽沒有向人們指出他最需要的事, 倘若我們沒有像人們介紹耶穌,就像“美食當前卻寧願吃不可口的食物”, 我們只做不信主的人可以作的事,卻不做只有基督徒才能做的事,我們就像失了味的鹽 (5:13) ,燈被藏在斗底下(5:14-16),外表高大卻膽小。

 (3) 願意運用在生活中

1        你的生命是否發光讓人們見到 神的美好呢?

2        神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 馬太福音28:19-20

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2009

กิจการ 26:24-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในระหว่างการสอบสวนโทษของเปาโล เขาได้ทำสิ่งใดต่อกษัตริย์อากริปปา? (ข้อ 27-29)
  2. ถ้อยคำอันสุภาพของเปาโลส่งผลอย่างไร? (ข้อ 30-32)

(ย2) ยอมภาวนา

ขณะที่สอนวิชาการเขียนในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อาจารย์ท่านหนึ่งได้ใช้ตำราซึ่งมีวรรณกรรมของอริสโตเติล “ศิลปะการพูด” (Art of Rhetoric) เป็นต้นแบบซึ่งมีรูแบบการชักชวนสามแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ในการเป็นพยานถึงพระคริสต์ได้ คือ

1.คุณภาพชีวิต (อีทอส) เฮนรี่ สแตนเลย์ กล่าวถึงมิชชันนารและนักสำรวจชาวสก็อต เดวิด ลีฟวิงสโตนไว้ว่า “เขาไม่เคยพยายามให้ผมเปลี่ยนศาสนา แต่ถ้าผมได้อยู่กับเขานานกว่านี้ผมอาจเป็นคริสเตียนแล้วก็ได้” เมื่อผู้คนที่อยู่รอบข้างเห็นความจริงของพระคริสต์ในชีวิตเรา (1 เธสะโลนิกา 4:12) คำพูดของเราก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น

2.ความรู้สึก (พาทอส) กลุ่มนักกเรียนจากวิทยาลัยคริสเตียนเป็นพยานกับคนขับรถขณะที่ท่องเที่ยวในยุโรป เด็กหญิงคนหนึ่งอ้อนวอนทั้งน้ำตาว่า “ถ้าคุณไม่รับพระเยซู คุณจะไปนรกนะ ได้โปรดเถิด วางใจในพระเยซู” นี่อาจทำให้เราได้นึกถึงคำวิงวอนอันร้อนรนของเปาโล ซึ่งส่งผลต่อกษัตริย์อากริปปา (กจ. 26:28)

3.เหตุผล (โลกอส) เมื่อเราดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์เราจะดึงดูดความสนใจ สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามต่างๆซึ่งเราต้องพร้อมให้เหตุผลในสิ่งที่เราเชื่อด้วยใจสุภาพและความนับถือ (1 ปต. 3:15)

พระเจ้าทรงนำคุณเป็นพยานกับใครไหม? จงทูลขอการช่วยเหลือจากพระองค์ วิธีที่หนึ่ง สอง หรือทั้งสามวิธีนี้อาจช่วยเปิดประตูหัวใจคนนั้นได้ เมื่อคุณรู้จักพระคริสต์ คุณก็ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รู้จักพระองค์เช่นกัน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นพยานเพื่อพระเจ้าด้วยความสุภาพอ่อนโยนหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

溫柔的邀請

使徒行傳26:24-32

 (1) 願意接受神的話語

1        當保羅接受審問時 他對亞基帕王作何事呢? (26:27-29)

2     保羅溫文有禮的話語產生何種效果呢?  (26:30-32)

(2) 願意禱告

有位文學教授在某所學院上課時,他使用亞里斯多德文學 “話語的藝術” 作範本, 共有3種邀請方法, 讓學生使用它向人作耶穌 的見證。

  1. 生命的品質 – 亨歷史丹立提到蘇格蘭宣教士及觀察家大衛裡文史丹, “他不曾嘗試改變我的宗教” ,你們可以向外人行事端正,讓人們看見我們裡面有耶穌的真理  (帖撒羅尼迦前書4:12) 我們的見證就更有份量。
  2. 感覺 -  基督教學院一群學生到歐洲旅行時向駕駛員做見證, 一位小女孩用眼淚祈求說 “若你不接受耶穌,你將下地獄,請求你信靠耶穌吧” ,這可能讓我們想到保羅激動的話語,這話語對亞基帕王產生了效果 (26:28) 。
  3. 原因 – 只要心裡尊主基督為聖,有人問你們心中盼望的緣由,就要常作準備,以溫柔敬畏的心回答各人 (彼得前書 3:15) 。

 神帶領你向誰做見證嗎?  請向神祈求幫助,上述第一個或第二個方法,或是全部3個方法,可能幫助那人打開心門,當你認識耶穌時,你同時也希望人們能向你一樣認識耶穌。

 (3) 願意運用在生活中

1         你是否以溫柔的態度為 神做見證呢?

2        神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 馬太福音28:19-20

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2009

ฟีลิปปี 2:12-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้ท่านทำ? (ข้อ 12-14)
  2. อะไร คือ ผลที่จะเกิดขึ้นจากการที่เรามีชีวิตตามประสงค์ดังกล่าวของพระเจ้านั้น? (ข้อ 15-16)

(ย2) ยอมภาวนา

ครั้งหนึ่งผมอ่านเรื่องของหญิงผู้หนึ่งที่โดดเดี่ยวอย่างมากในที่ทำงาน เนื่องจากเป็นคริสเตียนเพียงคนเดียว เธอมักถูกหัวเราะในเรื่องความเชื่อและถูกหาว่ามีความคิดที่คับแคบ เธอท้อใจอย่างมากจนในที่สุดเธอคิดจะลาออก แต่ก่อนจะทำเช่นนั้นเธอได้คุยกับศิษยาภิบาล เมื่อศิษยาภิบาลได้ฟังแล้วก็ถามว่า “ที่ไหนที่คนมักจุดไฟให้สว่าง” เธอตอบว่า “ในที่มืด”

แล้วเธอก็คิดขึ้นได้ในมันทีว่า แท้จริงแล้วที่ทำงานของเธอเป็น “ที่มืด” ซึ่งต้องการ “แสงสว่าง” อย่างมาก เธอจึงตัดสินใจอยู่ที่นั่นต่อและเป็นพยานอย่างเข้มแข็งขึ้นเพื่อพระคริสต์ ไม่นานหลังจากนั้นเพื่อร่วมงานของเธอถึง 13 คนได้รับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ในฐานะ “แสงสว่างของโลก” (ฟป.2:15) เราที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์มีสิทธิพิเศษที่จะส่องสว่างในที่มืด แม้เราจะไม่ได้เป็นของโลก แต่เราก็อยู่ในโลก อย่าปล่อยตัวคล้อยไปตามแรงกดดันของโลก แต่ให้เราเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงโลก

ถ้าคุณกำลังอยู่ในสภาพที่อึดอัด ในที่ที่ไม่รู้จักพระเจ้า ขอให้คุณระลึกถึงพระคำของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง” (มธ.5:16) อย่าลืมว่าที่มืดนั้นต้องการแสงสว่าง คุณนำผู้อื่นออกจากความมืดมิดแห่งบาปได้ โดยให้เขาเห็นแสงสว่างของคุณ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

黑暗中的光

腓立比書2:12-16

(1) 願意接受神的話語

 1        什麼是神定意要我們做的呢? (2:12-14)

2     什麼是我們跟隨 神的旨意後我們生命產生的結果呢?  (2:15-16)

(2) 願意禱告

有次我閱讀文章,關於一位女子在工作中感到極端孤獨,由於她是那裡唯一的基督徒,  人們總是嘲笑她的信心及思想狹窄,她相當灰心最後決心辭職,辭職前她與牧師談話, 當牧師聽完後問她說 “人們總是在哪裡點燈呢” ,他回答說 “在黑暗裡” 。

她立刻想起事實上她的工作地點就是 “黑暗裡”, 極需 “光” ,她就決心留下來且成為基督堅強的見證人, 過後不久 她的13位同事都接受耶穌成為拯救者。

作為 “世上的光” (2:15),我們信耶穌的人有特權在黑暗中發光,雖然我們不屬於這世界, 但我們仍活在世上,不要任憑自己活在世界的壓力之下, 讓我們成為改變世界的人。 

若你目前處於不愉快的環境裡,在不認識耶穌的環境裡,請你想到聖經耶穌說到 “你們的光也當這樣照在人前” (馬太福音5:16) ,請別忘記黑暗需要光明,你可以讓人們看見你的光,帶領人們走出黑暗中的罪惡。

(3) 願意運用在生活中

1         神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 馬太福音28:19-20

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2009

กิจการ 16:16-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลได้ทำซึ่งแม้แต่ทาสของวิญญาณชั่วก็รู้ถึงสิ่งที่เขาได้ทำ? (ข้อ 17)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลกับสิลาสต้องเผชิญแต่ก็ไม่ได้ทำเขาเลิกราที่จะทำ? (ข้อ 19-24)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณกำลังยุ่งอยู่กับการสำรวจถ้ำที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง คุณตรวจหาอุโมงค์และทางเดินอยู่หลายชั่วโมงและเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆสู่ความมืดที่ไม่คุ้นเคย คนที่อยู่นอกถ้ำรู้ว่าคุณต้องหลงทางแน่ๆ จึงส่งบางคนเข้ามาช่วย ทันใดนั้นเอง คุณก็ได้ยินคนเรียกชื่อของคุณ

คนที่เข้ามาทักทายคุณและกล่าวว่า “ตามผมมาสิครับ ผมรู้ทาง ถ้ำนี้ออกได้ทางเดียว” คุณค้านว่า “คุณพูดได้อย่างไรว่ามีทางออกเดียว มันต้องมีทางอื่นด้วยสิ” เขาตอบว่า “ผมสำรวจถ้ำนี้มาแล้วและคุณต้องมาตามทางที่ผมบอก มิฉะนั้นคุณจะไม่มีวันออกจากถ้ำนี้ได้” แล้วคุณตอบว่า “คุณใจแคบเกินไป ไปเถอะ ผมจะหาทางออกของผมเอง”

ดูเหมือนเป็นเรื่องโง่เขลา แต่บางคนก็ตอบสนองด้วยวิธีนี้เวลาที่คุณกล่าวว่า หนทางเดียวที่จะไปสวรรค์ได้คือโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ คุณอาจคาดหวังให้พวกเขาพูดว่า “โอ! ขอบคุณสำหรับข่าวดีนี้” แต่คุณอาจได้รับการตอบสนองอย่างนักสำรวจคนนี้คือ “ปล่อยผมไว้คนเดียว ผมไม่เชื่อหรอกว่ามีทางเดียว”

ผู้ที่ช่วยเหลือนั้นมีความรัก ความห่วงใย และยอมเสี่ยงเอาสวัสดิภาพของตนเข้าแลกเพื่อผู้อื่น อัครทูตเปาโลเป็นผู้ช่วยที่ถูกจับขังคุกเพราะพยายามที่จะเผยแพร่ข่าวประเสริฐ (กจ.16:23) ผู้คนจะไม่อ้าแขนรับความพยายามที่จะช่วยเหลือจากเราเสมอไป แต่อย่าให้สิ่งนั้นยับยั้งเราจากการสำแดงทางนั้นแก่พวกเขา จงเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ บรรดาผู้หลงหาย ต้องการใครบางคนที่จะบอกทางแก่พวกเขา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีใครบางคนที่คุณระลึกถึงและจะพยายามประกาศข่าวประเสริฐกับเขาอย่างไม่ลดละหรือไม่? ใคร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

拯救者

使徒行傳16:16-24

(1) 願意接受神的話語

1        保羅做了什麼事叫那被鬼附身的人都知道他所做的? (16:17)

2     保羅與西拉遭遇到什麼困境? 困難並沒有讓他停止一切 (16:19-24)

(2) 願意禱告

您正忙著探索一個叫您感興趣的洞穴,您花許多小時檢視隧道及走道,然後您一直向走道深處邁前,直到您所不熟悉的黑暗處, 洞穴外的人知道您一定迷路了,就派人進去幫助您,您立刻聽到有人呼叫您的名字。

進入洞穴叫您的名字的人 說 “跟隨我來,我認識路,這洞穴唯有一個出口“,您抗議說 “你怎知道只有一個出口呢? 一定還有其他出口的” ,他說 “我曾經探索過這洞穴,您一定要聽從我告訴您的, 不然您永遠無法走出這個洞穴”   您說 “你太自滿了,去吧!  我自己找路出去” 。

這看起來好像是個很愚蠢的故事。但有時我們明知上天堂唯一途徑是信耶穌,但我們回應的方法 卻是希望人們能說 “謝謝您的好消息” ,您可能也像這位探索者般回應說“請留下我一個人吧!  我不相信只有一個路徑”  。

拯救者具有愛心,慈愛,願意為他人犧牲自己的福利,使徒保羅是位拯救者,他被下在監裡,盡力傳神國的福音(16:23) 人們並非總是願意全心接納我們為了拯救他們的付出,請不要因此而氣餒,為了拯救他們請堅持始終做個拯救者,迷失者正需要有人來指引他們的道路。     

(3) 願意運用在生活中

1          有誰讓你感覺無論如何要盡力向他傳福音的呢? 是誰呢?

2          神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 馬太福音28:19-20

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2009

มัทธิว 1:18-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ข่าวดีที่มารีย์และโยเซฟได้รับรู้? (ข้อ 21)
  2. อิมมานูเอล มีความหมายว่าอย่างไร? (ข้อ 23)

(ย2) ยอมภาวนา

ดูเหมือนการบังเกิดของพระคริสต์จะมีความสำคัญต่อคริสตมาสน้อยลงๆทุกปี บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่งเขียนว่า “พระคริสต์ได้ถูกตัดออกจากคริสตมาสแล้ว ทุกวันนี้เทศกาลดังกล่าวเป็นแค่วาระที่จะแสดงความใจดี และให้แน่ใจว่าไม่มีใครโดเดี่ยว”

นี่เป็นโอกาสงามที่เราจะแบ่งปันข่าวดีว่า พระเยซูคือเหตุแห่งการเฉลิมฉลองของคริสตมาส มุมมอง 3 ประการนี้เป็นความหมายแท้ของ คริสตมาสที่เราจะแบ่งปันกับผู้อื่นได้ :

  • คริสตมาสเป็นการฉลองวันเกิดและให้เกียรติพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ และ “ทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (มธ..1:23)
  • พระเยซูเสด็จมาเพื่อเรา พระองค์เกิด มาเพื่อจะตายบนกางเขนเป็นการไถ่บาปเรา และทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่ออภัยบาปและให้ชีวิตนิรันดร์กับเรา (1 คร. 15:3-4)
  • เราเชื้อเชิญผู้คนให้ตอบสนองพระเยซูได้ด้วยการมีความเชื่อและรับความรอดจากพระองค์ (ยน.1:12 , 3:16)

เทศกาลนี้เป็นยิ่งกว่าวาระที่จะแสดงความใจดี คริสตมาสเกี่ยวข้องกับพระเยซูผู้เป็นต้นเหตุแท้ของคริสตมาส ดังนั้น จงฉวยโอกาสบอกผู้อื่นถึงเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของพระเยซู พระบุตรของพระเจ้า และอธิษฐานที่ในปีนี้ผู้คนมากมายจะแสวงหาและพบพระองค์เช่นเดียวกับโหราจารย์ 3 คน ที่รอนแรมไปเพื่อจะนมัสการพระผู้ช่วยให้รอดแห่งพระสัญญา (มธ.2:1-2)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ข่าวดีที่คุณได้รับจากพระคำในวันนี้? คุณจะแบ่งปันสิ่งนี้ให้แก่ใคร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 28:19-20

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

聖誕節的真意

馬太福音1:18-25

(1) 願意接受神的話語

1        什麼是馬利亞及約瑟知道的事呢? (1:21)

2     以馬內利翻譯出來是什麼意思呢(1:23)

(2) 願意禱告

看起來好像耶穌誕生對聖誕節的意義每一年愈來愈減少了,英國報紙有位作家寫道,”耶穌自聖誕節中被刪除了,前這個節日只剩下狂歡慶祝,不叫人們落單而已”。

這是我們分享福音的好時機 耶穌是聖誕慶祝的重點  以下3個角度是我們與人分享聖誕的真意。

  • 聖誕節是慶祝耶穌的誕生,且榮耀耶穌是神的獨生愛子降生在人世, 成為與我們相同的人類,他與我們同在 (1:23);
  • 耶穌為了我們而降世,他為了救贖我們的罪而死在十字架上,他復活為了赦免我們的過犯,賜給我們永生 (歌林多前書15:3-4);
  • 我們邀請他人回應接受耶穌,因著信心及耶穌的救恩 (約翰福音1:12 , 3:16) 。

這個節日不僅僅是歡樂的節期,聖誕節跟耶穌有密切的關連,耶穌是聖誕節的主要因素,請抓住這時機告訴他人關於神的獨生子耶穌的奇蹟,並禱告今年將有更多人渴慕耶穌基督並遇見祂,如同那三位占星家 (博士),積極想敬拜神所應許的救恩者 (馬太福音2:1-2) 。      

(3) 願意運用在生活中

1        什麼是你今天從聖經章節中所得到的好消息呢? 你要與誰分享呢?

2        神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 馬太福音28:19-20

所以你們要去 、使萬民作我的門徒、奉父子聖靈的名、給他們施洗。凡我所吩咐你們的、都教訓他們遵守我就常與你們同在、直到世界的末了。 

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2009

โรม 5:12-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ความตายได้แผ่เข้ามาในโลกเพราะอะไร? (ข้อ 12)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เดียวที่ทำให้เรารอดพ้นบาปและพ้นจากผลแห่งบาปซึ่งคือความตายได้? (ข้อ 15-21)

(ย2) ยอมภาวนา

เด็กหญิงอัฟริกัน มอบของขวัญคริสตมาสเป็นเปลือกหอยแสนสวยให้ครูของเธอ ครูถามเธอว่า “หนูได้มาจากไหนคะ?” เด็กน้อยตอบเธอว่า เปลือกหอยแบบนี้หาได้จากชายหาดบางแห่งที่อยู่ไกลออกไปเท่านั้น

ผู้เป็นครูซาบซึ้งใจมากเพราะเธอรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้ได้เดินเท้าไกลหลายไมล์เพื่อไปหาเปลือกหอยมาให้ ครูบอกว่า “หนูไม่น่าต้องเดินทางไกลขนาดนี้เพียงเพื่อหาของขวัญให้ครูเลยนะ” เด็กหญิงยิ้มแล้วตอบว่า “การเดินทางไกลเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญด้วยค่ะ”

เด็กหญิงคนนี้ฉลาดเกินอายุ เธออาจจะไม่รู้ว่าเธอกำลังแสดงออกถึงความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงประทานชีวิตนิรันดร์เป็นของขวัญอันแสนอัศจรรย์ให้ทุกคนที่เชื่อพระองค์ (รม.6:23) คือทรัพย์สมบัติที่ประกอบด้วยการอภัยบาปทั้งสิ้นแก่เราและความรักอันไม่สิ้นสุดของพระองค์ (รม 8:28-39)

ของขวัญของพระคริสต์ก็เริ่มต้นด้วยการเดินทางเช่นกัน พระองค์จากแผ่นดินสวรรค์ที่งดงามลงมาสู่โลกของเราที่เต็มไปด้วยความบาป พระองค์ทรงรับสภาพมนุษย์ (ยน.1:14) และเดินทางไกลไปสู่ไม้กางเขน พระองค์ทรงแบกรับความบาปของเรา และทรงจ่ายค่าชดใช้บาปที่ไม้กางเขนนั้น และเพียงเมื่อเราได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ เราคงทูลพระองค์ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณว่า “พระเยซูเจ้าข้า พระองค์กระทำเพื่อข้าพระองค์มากเหลือเกิน พระองค์ไม่น่าต้องกระทำเช่นนั้นเลย” เราก็สามารถเห็นภาพพระองค์มองเราด้วยพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความรักและตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “การเดินทางไกลเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญจากเรา” พระเยซูมอบพระองค์เองให้เรา เพื่อที่เราจะได้รับความรอด

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูได้ทำเพื่อคุณ? และคุณจะทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

禮物的一部分

羅馬書5:12-21

(1) 願意接受神的話語

1        死是如何臨到世界的呢? (5:12)

2     什麼恩典讓我們可以脫離罪與罪的鞭痕就是死亡呢? (5:15-21)

(2) 願意禱告

一個非洲小女孩將美麗的貝殼獻給她的老師作為聖誕禮物,老師問她說 “妳從哪得到這禮物呢?” 小女孩回答說 “這種貝殼在某在海灘過去有點遠的地方可以找到的”,老師聽了相當感動,因為他知道小女孩赤腳走遙遠的距離去檢貝殼,”你不必走這麼遠的路只為了找禮物給老師” ,小女孩微笑回答說 “長途跋涉只是禮物的一部分罷了” 。

這小女孩聰明才智超出她的年紀,她可能不知道她表現出耶穌的真實,耶穌將永生當成罪神奇的禮物給予每位信的人 (6:23),那就是赦免我們的過犯及無限的慈愛憐憫 (8:28-39) 。

耶穌的禮物也是從長途跋涉開始的,耶穌從榮耀的天堂,道成肉身降在充滿罪惡人間  (約翰福音1:14),長途跋涉走向十字架,祂背負我們的罪惡,在十字架上為我們的罪付代價,當我們思及耶穌為我們所做的,我們可能會說 “親愛的耶穌! 您為我付出太多了,您不需這樣做的”,我們可以想像耶穌正以慈愛的雙眼注視著我們,溫柔的說 “長途跋涉只是我禮物的一部分罷了” ,耶穌將祂自己交給我們,為了成全我們的救恩。   

 (3) 願意運用在生活中

1          什麼是耶穌為你所做的呢? 你要為他人做些什麼呢?

2          神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2009

โรม 6:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เราได้รับจากการตายของพระเยซูคริสต์? (ข้อ 1-10)
  2. อะไร คือ ลักษณะชีวิตใหม่ที่เราควรจะดำเนินเหตุเพราะสิ่งที่พระเยซูได้ทำเพื่อเรา? (ข้อ 11-14)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่กี่วันก่อนที่จะถึงวันคริสตมาส ลูกสาววัยสามขวบของศิษยาภิบาลเจฟฟ์ คาลเลนเดอร์ เอาแต่จดจ่ออยู่กับความตื่นเต้นในของขวัญและการให้ ศิษยาภิบาลคาลเลนเดอร์บันทึกว่า “เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังหยิบของขวัญแต่ละชิ้นขึ้นมาพิเคราะห์ เขย่า และเดาสิ่งที่อยู่ข้างในนั้น เธอก็เกิดความคิดบางอย่าง เธอหยิบโบว์สีแดงขนาดใหญ่ซึ่งตกลงมาจากของขวัญชิ้นหนึ่งขึ้นมา และเอามันมาติดไว้ที่ศีรษะของเธอ เธอมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่เป็นประกายและยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ดูหนูสิคะพ่อ หนูเป็นของขวัญชิ้นหนึ่ง”

บุตรของพระเจ้าทุกคนควรจะกล่าวกับพระบิดาผู้อยู่ในสวรรค์เช่นนั้นด้วย เมื่อพิจารณาจากทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา เราจะต้องมอบตัวของเรารวมทั้งร่างกายของเราให้กับพระองค์เปล่าๆ การทำเช่นนั้นเป็นการ “ทำลายการของฝ่ายกาย” (รม.8:13) นอกจากนั้น เราจะต้องถวายตัวของเราแด่พระองค์เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต (รม.12:1) ผู้ที่ยอมจำนนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดอย่างแท้จริงสามารถพูดพร้อมกับอาจารย์เปาโลได้ว่า “พระคริสต์จะได้ทรงรับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้าเสมอแม้จะโดยชีวิตหรือโดยความตาย” (ฟป.1:10)

คริสตมาสเป็นเวลาที่เราจะระลึกถึงของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษยชาติ นั่นก็คือพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ขณะที่เราพิจารณาถึงความรักที่นำมาซึ่งการให้ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ขอให้เราตอบสนองด้วยการมอบชีวิตแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์ ให้เราพูดอย่างเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นที่ว่า “พระบิดาขอทรงทอดพระเนตรข้าพระองค์สิ พระบิดา ข้าพระองค์เป็นของขวัญชิ้นหนึ่ง” หากคุณต้องการจะให้ชีวิตของคุณบังเกิดผล จงถวายชีวิตของคุณแด่พระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณดำเนินชีวิตสำแดงถึงชีวิตใหม่ที่คุณได้รับจากพระเยซูแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

我是一件禮物

羅馬書6:1-14

(1) 願意接受神的話語

1        什麼是我們從耶穌的死所獲得的呢? (6:1-10)

2     哪種重生的特徵是我們的生命應有因為耶穌為我們做了一切? (6:11-14) 

(2) 願意禱告

聖誕節前幾天,傑夫牧師三歲小女兒對聖誕禮物相當的興奮,牧師寫道,一天早晨當她將每一個禮物拿起來推敲,搖晃,然後猜測裡面到底是什麼,他突然有個念頭,她檢起一個落在地上的紅色大蝴蝶結,然後將它粘在自己的頭上,她閃爍眼睛朝我看著微笑 說  “爸爸 看這個!  我是一件禮物”。

神的每一位兒女都應該這樣跟天父說的 當我們觀察每一件 神為我們所做的事 我們應該白白的將自己與身體獻上 “治死身體的惡行” (8:13) 除此外 我們當將身體獻上當作活祭 (12:1)  無論是生是死總叫基督再我身上照常顯大 (腓立比1:10) 。

聖誕節是人類追思 神所賜給我們最大的禮物的時光 這禮物就是耶穌基督 神的獨生愛子 當我們推敲這件巨大的禮物時 因著 神的榮耀 讓我們用我們的生命來回應 神 讓我們向這個小女孩般說 “天父請看顧祢的女兒 我是祢的一件禮物 “   倘若妳盼望讓你的生命結果子 請將你的生命獻給祂  

(3) 願意運用在生活中

1        妳的生命是否正彰顯出你從耶穌獲得重生呢? 如何呢?

2        神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2009

ฟีลิปปี 2:5-8

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าต้องการให้เรามีใจแบบใด? (ข้อ 5)
  2. อะไร คือ แบบอย่างชีวิตที่พระเยซูได้ทำอันมีความหมายและส่งผลอย่างยิ่งใหญ่แก่เรา? (ข้อ 6-8)

(ย2) ยอมภาวนา

โซเร็น เคิร์คเคการ์ด (1813-1855) นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก ได้เริ่มต้นนิทานเปรียบเทียบของเขาเช่นนี้ “มีพระราชาองค์หนึ่งเกิดไปหลงรักหญิงสาวผู้ต่ำต้อย” พระองค์จะประกาศถึงความรักที่พระองค์มีต่อเธออย่างไร? เธออาจจะสนองตอบเพราะความกลัวหรือถูกบังคับ แต่พระราชาต้องการให้เธอรักตัวของพระองค์

พระราชาเชื่อว่า หากปรากฏพระองค์ในฐานะกษัตริย์ก็จะลิดรอนเสรีภาพของหญิงที่รัก จึงตัดสินใจลดพระองค์มาอยู่ในสภาพสามัญชนทรงก้าวลงจากบัลลังก์ ถอดเครื่องทรงกษัตริย์ออกและสวมเสื้อผ้าปอนๆแทน พระองค์ไม่ได้ปลอมตัว แต่ได้กลายเป็นคนใหม่ ทรงใช้ชีวิตเยี่ยงทาสเพื่อจะชนะใจหญิงสาว

เดิมพันนั้นสูงลิ่ว เธออาจจะรักตอบ หรือปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยพร้อมกับขับไล่พระองค์ไป และพระองค์จะไม่มีวันได้ความรักจากเธอชั่วนิจนิรันดร์ แต่นั่นเป็นภาพทางเลือกของพระเจ้าที่ให้กับมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นิทานเรื่องนี้ต้องการจะบอก

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถ่อมลงเพื่อจะได้ความรักจากเรา “พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:5-7) นี่คือเรื่องราวของคริสตมาส พระเจ้าในรางหญ้า สภาพซึ่งผู้ที่พบเจอไม่ต้องหวาดกลัว

คำถามก็คือ เราจะรักพระองค์ไหม หรือจะปฏิเสธและขับไล่พระองค์ไป พระเจ้าเสด็จมาอยู่ท่ามกลางเรา เพื่อเราจะให้พระองค์เข้ามาอยู่ภายในบ้านของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. สิ่งที่พระเยซูทำมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

聖誕節的來源

腓立比書2:5-8

(1) 願意接受神的話語

1    聖經要求我們以什麼為心呢? (2:5)

2    耶穌為我們生命做了那種既偉大又有果效的榜樣呢? (2:6-8)

(2) 願意禱告

丹麥哲學家蘇蓮克凱卡(1813-1855)在他的比較文學小說中,這樣寫道 “有位國王不小心愛上一位地位卑微的少女”,國王將如何表達他對女子的愛呢? 她可能因害怕或是被逼迫而回應國王的愛,但是國王需要她真正的愛情。

國王相信倘若顯示真正的身份將會剝奪了他所愛女子的自由,他決定從王位下來成為一個普通百姓,脫下國王的衣服穿上破舊的衣服,他沒有偽裝只是成了新人,他生活卑躬屈膝就為了贏得少女的心,這個冒險代價真高阿。她可能會愛上國王,或是不在乎國王且將他趕走,國王將一生無法得到她的愛情,這就是神對人類的選擇,也是這個小說所要表達的。   

上帝降卑為了要獲得我們的愛,“耶穌有 神的形像,沒有考慮要與 神平等,祂甘願犧牲成為奴僕的形像”(2:5-7),這就是聖誕節的來源,耶穌在馬槽的形像,誰看見都不會害怕,問題是 我們仍會愛耶穌嗎? 還是拒絕且將祂趕走,耶穌降世在我們中間,為了讓我們迎接耶穌到我們的家中。   

(3) 願意運用在生活中

1    耶穌所作所為對你的生命有何意義呢?

2    神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2009

ยอห์น 16:16-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูทรงกล่าวไว้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า? (ข้อ 16-19)
  2. เพราะเหตุใดพระคำจึงให้ความมั่นใจแก่เราว่าเราจะสามารถชื่นชมยินดีในความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นได้? (ข้อ 20-22)

(ย2) ยอมภาวนา

คริสเตียนซึ่งท้อแท้ใจคนหนึ่งกล่าวกับฉันในคริสตมาสหนึ่งว่า “การเสด็จมายังโลกของพระคริสต์นั้นไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของผมมากนั้น ผมยังต้องเผชิญกับความทุกข์มากมายอยู่ดี” นั่นทำให้ฉันคิดถึงความแตกต่างซึ่งเกิดจากชีวิตของพระเยซู เป็นความจริงที่ฉันสรุปได้ 4 ประการดังนี้

1.พระเยซูไม่ได้ยังคงอยู่ในสภาพของทารก ทรงเจริญวัยขึ้นและ วิญญาณจิตก็มีกำลังทวีขึ้น (ลก.1:80) และทรงทำพันธกิจแห่งการสั่งสอนและการรักษาโรคได้อย่างเกิดผล (มธ.9:35)

2.พระองค์ผู้ทรงถูกตรึงบนกางเขนไม่ได้อยู่ในอุโมงค์แล้ว ทรงฟื้นขึ้นมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ยังทรงพระชนม์อยู่ของเรา (มธ.28:1-7, วว.1:18)

3.พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์นั้นไม่ได้อยู่ในโลกนี้ พระองค์เสด็จสู่สวรรค์เพื่อเตรียมที่ไว้สำหรับเรา และทรงประทานพระทานวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาประทับอยู่ในเรา (ยน.14:2, 25-26, กจ.1:9)

4.องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เสด็จสู่สวรรค์จะไม่ประทับอยู่ในสวรรค์ตลอดไป พระองค์จะกลับมารับเราไปอยู่ร่วมกับพระองค์ในสวรรค์ในสวรรค์ซึ่งเป็นบ้านของเรา (ยน.14:3)

การประสูติของพระคริสต์นั้นทำให้เกิดความแตกต่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะมีชีวิตที่ปราศจากปัญหา พระเยซูตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” และทรงตรัสต่อไปว่า “แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) เรามีชัยเหนือปัญหาต่างๆได้ เพราะพระคริสต์และฤทธิ์อำนาจของพระองค์อยู่ภายในเรา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราสามารถชื่นใจได้

แทนที่จะเป็นทุกข์กับความทุกข์ยากที่เข้ามา เราเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากนั้นได้อย่างมั่นใจ เพราะพระคริสต์ทรงกระทำให้เกิดความแตกต่าง เราจะไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งใดๆหากว่าเราพึ่งพาพระคริสต์ในทุกสิ่ง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ความหวังใจที่คุณได้รับจากพระคำในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

聖誕節的耶穌基督

約翰福書16:16-22

(1) 願意接受神的話語

1    什麼是耶穌提到將要發生的事呢? (16:16-19)

2    什麼原因讓我們可以在憂傷時仍舊懷有信心呢? (16:20-22)

(2) 願意禱告

有次聖誕節一位灰心的基督徒告訴我, “耶穌降生在人世對我的生命根本產生不了任何差別,我仍舊需要面臨不止息的困苦” 這事讓我結論出從耶穌生命中產生的4種效益 。

  1. 耶穌走遍各城各鄉,在會堂裡教訓人,宣講天國的福音,又醫治各樣的病症 (馬太福音9:35) 。
  2. 被釘十字架的耶穌不在墳墓裡,照他所說的已經復活了,成為與我們同在救贖主。(馬太福音28:1-7, 啟示錄1:18)
  3. 救贖主復活不是在人間,我往我父家中去原是為你們豫備地方去,且賜下聖靈與你們同在 。(約翰福書14:2, 25-26, 使徒行傳1:9)
  4. 我若去為你們豫備地方,就必再來接你們到我那裡去,我在那裡,叫你們也在那裡。 (約翰福書14:3)

耶穌的降生造成了差異,但那並不表示我們不會遇見困難,耶穌說 “但你們可以放心,我已經戰勝了世界” 。(約翰福音16:33) 我們將在一切困難中得勝,因為耶穌及祂的權柄都在我們裡面,那是我們可以放心的原因。

原本該為了苦難環境而憂傷,但我們卻可以滿懷信心面對苦難,因為耶穌基督已經讓一切產生差異了, 倘若我們凡事依靠耶穌基督,我們將不再於萬事中失敗。

(3) 願意運用在生活中

1    今天的聖經給你什麼信心呢?

2    神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2009

ลูกา 2:8-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ข่าวดีที่ทูตสวรรค์มาบอกบรรดาผู้เลี้ยงแกะ? (ข้อ 8-14)
  2. ทูตสวรรค์ตอบสนองต่อข่าวดีนั้นอย่างไร? (ข้อ 15-16)
  3. อะไร คือ สิ่งที่เขาทำหลังจากที่เขาได้พบพระกุมาร? (ข้อ 17-20)

(ย2) ยอมภาวนา

สตรี 2 คน ต่างสวมชุดที่ดีที่สุดของตน กำลังทานมื้อกลางวันด้วยกันในร้านอาหารที่เลิศหรู เพื่อนคนหนึ่งมองเห็นทั้งสองเข้าจึงเดินเข้าไปทักทายที่โต๊ะและถามว่า “นี่เป็นโอกาสพิเศษอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” คนหนึ่งในนั้นตอบว่า “เรากำลังฉลองวันเกิดลูกฉันจ๊ะ เขาอายุครบ 2 ขวบในวันนี้” “แล้วลูกของเธออยู่ที่ไหนล่ะจ๊ะ” เพื่อนของเธอถาม แม่ของเด็กตอบว่า “อ๋อ ฉันฝากไว้ที่บ้านแม่ฉันจนกว่าจะเลี้ยงกันเสร็จน่ะจ๊ะ มันคงจะไม่สนุกแน่ถ้าพาเขามาด้วย”

ช่างน่าขันสิ้นดี การฉลองวันเกิดสำหรับลูกซึ่งไม่ได้รับการต้อนรับในงานวันเกิดของตนเองอย่างนั้นหรือ? แต่เมื่อคุณลองคิดถึงเรื่องนี้ดู จะพบว่าเรื่องนี้ไม่ได้โง่เขลาไปกว่าการเฉลิมฉลองวันคริสตมาสด้วยการรื่นเริงต่างๆ โดยไม่ได้ระลึกถึงการประสูติของพระคริสต์ที่เราควรถวายเกียรติ

และนั่นเป็นวิธีที่หลายคนฉลองคริสตมาส ท่ามกลางความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นการไปงานเลี้ยง การซื้อของขวัญ และการชุมนุมของครอบครัว พวกเขาเกือบลืมนึกถึงพระองค์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของวันประสูติที่กำลังฉลองกันอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่คุณกำลังเข้าสู่เทศกาลคริสตมาส ขอให้คุณแน่ใจว่าในช่วงเวลาดีๆ ที่คุณได้อยู่กับครอบครัวและเพื่อนๆนั้น คุณไม่ได้ทิ้งพระเยซูไว้ข้างนอก จงถวายเกียรติซึ่งสมควรแด่พระองค์ อันตรายของการรักษาวันคริสตมาสไว้ แต่สูญเสียพระคริสต์อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำ ในวันคริสตมาสนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

兒子在那裡 ?

路加福音2:8-20

(1) 願意接受神的話語

1    天使告訴牧羊人什麼好消息呢? (2:8-14)

2    眾天使如何回應這好消息呢? (2:15-16)

3    牧羊人遇見聖嬰後他們做了什麼事呢? (2:17-20)

(2) 願意禱告

二位婦女各自穿上她們最好的衣服,正在昂貴的餐廳’享用午餐, 一位他們的友人看見就走過去打招呼問說, “這是什麼特別節日嗎? ” ,其中一位回覆說 “我們正在為我兒子慶生,他今天兩歲了”  “那你的兒子在那裡呢?”  她的友人問 孩子的母親回答說 “我將他寄養在我媽媽家,直到長大成人,倘若將他帶來一定不好玩的” 。

真是好笑透頂,為孩子慶生卻讓孩子缺席嗎? 當你仔細思考這事, 將發現比起慶祝聖誕節而不歸榮耀給耶穌基督的降生,這事一點也不愚蠢的。

這也是許多人慶祝聖誕節的法子,在一片混亂中,不管是去參加餐宴,購買禮物,家族團聚,人們幾乎都忘記耶穌基督,才是我們正在大肆慶祝的主人翁。 

當你正進入聖誕慶祝中,你與家人好友團聚時,請確認你沒有將耶穌棄在外頭,請歸榮耀給耶穌基督,我們很可能每年持續慶祝聖誕節,卻丟失了耶穌基督。 

(3) 願意運用在生活中

1    你在聖誕節將做何事呢?

2    神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2009

ลูกา 1:46-55

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สาระสำคัญอันเป็นเหตุให้มารีย์ร้องสรรเสริญพระเจ้า? (ข้อ 46-47)
  2. องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่มารีย์ร้องสรรเสริญนั้น จะทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 48-55)

(ย2) ยอมภาวนา

ฉันได้อ่านเรื่องราวของสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งฉันล้มเหลวในธุรกิจ ทั้งสองมีเงินอยู่เพียงเล็กน้อยสำหรับใช้จ่ายในช่วงคริสตมาส และหลังปีใหม่พวกเขายังต้องย้ายบ้าน แต่ทั้งสองก็ไม่ต้องการให้ความสุขแห่งวัน คริสตมาสถูกทำลายไปกับเหตุผลเหล่านี้ พวกเขาจึงจัดงานปาร์ตี้ขึ้น ซึ่งเมื่อแขกมาถึงก็พบต้นคริสตมาสที่มีสายไฟเพียงเส้นเดียวพันอยู่ พร้อมกับกระดาษชิ้นเล็กๆ ม้วนติดไว้ด้วยริบบิ้นอยู่ตามกิ่งไม้

“ขอต้อนรับสู่ ‘ต้นคริสตมาสแห่งพระพร’” เขากล่าวด้วยแววตาที่เป็นสุข “แม้เราจะอยู่ในยามยาก แต่พระเจ้าก็ทรงอวยพรเรามากมายเหลือเกิน เราจึงคิดจะถวายต้นคริสตมาสให้กับพระองค์ และกระดาษแต่ละชิ้นก็บรรยายถึงพระพรที่ประทานห้กับเราในปีนี้”

ทั้งสองยังเผชิญกับการทดลองอีกมากนับจากนั้น แต่พวกเขาก็ยังเลือกจะจดจ่อที่พระเจ้าและมักพูดอยู่บ่อยๆว่า คริสตมาสที่มี “ต้นคริสตมาสแห่งพระพร” เป็นเวลาซึ่งงดงามที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะพวกเขาได้เป็นพยานเช่นเดียวกับนางมารีย์ว่า “วิญญาณของข้าพเจ้าก็เกิดความยินดีในพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้าเพราะ…ผู้ทรงฤทธิ์ได้ทรงกระทำการใหญ่กับข้าพเจ้า” (ลก.1:47-49)

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด ก็ใช่ว่ามันจะทำลายความสุขในวันคริสตมาสลงได้ เพราะไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำลายพระคริสต์ได้ เช่นเดียวกับสามีภรรยาคู่นี้ จงจดจ่ออยู่ที่พระเยซูและหาทางแบ่งปันพระพรกับผู้อื่น โดยอาจผ่านทาง “ต้นคริสตมาสแห่งพระพร” ของคุณเอง เพื่อที่จะทำให้คริสตมาสมีความหมาย จงให้พระคริสต์เป็นที่หนึ่ง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ พระพรที่คุณได้รับจากคริสตมาสนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

聖誕樹的祝福

路加福音1:46-55

(1) 願意接受神的話語

1    什麼原因讓馬利亞說我心尊主為大呢? (1:46-47)

2    馬利亞呼喊的救贖主將作何事呢? (1:48-55)  

(2) 願意禱告

我閱讀一篇文章,有對夫妻生意失敗,只剩一點錢足夠過聖誕節以及過年後搬家使用,但他們不想讓聖誕節的歡愉因這原因被摧毀,他們舉行了一個派對,當客人前來時發現聖誕樹上只掛著一條電線,還有一點點小紙條與彩帶捲在一起掛在樹枝上。

“歡迎光臨聖誕樹的祝福” ,他眼中閃爍著幸福,說著 “雖然我們處於困苦中,但耶穌仍是大大的祝福我們,我們就想要將聖誕樹獻給耶穌,每一片紙條都表達今年 神賜給我們的祝福” 。

從那以後這對夫妻仍遭遇許多試鍊,他們選擇專注於 神且總是說 聖誕節有著 ”祝福的聖誕樹” 真是一次最美好的時光,因為他們與馬利亞一樣的說 “我靈以 神我的救主為樂…那有權柄的為我成就了大事他的名為聖 ” (1:47-49) 。

無論是何種困難都不能挪去聖誕節的快樂,因為沒有任何事物可以損毀耶穌,如同這對夫妻般,請專注於 神並尋找機會與他人分享妳的 ”祝福的聖誕樹” ,使得聖誕節深具意義,請讓耶穌成為第一位。     

(3) 願意運用在生活中

1    你在今年聖誕節得到什麼祝福呢?

2    神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2009

2 โครินธ์ 9:6-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้เรากระทำ? (ข้อ 6-7)
  2. อะไร คือ ผลดีที่จะเกิดแก่ผู้ที่ทำสิ่งดังกล่าวข้างต้น? (ข้อ 8-14)
  3. เราควรรักที่จะให้เพราะเหตุใด? (ข้อ 15)

(ย2) ยอมภาวนา

ประวัติศาสตร์มักถูกบรรยายออกมาตามลำดับของความสูญเสีย แต่หนังสือชื่อ “จุดสำคัญของประวัติศาสตร์” (Hinges Of History) ของโธมัส คาฮิล ซึ่งมีด้วยกัน 7 เล่มนั้น พยายามที่จะ “นำเรื่องราวของโลกตะวันตกมาเล่าใหม่ในแบบเรื่องราวของผู้มอบของขวัญที่ยิ่งใหญ่” โดยในเล่มที่ 3 นั้น เป็นเรื่องของเยซูชาวนาซาเร็ธ ซึ่งคาฮิลเรียกว่า “บุคคลซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมตะวันตก” พระเยซูทรงทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นในโลกไหม? บทสรุปของคาฮิลก็คือ เสียง “ใช่” อันกึกก้อง

ช่วงเทศกาลคริสตมาส เราพยายามให้ของขวัญซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นในชีวิตของบางคน แต่บ่อยครั้งที่ของขวัญที่เรามอบให้นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะอะไร? บางทีอาจเป็นเพราะเรายังไม่ได้เรียนรู้ถึงศิลปะของการให้จากพระบิดาในสวรรค์

ในยอห์น 3:16 เราอ่านพบว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์..” พระวจนะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยฤทธานุภาพตอนนี้บอกให้เราทราบว่า เพราะความรักพระเจ้าจึงทรงประทานพระองค์เองให้กับเรา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะร้องตะโกนว่า “จงขอบพระคุณพระเจ้าเพราะของประทานซึ่งพระองค์ทรงประทานนั้นที่เหลือจะพรรณนาได้” (2 คร. 9:15)

ไม่ว่าเราจะให้ภาพที่วาดเอง หรืออาหารที่เราทำเอง หัวใจสำคัญก็คือเราได้ให้ตัวเราไปพร้อมๆกันด้วย สิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต กำลังใจและความหวังก็คือ วิญญาณแห่งความรัก

คริสตมาสปีนี้ หากเราเริ่มต้นที่ความรักและมอบตัวเราเองให้กับผู้อื่น เราจะได้เห็นความแตกต่างเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา ของขวัญที่ดีที่สุดนั้น ผูกด้วยริบบิ้นจากดวงใจ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 2:14

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

造成差異

哥林多後書9:6-15

(1) 願意接受神的話語

1    什麼是神的旨意要我們作的呢? (9:6-7)

2    什麼是作這事的人將獲得的果子呢? (9:8-14)

3    什麼原因讓我們應該喜愛施捨呢? (9:15)

(2) 願意禱告

歷史總是隨著前後次序而消失然後被闡述著,“歷史的重點”作者托馬士喀西,著作全套共7本,他嘗試著將 “最大禮物的給予者 – 以西方的故事方式重新編寫” 在第三本冊裡提到拿撒勒人耶穌,喀西稱為他是 “西方文化的中心” 耶穌造成世界的差異嗎? 喀西最後的結論是極大聲 “對的” 。

聖誕節期我們嘗試給人們禮物,因而造成某些人生命不同樣了,有時我們給予的禮物還不足夠,為何呢?  可能是我們還沒有從天父那裡學習到給予的藝術。 

我們閱讀約翰福音3:16發現,“神愛世人,甚至將他的獨生子賜給他們..”。神的話語很樸實卻充滿能力,這句話讓我們了解到,神因著愛將祂自己賜給我們,所以倘若我們高呼 “感謝神,因他有說不盡的恩賜 ” (9:15) 真的一點也不為過。

無論我們是送自己畫的畫像,還是自己煮的菜,重點是我們是否將自己的愛心一同送出去。  

今年聖誕節倘若我們以愛心將自己送給人們,我們將會看到他們生命改變的差異,最好的禮物是將整顆心用彩帶繫上的。     

(3) 願意運用在生活中

1    神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 路加福音2:14

在至高之處榮耀歸與 神 、在地上平安歸與他所喜悅的人。 

ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า 愛惜光陰

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2009

โคโลสี 4:1-6

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าแนะนำให้เราประพฤติตาม? (ข้อ 1-6)
  2. อะไร คือ เหตุผลที่เราควรประพฤติในสิ่งเหล่านั้น? (ข้อ 1-6)

(ย2) ยอมภาวนา

หากเรามีชีวิตอยู่ถึง 65 ปี เราก็มีเวลาประมาณ 600,000 ชั่วโมงที่จะมีชีวิตอยู่ สมมุติว่าเรามีอายุ 18 ปี ขณะที่จบการศึกษาในระดับมัธยม เรายังมีเวลาอีก 47 ปี หรือเกือบ 412,000 ชั่วโมงที่จะมีชีวิตอยู่หลังจากที่จบการศึกษาแล้ว

หากเราใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงในการนอน 8 ชั่วโมงในการทำธุระส่วนตัว เข้าสังคม และพักผ่อนหย่อนใจ และ 8 ชั่วโมงในการทำงาน เราก็จะใช้เวลาในการทำสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนถึง 137,333 ชั่วโมงต่อการทำสิ่งๆหนึ่ง เมื่อเราคิดถึงเวลาเป็นชั่วโมงที่เราต้องทำงานและเล่นดูเหมือนว่าเวลาเหล่านั้นจะมีไม่มากนัก และหากเรามองดูเวลาเหล่านั้นจากมุมมองของนิรันดร์ เราก็จะยิ่งเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่หายไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องใช้เวลาขณะที่เราตื่นอยู่อย่างชาญฉลาด

ชั่วโมงและปีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดังนั้นไม่ว่าเราจะนับมันหรือไม่ จงแน่ใจว่า เราได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่าเพื่อพระคริสต์  และอย่าเพียงแต่ใช้เวลา แต่จงลงทุนกับเวลาด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. การประพฤติของคุณในทุกวันนี้เป็นไปตามพระคำของพระเจ้าหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

愛惜光陰

哥羅西書4:1-6

 (1) 願意接受神的話語

1        什麼是聖經建議我們遵照去行的呢? (4:1-6)

2     那些是我們的行為應該照著去做呢? (4:1-6)

(2) 願意禱告

倘若我們可以活到65歲,我們將擁有60萬小時,假設我們目前18歲高中畢業,我們就還有47年的歲月,就是說高中畢業後尚擁有41.2萬小時的生命。

倘若我們每天睡眠8小時,屬於個人休閒交際與私務時間8小時,工作8小時,這樣不管我們做上述那一項都將花費137,333 小時,如果我們著眼於工作一小時,遊玩一小時可能看起來算不了什麼,但當我們從永生的角度來計算就發現時間轉眼間不斷流逝,我們更需要好好把握目前所擁有的光陰。     

時光在時分秒中不斷消逝,不管我們是否計算它,請千萬記住,我們必須為耶穌基督而好好愛惜光陰,不只是要利用時間,還要好好的投資時間。

 (3) 願意運用在生活中

1          你每日的生活行為是否遵照神的話去做呢? 如何呢?

2          神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 馬太福音 16:26

人若賺得全世界、賠上自己的生命、有什麼益處呢、人還能拿什麼換生命呢。 

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2009

ฟิลิปปี 3:4-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุผลที่อาจารย์เปาโลสามารถวางใจในตนเองได้ดีกว่าคนอื่น? (ข้อ 4-6)
  2. อะไน คือ เหตุผลที่อาจารย์เปาโลกลับเลือกที่จะไม่ยึดติดกับตนเองแต่กลับวางใจในพระเจ้า? (ข้อ 7-11)

(ย2) ยอมภาวนา

การเดินทางเพื่อข้ามมหาสมุทรของมิสเตอร์โจนส์นั้นยากลำบากมาก เพราะเขาเกิดอาการเมาเรืออย่างหนัก ในช่วงที่เขาอาการหนักมากนั้น พนักงานต้อนรับบนเรือตบไหล่มิสเตอร์โจนส์เบาๆแล้วพูดว่า “ผมทราบครับว่าท่านรู้สึกแย่มาก แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครเสียชีวิตเพราะเมาเรือนะครับ” มิสเตอร์โจนส์เงยหน้าซีดเผือด ขึ้นมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของพนักงานและตอบว่า “โธ่ อย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยความหวังอันสุดแสนวิเศษในความตายนะ”

คำพูดของมิเตอร์โจนส์มีความหมายมากกว่าคำพูดที่ประชดประชัน ในฐานะคริสเตียน เราอาจเคยได้ยินเสียงสะท้อนจากคำพูดของเปาโลที่มีไปถึงชาวฟิลิปปี ท่านบอกว่าความหวังอันสวยงามในความตายทำให้ท่านดำเนินต่อไป (ฟป.1:21-23) แต่ท่านไม่ได้เพียงแค่มองหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์เท่านั้น ความหวังของเปาโลตั้งมั่นอยู่ในพระคริสต์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อคนบาป ฟื้นขึ้นจากอุโมงค์ฝังศพ เสด็จสู่สวรรค์และวันหนึ่งจะเสด็จกลับมารับเปาโลไปอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์

ความหวังที่จะได้พบพระคริสต์ ไม่ว่าหลังความตายหรือเมื่อพระเยซูกลับมาทำให้เปาโลดำเนินต่อไปได้อย่างไร? ความหวังนี้ทำให้ทุกวินาทีของเปาโลมีความหมาย และเป็นเหตุผลให้ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ และยังกระตุ้นให้ท่านให้ความสำคัญต่อผู้อื่นที่ต้องการคำหนุนใจ ท่านกล่าวว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร” (ข้อ 21)

พระบิดา ขอบคุณสำหรับพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นเหตุผลแห่งการมีชีวิตอยู่ของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ เหตุผลที่ทำให้คุณดำเนินชีวิตต่อไป? เพียงเพื่อตัวเองหรือเพื่อพระเจ้าและผู้อื่น?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

什麼讓我們繼續行下去

腓立比書3:4-11

(1) 願意接受神的話語

1      什麼原因使得使徒保羅可以較他人更信靠自己的呢? (3:4-6)

2      什麼原因讓使徒保羅可以不認定自己而信靠耶穌基督呢? (3:7-11)

(2) 願意禱告

瓊斯先生旅行跨越海洋是件相當辛苦的事,因為他嚴重暈船,當他症狀愈來愈嚴重時,船上服務生必須輕拍他的背然後說, “我知道你覺得很難受,不過請記住沒人因為暈船而喪生”,瓊斯先生抬起頭來注視滿臉關懷的服務生,回答說 “喔! 請別這樣說,我可以有活命就是因為我在死亡裡充滿奇特的信心”。

瓊斯先生的話語比起一般擁有基督徒身份的人更有意義,我們可能曾聽過使徒保羅寫給腓立比人的書信,他說對於死亡充滿美好的信心使得他可以繼續行下去(1:21-23),他並非只是尋找脫離苦難的途徑而已, 保羅的信心是建立在耶穌的身上,耶穌在十字架上為了罪人而死,從墳墓中復活後升天,有一天耶穌將從天上降臨接保羅回天上與父神同聚。

盼望再見到耶穌,使得保羅不管是死後還是耶穌再臨都能如何繼續行下去呢? 這樣的盼望使得保羅每分每秒都充滿意義,這讓保羅可以為耶穌基督而活,也激勵保羅看重那些人需要支持話語的人們,他說 “因我活著就是基督,我死了就有益處” (1:21)。

天父 感謝耶穌基督復活的生命,耶穌基督使得我們有更好的理由繼續活下去。   

(3) 願意運用在生活中

1     什麼原因讓你可以繼續活下去呢? 為自己為耶穌還是為他人呢?

2     神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 馬太福音 16:26

人若賺得全世界、賠上自己的生命、有什麼益處呢、人還能拿什麼換生命呢。 

วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2009

สดุดี 71:17-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้เขียนสดุดีตอนนี้ ตระหนักถึงการทรงนำของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเขาในช่วงเวลาใดบ้าง? (ข้อ 17-18)
  2. อะไร คือ สิ่งที่ผู้เขียนสดุดีตั้งใจทำเหตุเพราะตระหนักถึงการทรงนำของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเขา? (ข้อ 22-24)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเราเป็นเด็ก เรามักจะเร่งวันเร่งคืนเพื่อที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น เรากลับปรารถนาวันเวลาสมัยที่เรายังเป็นเด็ก ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันจริงๆ

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เรายอมรับแต่ละวาระแห่งชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด พระองค์ทรงเรียกร้องให้เรายอมมอบหนทางของเราไว้กับพระองค์ และยอมรับความยากลำบากที่พระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นพร้อมกับกำลังที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเอาไว้ให้กับเรา

ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังต่อสู้กับสังขารที่ร่วงโรยได้ถามมิชชันนารีที่ชื่อ เจ โรเบิร์ตสัน แมควิลกิน ว่า “ทำไมพระเจ้าจึงทรงปล่อยให้เราแก่และอ่อนแอลงเรื่อยๆ?” แมคควิลกินใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบว่า “ผมคิดว่าพระเจ้าทรงวางแผนการไว้ให้ความเข้มแข็งและความสวยงามของวัยรุ่นเป็นเรื่องของฝ่ายร่างกาย แต่ความเข้มแข็งและความสวยงามในวัยชราเป็นเรื่องของฝ่ายวิญญาณ ขณะที่ความแข็งแรงและความงามชั่วคราวค่อยๆจางลงไป ความแข็งแรงและความงามอันเป็นนิรันดร์ของเราก็จะเด่นชัดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเราจะปรารถนาที่จะทิ้งร่างชั่วคราวซึ่งกำลังทรุดโทรมลงไปและคิดถึงบ้านซึ่งเป็นนิรันดร์ของเรา แต่ถ้าหากเราสามารถคงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ความแข็งแรงและความสวยงามเอาไว้ได้ เราอาจจะไม่อยากจากร่างชั่วคราวนี้ไปเลยก็ได้

คุณกำลังอยู่ในฤดูใบไม้ผลิของชีวิตหรือเปล่า? จงวางใจในเวลาของพระเจ้าที่จะทำให้ความฝันของคุณสำเร็จเป็นจริง คุณกำลังอยู่ในฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วงของชีวิตหรือเปล่า? จงเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายนั้นอย่างแน่วแน่ และถ้าคุณกำลังเย็นยะเยือกกับฤดูหนาวล่ะก็ ให้คุณต่อสู้ขวนขวายที่จะรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น การทรงสถิตอยู่ของพระองค์สามารถทำให้ทุกฤดูกาลในชีวิตของคุณเข้มแข็งและงดงามได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณยังคงวางใจในการทรงนำของพระเจ้าในชีวิตของคุณหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

生命的四季

詩篇71:17-24

 (1) 願意接受神的話語

1      詩篇此章作者提到 神在他生命那個時期的帶領呢? (71:17-18)

2      什麼原因讓詩篇作者想及神在他生命中的帶領呢? (71: 22-24)

(2) 願意禱告

當我們年幼時總是想辦法讓時間快快流逝才可以成為大人,但當我們年紀漸長,我們反而盼望像孩童般的歲月,真是可笑極了。

神的旨意是讓我們不管處於那個年齡都能滿心喜樂,神期盼我們將我們的道路交托給祂,接受 神允許發生在我們身上的艱辛歲月,以及 神為我們預備的力量。

一位婦女正面臨身體的衰老,她問宣教士馬克金說 “為何 神允許讓我們變老身體不斷衰老呢? ” 馬克金思考片刻後回覆說,” 我想神的旨意是讓青年人有強大與美麗的身體,但是老年人卻擁有強大與美麗的靈命,當強大與美麗漸漸消失時,永生的強大與美麗愈來愈明顯卻是毫無質疑的事,倘若我們永遠都擁有年輕的體魄與健康,我們可能不想離開我們這暫時的身體了”。

你是否正處於生命的春天呢? 請信靠 神的時間祂將讓你的夢想成真,你是否正處於生命的夏天或是秋天呢? 對於目前所面臨的挑戰請繼續堅持下去,倘若你正處於生命暗淡的冬天,在掙扎中才能更認識 神,神的同在可以讓你生命中的每一個季節都更強大與美麗。

 (3) 願意運用在生活中

1     你是否還信靠 神在你生命中的帶領呢?

2     神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

(4) 願意分享

請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

背誦經句 馬太福音 16:26

人若賺得全世界、賠上自己的生命、有什麼益處呢、人還能拿什麼換生命呢。 

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2009

นดารวิถี 14:2, 11-23

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อิสราเอลบ่นว่าโมเสสว่าอย่างไร? (ข้อ 2)
  2. อะไร คือสิ่งที่เกิดขึ้นแก่อิสราเอลเหตุเพราะการบ่นของเขา? (ข้อ 11-23)

(ย2) ยอมภาวนา

คนบางคนดำเนินชีวิตด้วยการมองกระจกหลัง พวกเขาปรารถนาจะให้ “วันชื่นในอดีต” ที่ดูเหมือนชีวิตจะดีกว่าย้อนกลับมา ครอบครัวที่เข้มแข็งกว่านี้ คริสเตียนที่น่านับถือกว่านี้ ผู้คนที่มีความสุขกว่านี้ และอะไรทำนองนี้

ชาวฮีบรูโบราณเป็นตัวอย่างที่ดีในการมัวแต่ชื่นชมอดีตที่น่าเกลียด พวกเขาเป็นทาสอย่างสิ้นหวังในประเทศอียิปต์ แต่หลังจากที่โมเสสนำพวกเขาออกมาได้ไม่นานพวกเขาก็โหยหา “วันชื่นในอดีต” อีก หลายคนอยากกลับอียิปต์แม้นั่นจะหมายถึงการมุดหัวไปอยู่ใต้แอกของทาสและถูกโบยตีจากฟาโรห์ ไม่น่าสงสัยเลยที่พระเจ้ายกเลิกหนังสือเดินทางที่ใช้เข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญาของพวกเขา(กดว.14:23,29)

คริสเตียนบางคนอยากจะกลับไปสู่ “วันชื่นในอดีต” ของคริสตจักร แต่เป็นคริสตจักรแห่งไหน? ผู้เชื่อได้เผชิญกับปัญหามากมายมาตั้งแต่สมัยของเปาโล คริสตจักรยุคแรกเกิดความยุ่งยากด้วยการผิดศีลธรรมทางเพศ (1 คร. 5:1) คำสอนเท็จ (กท.1:6-7) และการไม่ลงรอยกัน (กจ.15:1-2) คริสตจักรไม่มี “วันชื่นในอดีต” ทั้งในศตวรรษแรกและในศตวรรษที่ยี่สิบนี้

อย่าให้เราติดบ่วงของการมองย้อนกลับ นอกจากเพื่อรื้อฟื้นบทเรียนในอดีตหรือเพื่อยกย่องพระเจ้าในสิ่งที่กระทำให้สำเร็จ สำหรับผู้ที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตนั้น วันที่ดีที่สุดคอยอยู่เบื้องหน้าเสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

甜美的回憶

民數記14:2, 11-23

 (1) 願意接受神的話語

1      以色列民向摩西抱怨什麼呢? (14:2)

2      因為以色列民的抱怨而發生什麼事呢? (14: 11-23)

(2) 願意禱告

某些人的生命一直專注於回憶,他們需要讓”甜美的回憶”使得生命變的更美麗,家庭能更強壯,基督徒更可以信靠,每個人都更幸福,大致是這般的。

古代的希伯來人就是最好的例子,他們不斷稱讚醜陋的往昔,他們在埃及過著絕望的奴隸生活,當摩西帶他們離開埃及後不久,他們就哀號”甜美的回憶”,隨然埃及代表著身為法老的奴隸與被鞭打的生活但許多人渴望回去,難怪 神說他們斷不得看見我向他們祖宗所起誓應許之地。(14:23,29)

某些基督徒渴望回到教會的”甜美的回憶”中,是那處教會呢? 信的人從保羅時代起就遇到數不盡的困難,初代教會發生了性道德的罪犯 (哥林多前書5:1),不正確的教導 (加拉太書1:6-7) ,持不同的見解 (使徒行傳15:1-2) ,教會在早期或是20世紀都沒有”甜美的回憶”存在。

千萬不要讓我們陷入回憶的循環裡,除非為了追憶往昔的教訓或是榮耀 神所成就的一切,針對那些以 神為生命中心的人,前方正等待我們的生命是最美好的。

 (3) 願意運用在生活中

1     神正在對你說哪些事呢?今天你要如何回應 神的話語?

 (4) 願意分享

 請你與你的帶領人或某位你想要祝福他的人分享 – 關於今天 神給你的話語, 你打算如何回應 神的話語。

 背誦經句 馬太福音 16:26

人若賺得全世界、賠上自己的生命、有什麼益處呢、人還能拿什麼換生命呢。 

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2010

สดุดี 100 :1-4

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าเตือนให้เราทำสิ่งใด? (ข้อ 1-4)
  2. อะไร คือ เหตุผลที่เราควรต้องทำสิ่งเหล่านั้น? (ข้อ 3, 5)

(ย2) ยอมภาวนา

ลักษณะนิสัยแบบใดที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดถึงความสำนึกผิดชอบและจิตวิญญาณของคนเรา? ความรักหรือ? หรือความสัตย์ซื่อ? ความเมตตา ความร่าเริง หรือความไว้วางใจ ความเห็นในเรื่องนี้คงแตกต่างกันไป

ในบทความเรื่อง ใครที่ขอบคุณพระเจ้าอย่างแท้จริง? ของ ออตโต ฟีดริค บอลล์โนว์ เขียนไว้ว่า “ไม่ค่อยมีคุณลักษณะแบบใดของคนเรา ที่จะชี้ให้เห็นถึงสภาวะด้านจิตวิญญาณและความเชื่อของคนนั้นได้เหมาะสมเท่ากับความสามารถในการขอบพระคุณ”

แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ความเห็นของบอลล์โนว์ก็เป็นสิ่งที่น่าคิด ทั้งนี้ในพระคัมภีร์ได้เน้นถึงความสำคัญของการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับความดีและพระเมตตาของพระองค์ มีพระธรรมสดุดีหลายบทที่เต็มไปด้วยจิตใจที่พรั่งพรูถึงการขอบพระคุณ ตัวอย่างเช่น “ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ให้ชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์”(สดุดี 67:3) “จงถวายโมทนาขอบพระคุณพระองค์ ถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” (สดุดี 100:4) และอัครทูตเปาโลหนุนใจให้เพื่อนคริสเตียนของท่าน “ขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” (อฟ.5:20)

เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ให้คุณใช้เวลาเพื่อระลึกถึงการอภัยโทษของพระเจ้า การพิทักษ์รักษาเสมอ การทรงเลี้ยงดูอย่างสัตย์ซื่อ และการที่พระองค์สถิตอยู่ด้วยตลอดไป การขอบพระคุณอยู่เสมอจะช่วยให้คุณดำรงอยู่ในสภาพจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง และนำมาซึ่งการถวายเกียรติแด่พระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา 

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม 2010

เฉลยธรรมบัญญัติ 18:14-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัยให้กระทำ? (ข้อ 14, 20-22)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าจะโปรดให้บังเกิดขึ้น? (ข้อ 15-19)

(ย2) ยอมภาวนา

ในช่วงขึ้นปีใหม่ เรามักได้ยินคำทำนายมากมาย แต่การทำนายทายทักก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ นิตยสาร US News & World Report มีตอนหนึ่งที่ชื่อว่า “50 ปีข้างหน้าจะนำอะไรมา” ในบทความนั้นมีคำแนะนำธรรมดาเกี่ยวกับความสำคัญของคอมพิวเตอร์ที่จะมีมากขึ้น เกี่ยวกับความก้าวหน้าใหม่ๆทางการแพทย์และเกี่ยวกับวิธีการที่จะไปไหนมาไหนได้นุ่มนวลและเร็วกว่าเดิม ในบทนำบอกว่า “การทำนายเป็นได้อย่างมากก็แค่ธุรกิจที่มีความเสี่ยง” จากนั้นก็อ้างคำพูดของ เซอร์ฟรานซิส เบคอน ที่ว่า “ความฝันและการทำนายเป็นเพียงการพูดกันไปอย่างโน้นอย่างนี้เรื่อยเปื่อย”

นั่นอาจจะจริงสำหรับคำทำนายของมนุษย์ แต่ไม่ใช่สำหรับการคำทำนายของพระเจ้า มนุษย์อาจคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เราในพระคัมภีร์ว่าพระองค์ทรงทราบอนาคต ความจริงข้อนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้อย่างสิ้นเชิงในพระคัมภีร์ พันธสัญญาเดิมมีคำพยากรณ์นับร้อยที่เกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ และชนชาติต่างๆที่ได้สำเร็จตามนั้นแล้ว ซึ่งโอกาสที่คำทำนายล่วงหน้าจำนวนมากมายเหล่านี้จะเป็นจริงได้นั้นมีน้อยมาก

คุณรู้สึกไม่มั่นใจในพระคัมภีร์หรือเปล่า? ขอให้คุณใช้เวลาพิจารณาคำพยากรณ์มากมายในพระคัมภีร์ที่สำเร็จแล้ว แล้วคุณจะมั่นใจว่านั่นเป็นพระคำของพระเจ้าจริงๆ และคุณสามารถพึ่งพาพระคัมภีร์ได้ทุกเรื่องในอนาคตของคุณ ในโลกที่เปลี่ยนแปลง คุณสามารถวางใจในพระคำอันไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมั่นใจในสิ่งที่พระเจ้าตรัสผ่านพระคำของพระองค์ในแต่ละวันหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 16:26

เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา 

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2010

โรม 15:30-33

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลได้วิงวอนขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทำเพื่อเขา? และทำด้วยท่าทีอย่างไร? (ข้อ 30)
  2. การทำดังเช่นนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อเปาโล? (ข้อ 31-32)

 (ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเร็วๆนี้ผมได้รับอีเมล์จากคนที่ไม่รู้จักมาก่อน เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เราน่าจะเลียนแบบและเรียนจากเขาเป็นอย่างยิ่ง อีเมล์นั้นทำให้เห็นว่า เขาเชื่อมั่นในพลังแห่งการอธิษฐาน

เขาเล่าถึงเด็กสาววัยรุ่นในเมืองที่เขาอยู่ซึ่งท้องไม่มีพ่อ เธอถูกพ่อแม่บังคับให้ทำแท้ง เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินเรื่องนี้ เขานั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ และส่งอีเมล์ไปถึงคนมากกว่า 100 คน เพื่อเล่าถึงสภาพการณ์ของเด็กสาวและพูดซ้ำๆว่า “โปรดอธิษฐานเผื่อเธอด้วย” ความเมตตาที่เขามีต่อเธอนั้นชัดเจนยิ่ง อีกทั้งความเชื่อที่ว่าพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐาน

เด็กหนุ่มคนนี้อาจใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทำอะไรอื่นได้อีกมากมาย อย่างเช่น ดูข้อมูลรถ เล่นวีดีโอเกม หรือส่งเรื่องตลกไป ให้เพื่อน แต่เขากลับใช้เวลารวบรวมที่อยู่อีเมล์ เพื่อส่งจดหมายซึ่งแสดงความห่วงใย และแตะต้องใจไปให้ ในโรม 15:30-33 เปาโลก็แสดงให้เห็นว่า ท่านรู้คุณค่าของการรวมพลังอธิษฐาน ไม่ว่าจะเป็นการอธิษฐานเผื่อตัวเอง หรือผู้ที่อยู่ในยาม จำเป็น

บทเรียนที่ดีเยี่ยมนี้เตือนให้เราติดสนิทกับพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน และยังเป็นแบบอย่างความเมตตา ซึ่งจะนำให้เรารวมพลังอธิษฐานด้วยความห่วงใยร่วมกับผู้อื่น – Dave Branon

เมื่อคุณอยู่ที่นั่นไม่ได้ คุณช่วยได้ด้วยการอธิษฐาน

 (ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าให้คุณทำในวันนี้?
  2. ใคร คือ คนที่ท่านตั้งใจจะอธิษฐานวิงวอนเพื่อเขาในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’

สัญญาณที่ถูกต้อง

วันอังคารที่ 5 มกราคม 2010

มัทธิว 14:14-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงรู้สึกอย่างไรเมื่อทรงเห็นประชาชนที่ตามพระองค์มานั้น? (ข้อ 14)
  2. พระเยซูทรงตอบสนองความต้องการของประชาชนเหล่านั้นอย่างไรบ้าง? (ข้อ 14-20)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1988 ได้เกิดความผิดพลาดอันน่าสลดใจขึ้น เมื่อเรือติดขีปนาวุธยูเอสเอส วินเซนเนส ยิงเครื่องบินพาณิชย์ของอิหร่านตก ทำให้ผู้โดยสารทั้ง 290 ชีวิตสูญหาย เนื่องจากกัปตันเรือเข้าใจผิดว่าพวกเขาถูกโจมตีโดยเครื่องบินต่อสู้ เอฟ-14 ของอิหร่าน

จากการสำรวจความคิดเห็น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คัดค้านการจ่ายเงินชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต เพราะพวกเขายังจำได้ดีถึงความทารุณโหดร้ายที่อิหร่านทำต่อตัวประกันชาวอเมริกัน แต่ประธานาธิบดี เรแกน ได้อนุมัติเงินชดเชยนั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านั่นจะทำให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิดหรือไม่ เขาตอบว่า “ผมไม่เคยคิดว่าความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องไม่ดี”

การแก้แค้นที่ทำได้ง่ายมาก แต่ความเมตตา เป็นวิธีของพระคริสต์ เป็นความห่วงใยอันลึกซึ้งต่อความต้องการฝ่ายกาย ความรู้สึก และจิตใจของคนๆหนึ่ง ความเมตตาสำแดงถึงพระทัยของพระเจ้า ที่มีต่อคนบาป ซึ่งรวมทั้งคุณและผมด้วย

การเลี้ยงคนห้าพันคนเป็นการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นมาจากความเมตตา พระเยซูทรงเข้าพระทัยในความขัดสนฝ่ายกายและจิตวิญญาณของประชาชน (มธ.14:14,มก.6:34) พระองค์ไม่ได้ทรงพอพระทัยเพียงแค่จะสอนพวกเขาแล้วก็ปล่อยตัวใครตัวมัน

ในฐานะคริสเตียน เราต้องมองคนอื่นด้วยสายตาของพระเยซู แรงจูงใจ ที่มาจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นเรื่องถูกต้องเสมอ – DJD

ความเมตตาคือความรักที่แสดงออกเป็นการกระทำ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมองดูผู้อื่นด้วยสายตาและแรงจูงใจเหมือนอย่างพระเยซูแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่คุณทำแล้วบ้าง เพื่อสำแดงความเมตตาต่อผู้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำเพิ่มขึ้นอีก?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’

ความรักต้องแสดงออก

วันพุธที่ 6 มกราคม 2010

มัทธิว 22:34-40

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระมหาบัญญัติข้อแรกที่พระเยซูประทานให้แก่เรา คือ อะไร? (ข้อ 37)
  2. พระมหาบัญญัติข้อที่สองที่พระเยซูพระทานให้แก่เรา คือ อะไร? (ข้อ 39)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่ทราบด้วยเหตุใด คำสั่งให้เรารักผู้อื่นนั้นช่างทำได้ยาก เราอาจสารภาพว่าเราขาดความเชื่อที่เข้มแข็ง แต่น้อยครั้งที่เราจะยอมรับว่าเราขาดความรัก บางทีเรารู้สึกว่าเราได้แสดงความรักมากพอๆกับคนข้างๆหรืออาจมากกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ

ถึงกระนั้น เรามักจะไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดของผู้อื่น เราเห็นใจภรรยาและเด็กที่ถูกทำทารุณที่เราอ่านจากหนังสือพิมพ์ เราสะเทือนใจเมื่อดูโทรทัศน์แล้วเห็นเด็กเล็กๆสะอื้นด้วยความหิวโหย หรือเหม่อลอยอย่างไร้ความหวัง

แต่ลึกๆข้างใน เรารู้ว่าความห่วงใยที่แท้จริง นั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่ต้องแสดงออกเป็นการกระทำความห่วงใยก็เป็นเหมือนไอน้ำหรือไฟฟ้าที่หากไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่มีคุณค่ามากนัก ความรักที่ปราศจากการกระทำก็ไร้ผล เช่นเดียวกับพรสวรรค์ ที่หากไม่แสดงออกมาอย่างสร้างสรรค์ ก็ถือว่าสูญเปล่า ความรักและความห่วงใยต้องมีการแสดงออก ไม่เช่นนั้นก็ไม่มี ประโยชน์อะไร

เพราะคนเราไม่สามารถทำทุกสิ่งได้ บ่อยครั้งเราจึงมักไม่ทำอะไรเลย ถ้าคุณต้องการที่จะรักคนอื่น อย่าเริ่มด้วยการช่วยเหลือโลกทั้งโลก แต่ให้เริ่มจาก การห่วงใยคนคนหนึ่งก่อน แล้วค่อยก้าวต่อไปจากจุดนั้น

คุณไม่สามารถทำทุกสิ่งได้ แต่คุณทำบางสิ่งได้ และสิ่งใดที่ทำได้ก็ควรทำ วันนี้ขอให้ตั้งใจว่า ด้วยกำลังและพระเมตตาจากพระเจ้า คุณจะแสดงความรักต่อผู้อื่น – HWR

เราต้องเป็นผู้ที่ห่วงใยในโลกที่ไม่ใส่ใจใบนี้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อสำแดงว่าคุณรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ สุดจิต สุดความคิดของคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อสำแดงว่าคุณรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ 

มือที่คอยช่วยเหลือ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2010

ลูกา 5:17-26

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร เกิดขึ้นในขณะที่พระเยซูกำลังเทศนาสั่งสอนท่ามกลางคนหมู่มาก? (ข้อ 17-19)
  2. คนง่อยหายดีได้ เพราะอะไร? (ข้อ 20)
  3. อะไร เกิดขึ้นหลังจากที่คนง่อยหายดี? (ข้อ 26)

(ย2) ยอมภาวนา

เคลลีย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับอุบัติเหตุขณะลงแข่งขันวอลเลย์บอล เธอแขนหักจึงไม่สามารถทำงานพิเศษได้ และรถก็เสีย ที่แย่กว่านั้น แฟนหนุ่มที่เคยควงกันก็ขาดการติดต่อไปเสียเฉยๆเคลลีย์รู้สึกแย่มากๆเธอเริ่มขัง ตัวเองอยู่ในห้องและเอาแต่ร้องไห้

ลอร่า เพื่อนในทีมเดียวกันซึ่งเป็นคริสเตียน รู้สึกเป็นห่วงจึงตัดสินใจช่วยเคลลีย์ เธอจัดงานปาร์ตี้ขึ้น เธอและเพื่อนๆรวบรวมเงินกัน ส่วน เพื่อนผู้ชายก็ช่วยกันซ่อมรถของเคลลีย์จนกลับมาแล่นได้อีกครั้ง พวกเขาช่วยกันหางานที่เธอใช้แขนเพียงข้างเดียวทำได้และยังให้บัตรชมการแข่งขันบาสเกตบอลเพื่อให้เธอได้เจอนักกีฬา คนโปรดซึ่งเดินทางมาแข่งขันที่เมืองนี้ หลังจากนั้นไม่นาน เคลลีย์ก็กลับมาเป็นคนเดิม และเมื่อเธอถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเธอ ลอร่าจึงบอกเธอเรื่องความรักของพระเยซู

เรื่องของเคลลีย์ทำให้ผมคิดถึงชายที่เป็นอัมพาตซึ่งพระเยซูทรงรักษา พวกเพื่อนๆห่วงใยเขาจึงได้พาเขามาหาพระผู้ช่วยให้รอด (ลก.5:17-26)

คุณมีเพื่อนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมั้ย? ลองคิดดูว่าคุณจะช่วยเขาได้อย่างไรบ้าง? จงสำแดงความรักของพระคริสต์และแบ่งปันพระกิตติคุณกับเขา คุณไม่รู้ว่าอาจมีบางสิ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณยื่นมือที่ช่วยเหลือออกไป – DCE

รักแท้จะเปลี่ยนเจตนาดีให้เป็นการกระทำ

 (ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ พระพรที่คุณได้รับจากพระคำในวันนี้?
  2. คุณมีเพื่อนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือหรือไม่? คุณจะช่วยเขาได้อย่างไรบ้าง?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ 

รักอย่างเพื่อนบ้าน

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2010

เอเฟซัส 4:29-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลหนุนใจให้เรามีคำพูดอย่างไร? เพื่อะไร? (ข้อ 29-30)
  2. และเปาโลยังได้หนุนใจเราให้มีท่าทีและการกระทำอย่างไร? เพราะอะไร? (ข้อ 31-32)

(ย2) ยอมภาวนา

จากผลการวิจัยของมูลนิธิคาร์เนกี้ การจะประสบความสำเร็จในการงานนั้น ทักษะด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความสำคัญกว่าความรู้มากนัก เพียง 15% ของความสำเร็จมาจากความรู้ความชำนาญในงานที่ทำ แต่อีก 85% อยู่ที่ท่าทีส่วนตัวและความสามารถในการเข้ากับผู้อื่น

พระวจนะของพระเจ้าสั่งเราว่า “จงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น” (อฟ.4:32) จริงๆแล้ว ข้อนี้ บอกให้เรารัก “เพื่อนบ้าน” เหมือนรักตนเอง (มธ.22:39) และเพื่อนบ้านก็ไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่บ้านใกล้เราหรือทำงานใกล้กับเราเท่านั้น แต่หมายถึงใครก็ได้ที่เราพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ขัดสน

ดังนั้นการมีท่าทีแห่งความเอื้อเฟื้อ ใส่ใจ และห่วงใยผู้อื่นคือหลักการพื้นฐานฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นแนวทางที่สำคัญสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีความสุข แท้จริงแล้วมันยังเป็นกุญแจทองคำที่ไขสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วย

แต่ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ที่เราเลียนแบบพระคริสต์ในการรักเพื่อนบ้านก็เพื่อจะเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จในการงาน เพราะในที่สุดแล้ว หน้าที่สูงสุดของคริสเตียน คือการปลูกฝังและฝึกฝนพระลักษณะของพระเจ้าในการรักเพื่อนบ้าน – VCG

ผู้ที่รักพระเจ้าจะรักเพื่อนบ้าน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คำพูดที่คุณพูดต่อผู้อื่นดีแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  2. ท่าทีและการกระทำของคุณที่มีต่อผู้อื่นดีแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  3. อะไร คือ สิ่งที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้าในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

 “พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’

ผู้ให้

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2009

นางรูธ 2:1-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. นางรูธเข้าไปทำสิ่งใดในนาของโบอาส? (ข้อ 2-3)
  2. อะไร คือ สิ่งที่โบอาสได้กระทำแก่นางรูธ? (ข้อ 4-9; 14-16)
  3. สิ่งดีที่โบอาสได้ทำแก่นางรูธนั้นส่งผลต่อจิตใจและท่าทีของเธออย่างไร? (ข้อ 10-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ท้ายอู่รถบรรทุกที่เอช.เอช.ลีทำงานอยู่เมื่อหลายปีก่อน เป็นบริษัททำเหมืองถ่านหิน ใกล้ๆกันมีทางรถไฟ และแต่ละวันมีรถไฟสินค้า วิ่งผ่านหลายขบวน ลีสังเกตเห็นว่าเจ้าของบริษัท ที่เป็นคริสเตียนมักจะโยนถ่านข้ามรั้วไปในบริเวณต่างๆกันตลอดทางรถไฟ วันหนึ่งลีถามเขาว่า ทำไมจึงทำเช่นนั้น

เจ้าของบริษัทตอบว่า “มีหญิงสูงอายุคนหนึ่งอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้าม และผมรู้ว่าบำนาญของเธอไม่เพียงพอกับการซื้อถ่าน เวลาที่มีรถไฟผ่าน เธอมักจะออกเดินเก็บถ่านที่เธอคิดว่าตกมาจาก ตู้บรรทุกถ่านหินท้ายหัวรถจักร เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เราหันมาใช้รถดีเซลแทนรถจักรไอน้ำแล้ว ผมไม่อยากให้เธอผิดหวัง ผมจึงโยนถ่านข้ามรั้วไป”

นี่คือคริสตศาสนาที่แสดงออกเป็นการกระทำ! พระธรรมนางรูธแสดงภาพการให้แบบนี้ไว้อย่างชัดเจน เมื่อโบอาสเห็นรูธเดินตามหลังคนเกี่ยวข้าวเพื่อเก็บข้าวที่ตกในนา เขาก็สั่งให้คนใช้ทิ้งเมล็ดข้าวไว้ให้เธอมากๆสำหรับรูธแล้ว นี่คือพระพรจากพระเจ้า

เช่นเดียวกัน คนที่เราพบปะด้วยก็จะต้องสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าผ่านความเมตตาและความใจกว้างของเรา เราควรทูลขอพระเจ้าให้เราไวต่อโอกาสในการสำแดงความเมตตาต่อผู้อื่น – HGB

ความเมตตาคือน้ำมันเครื่องที่ขจัดความเสียดทานออกจากชีวิต

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ประสงค์ให้คุณทำในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำเพื่อสำแดงการให้แก่ผู้อื่นในวันนี้? และใคร คือ คนที่คุณจะสำแดงการให้แก่เขา?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’

จำกัดแต่มีประโยชน์

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2010

มัทธิว 25:14-30

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ชายผู้เป็นนายได้จัดสรรและฝากทรัพย์ไว้กับทาสแต่ละคนอย่างไร? (ข้อ 14-15)
  2. ทาสแต่ละคนจัดการกับทรัพย์เหล่านั้นอย่างไรบ้าง? (ข้อ 16-18)
  3. เมื่อนายกลับมาเขาได้ตอบสนองทาสแต่ละคนอย่างไรบ้าง? (ข้อ 19-30)

(ย2) ยอมภาวนา

ซูซาน บล็อช ผู้อพยพชาวเยอรมัน เคยเล่นวงดนตรีแชมเบอร์ร่วมกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนอื่นอยู่บ่อยๆเธอเล่าว่า แม้ไอน์สไตน์จะเป็นนักไวโอลิน ที่เล่นได้ดี แต่ก็มักจะทำให้เพื่อนร่วมวงหงุดหงิดบ่อยๆเพราะเล่นไม่เข้ากับจังหวะ “คุณรู้ไหมว่า เขานับไม่เป็น” บล็อชอธิบาย ไอน์สไตน์สามารถคิดค้นทฤษฎีที่ปฏิวัติแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาล แต่เขากลับมีปัญหาในการนับจังหวะ ถึงแม้เขาจะมีข้อจำกัด แต่เขายังคงเป็นนักดนตรีที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ

เราเคยเสียใจที่ตัวเรามีข้อจำกัดหรือเปล่า? เราทุกคนล้วนมีความสามารถ แต่ก็มีสิ่งที่เราทำไม่ได้ด้วย เราอาจถูกทดลองให้ใช้ข้อจำกัดนี้มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ เพียงเพราะเราไม่มีของประทานในการพูดในที่ชุมชน หรือร้องเพลงในคณะนักร้องประสานเสียง ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องนั่งอยู่เฉยๆที่ขอบสนามฝ่ายวิญญาณ

เมื่อเราตระหนักว่าทุกคนล้วนมีข้อจำกัด เราจึงควรเดินหน้าต่อไปโดยแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าในการใช้ของประทานของเรา แน่นอนว่าเราสามารถอธิษฐาน และสำแดงความเมตตาต่อผู้อื่น เราสามารถไปเยี่ยมเยียนผู้ที่โดดเดี่ยว ผู้เจ็บป่วย ผู้สูงอายุ และสามารถเล่าเรื่องราวง่ายๆว่าพระเยซู ทรงมีความหมายต่อเราอย่างไร เปาโลกล่าวไว้ว่า “และเราทุกคนมีของประทาน ที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา” (รม.12:6) จงใช้ของประทานนั้น – VCG

มีหลายคนทำผิดพลาด ด้วยการฝังความสามารถของตน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่สำแดงแก่คุณในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำจากสิ่งเล็กน้อยที่คุณมี เพื่อให้สิ่งนั้นได้เป็นพรเพื่ออาณาจักรของพระเจ้า?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 22:37-39

 “พระเยซูทรงตอบเขาว่า ‘จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’ นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2010

เอเฟซัส 2:14-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคริสต์ได้ทำสิ่งใดเพื่อเรา? (ข้อ 14-17) สิ่งที่ทรงทำนั้นให้สิทธิอะไรแก่เรา? (ข้อ 18-19)
  2. พระเจ้าประสงค์ให้เราเจริญขึ้นอย่างไร? (ข้อ 20-22)

 

(ย2) ยอมภาวนา

ในปี 1682 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เลือกเมืองแวร์ซายเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส เรื่อยมา(ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆเพียงช่วงหนึ่ง) จนถึงปี 1789 มีการย้ายเมืองหลวงกลับไปที่ปารีส พระราชวังแวร์ซายอันงดงามประกอบด้วยห้องกระจกหรูหราที่ยาวถึง 241 ฟุต อาคันตุกะที่เข้าเฝ้าพระราชาจะต้องถวายการคำนับทุกๆ 5 ก้าวเพื่อเดินเข้าเฝ้าพระราชาที่ประทับอยู่บนบัลลังก์เงินโอ่อ่าตระการตา

ผู้แทนประเทศต่างๆที่มาเยือนฝรั่งเศสยอมทำตามพิธีการอันน่าอดสูเพื่อที่จะได้รับความโปรดปรานจากกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่พระเจ้าของเรา องค์จอมกษัตริย์ได้เชิญชวนคนของพระองค์ให้เข้ามาสู่พระที่นั่งของพระองค์อย่างไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง ได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องนัดล่วงหน้า และไม่จำเป็นต้องถวายการคำนับ

เราควรจะขอบพระคุณพระเจ้าให้มากที่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรานั้นทรงยินดีมากที่จะต้อนรับเรา “(พระเยซู)ทรงทำให้เรามีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน” (เอเฟซัส 2:18) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูจึงเรียกร้องให้เรา “จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” (ฮีบรู 4:16)

คุณตอบรับคำเชิญที่เปิดกว้างของพระเจ้าแล้วหรือยัง? จงเข้ามาด้วยความยำเกรงและใจกตัญญู เพราะพระเจ้าแห่งสากลโลกทรงเต็มใจที่จะรับฟังการร้องทุกข์ของคุณทุกเวลา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. วันนี้คุณจะตอบรับคำเชิญของพระเจ้าที่กำลังเรียกให้คุณเข้ามาใกล้พระองค์หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันอังคารที่ 12 มกราคม 2010

อิสยาห์ 42:1-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ข่าวดีที่พระเจ้าได้ทรงตรัสแก่ประชากรของพระองค์ทางผู้เผยพระวจนะ? (ข้อ 1-9)
  2. อิสราเอลรับฟังข่าวดีของพระเจ้าหรือไม่? เพราะอะไร? (ข้อ 18-25)

 (ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งบอกกับหมอว่า เขาคิดว่าภรรยาของเขากำลังจะหูตึง หมอจึงให้เขาทดสอบง่ายๆอย่างหนึ่ง เมื่อเขากลับไปถึงบ้าน เขาตะโกนว่า “ที่รัก อาหารเย็นเสร็จหรือยัง?” เมื่อไม่ได้รับคำตอบเขาจึงเดินเข้าไปในบ้านและถามอีกครั้ง ก็ยังไม่มีคำตอบ ครั้งที่สาม ตอนที่เขายืนอยู่หลังภรรยา เขาจึงได้ยินเธอพูดว่า “ฉันตอบมาสามครั้งแล้ว เสร็จแล้ว!”

เช่นเดียวกัน ชาวอิสราเอลโบราณคิดว่า พระเจ้าทรงไม่ได้ยิน แต่แท้จริงแล้วปัญหาอยู่ที่ตัวพวกเขาเอง อิสยาห์คือผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าส่งมาเตือนประชาชนเรื่องการพิพากษาที่กำลังจะมาถึง แต่ไม่มีใครฟังถ้อยคำของท่าน แทนที่พวกเขาจะเป็นประชากรแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ที่เบิกตาคนตาบอดและปลดปล่อยผู้คนจากเรือนจำแห่งความบาป (ข้อ 7) พวกเขากลับปฏิเสธไม่ฟังพระองค์ “เขาไม่ยอมดำเนินในทางของพระองค์และซึ่งเขามิได้เชื่อฟังพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 24)

อิสยาห์อธิบายว่าเพราะเหตุใดคำอธิษฐานของพวกเขาจึงเหมือนพูดกับคนหูตึง “พระหัตถ์ของพระเจ้ามิได้สั้นลงที่จะช่วยให้รอดไม่ได้ หรือพระกรรณตึงซึ่งจะไม่ทรงได้ยิน แต่ความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยกระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า” (อสย.59:1-2) เหตุผลหนึ่งที่เราไม่ได้รับคำตอบจากพระเจ้าอาจเป็นเพราะว่าบาปขัดขวางการได้ยินของเราอยู่ ขอให้เราพิจารณาตัวเองให้ถี่ถ้วน พระเจ้าของเรามิได้ทรงหูตึง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันพุธที่ 13 มกราคม 2010

บทเพลงคร่ำครวญ 3:19-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำตอนนี้เยเรมีย์กำลังรู้สึกอย่างไร? (ข้อ 19-20)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เขาหวนคิดขึ้นได้ในขณะที่ทุกข์ใจนั้น? (ข้อ 21-32)

 (ย2) ยอมภาวนา

เช้าวันหนึ่งเมื่อผมตื่นขึ้น ผมไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปเห็นแสงอันงดงามแห่งรุ่งอรุณ นี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้เริ่มต้นวันด้วยอาทิตย์ยามเช้าอันวิจิตรงดงาม

เราสามารถซาบซึ้งใจในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับเราในแต่ละวัน ทุกๆเช้าเรามีความท้าทายใหม่ๆ และพระพรอันอุดมในการเดินไปกับพระคริสต์ แม้เราอาจทำผิดพลาดไปเมื่อวันวาน เราตัดสินใจผิดหรือมีความเจ็บปวดที่กล้ำกลืนฝืนไว้ พระเจ้ายังทรงเปี่ยมด้วนพระเมตตาต่อเรา ดวงอาทิตย์ยามเช้าทำให้เราระลึกถึงความสัตย์สุจริตของพระองค์และการเริ่มต้นขึ้นใหม่

ความสุขในรุ่งอรุณอันงดงามเช่นนี้อาจเป็นเหตุให้เยเรมีย์บรรยายว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยยั้งหยุด และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” (บทเพลงคร่ำครวญ 3:22-23)

ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในวันนี้ ทุกเช้าวันใหม่จะสำแดงถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าและเปิดโอกาสให้เราได้อยู่เพื่อพระองค์เสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะหวนคิดถึงในพระเจ้าผู้สถิตอยู่กับคุณเสมอ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2010

สดุดี 23

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้าสำแดงว่าพระองค์เป็นใครในชีวิตของเรา? (ข้อ 1-6)
  2. ผู้เลี้ยงผู้นี้ได้ทำสิ่งใดเพื่อเรา? (ข้อ 1-6)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณเคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมบ้างไม? ที่ทำงานของผมยุ่งมาก บางทีอะไรๆก็ดูเร่งรีบไปหมด ทั้งการประชุม การหารือเรื่องโน้นเรื่องนี้ และอีเมลที่ส่งมาอย่างทะลักทะลายจนตอบไม่ทัน

ในท่ามกลางความวุ่นวายสุดๆนี้ บางทีผมรู้สึกว่าต้องหนีไปให้หายเครียด ผมทำอย่างไรน่ะหรือ? ผมจะที่เงียบสงบ โดยเฉพาะระหว่างพักเที่ยง ผมจะหยิบหนังสือบางเล่มขึ้นอ่าน หรือฟังเพลง ใช้ความคิด อธิษฐาน และเติมพลังให้ตัวเอง

ผู้เขียนสดุดีพูดถึง “ริมน้ำแดนสงบ” เพราะเขาเห็นภาพของผู้เลี้ยงประเสริฐที่นำเขาไปถึงที่ที่เขาสามารถพักผ่อนได้ เราเห็นภาพสถานที่เงียบสงบ หลีกพ้นจากความกดดัน ทั้งหลายในชีวิต ที่ที่เราจะได้พักอยู่ต่อพระพักตร์ของพระผู้ทรงเลี้ยงจิตใจของเรา และได้รับกำลังสำหรับสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า พระเยซูพระองค์เองก็ทรงปลีกพระองค์ไปในที่สงบเพื่ออธิษฐานและเข้าเฝ้าพระบิดา (มก.1:35)

ชีวิตของเราทุกคนต้องมีเวลาที่เงียบสงบ ไม่ใช่เพียงเพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย แต่เพื่อรับกำลังจากองค์จอมเจ้านายของเราด้วย ในระหว่างวันที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้องปลีกตัวออกไปสู่ “ที่หยุดพักสงบเย็นใจ อยู่ใกล้พระทรวงพระเจ้า” ที่แบบนั้นของคุณอยู่ที่ไหน? เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า จิตใจจะได้รับความสดชื่นและเรี่ยวแรงจะกลับคืนมาใหม่

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่ทำให้คุณวุ่นวายใจในวันนี้? คุณจะทำอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2010

เอเฟซัส 5:6-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าท้าทายให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร? และไม่ควรดำเนินชีวิตอย่างไร?(ข้อ 6-12)
  2. อะไร คือ ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนที่มีปัญญา? (ข้อ 15-17)

(ย2) ยอมภาวนา

เวลาเย็นเป็นช่วงเวลาที่ผมชอบมากช่วงหนึ่งของวัน เป็นเวลาที่ได้ทบทวน สำรวจและใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ในวันนั้นๆทั้งดีและไม่ดี

พระเยซูคริสต์เองก็ทรงทำคล้ายๆกันแบบนี้ด้วย ขณะที่พระองค์ทรงกระทำพันธกิจบนโลกนี้ หลังจากวันอันแสนเหน็ดเหนื่อยและการพบกับประชาชน พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาเพียงลำพังเพื่อใช้เวลาในการอธิษฐานและเข้าเฝ้าพระบิดา(มธ.14:23)

การได้เข้าเฝ้าพระเจ้าในความสงบเงียบ และได้สำรวจชีวิตตัวเองว่าเราทำอย่างไรกับหนึ่งวันที่พระเจ้าประทานให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง บางทีนี่อาจเป็นเป้าหมายที่เปาโลได้ท้าทายให้เราฉวยโอกาส (อฟ.5:16) หมายความว่าให้เราสำรวจดูว่าเราได้ใช้เวลาที่พระเจ้าประทานให้ในการดำเนินชีวิตและการรับใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดหรือไม่

ก่อนที่วันจะสิ้นสุดลง ลองใช้เวลาใคร่ครวญเงียบๆสักครู่ ในความสงบของเวลาค่ำ และโดยการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า เราจะมีมุมมองที่ถูกต้องยิ่งขึ้นเกี่ยวกับชีวิตและการดำเนินชีวิต และเราจะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น เมื่อเราใคร่ครวญถึงพระองค์มากขึ้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ให้คุณสำรวจการดำเนินชีวิตของคุณว่า คุณดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญาแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

 

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2010

ปฐมกาล 5:18-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เอโนคเป็นใคร? เขาดำเนินกับพระเจ้านานแค่ไหน? (ข้อ18-23)
  2. อะไรเกิดขึ้นกับเอโนคเหตุเพราะเขาดำเนินกับพระเจ้า? (ข้อ 24)

 (ย2) ยอมภาวนา

จอห์น จี พาตัน (ค.ศ.1824-1907) เกิดและเติบโตในสก็อตแลนด์ ขณะที่เขากำลังเริ่มต้นพันธกิจนั้น เขาต้องอดทนต่อความยากลำบากอย่างเหลือที่จะบรรยายได้ จนบัดนี้พันธกิจนั้นกลายเป็นพันธกิจที่เกิดผลมาก เป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีความเชื่อไม่คลอนแคลน และอธิษฐานด้วยหัวใจ พาตันมักจะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งต่างๆ ซึ่งคุณพ่อที่รักพระเจ้าได้ให้อิทธิพลต่อชีวิตของเขา

สิ่งที่ประทับใจอย่างไม่อาจลืมเลือนสำหรับเด็กชายพาตันก็คือ การที่เขาเคยได้ยินพ่อของเขาปิดประตูอธิษฐานอยู่ในห้องข้างๆห้องนอนของเขา เขาเขียนคำยกย่องท่านว่า “แม้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่ผมคิดไม่ถึง จะทำให้ผมจดจำสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้และไม่เข้าใจก็ตาม แต่จิตวิญญาณของผมก็จะท่องเที่ยวกลับไปยังฉากต่างๆในอดีตไปสู่ห้องที่ปิดอยู่นั้น ทำให้ผมได้พักพิงใจอีกครั้ง แล้วเฝ้าฟังเสียงร้องทูลต่อพระเจ้าที่ยังดังก้องอยู่ ทำไมผมกล่าวอย่างสิ้นสงสัยว่า ในเมื่อคุณพ่อท่านดำเนินกับพระเจ้าแล้วทำไมผมจะไม่ทำเช่นนั้นล่ะ” พาตันจึงทำตามแบบอย่างของคุณพ่อ คือเขาดำเนินกับพระเจ้า

ปฐมกาลบทที่ 5 บอกเราว่า เอโนคดำเนินกับพระเจ้า (ข้อ 22,24) เราก็กระทำเช่นนั้นได้เช่นกัน เมื่อเราเป็นประชากรที่ได้รับการไถ่ เราสามารถรับรู้พระพรที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นมิตรสหายของเรา แต่การที่เราจะรับรู้พระพรนั้นได้ เราต้องเป็นเช่นเดียวกับพาตันและคุณพ่อที่รักพระเจ้า คือ แสวงหาพระองค์ในคำอธิษฐานเป็นประจำทุกวัน เพราะเราจะดำเนินกับพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเราพูดคุยกับพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังดำเนินกับพระเจ้าอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2010

วิวรณ์ 5:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุที่ทำให้ยอห์นต้องร่ำไห้? (ข้อ 1-4) ใครคือผู้ที่สามารถแกะตราและคลี่หนังสือม้วนได้?(ข้อ 5)
  2. เมื่อพระเมษโปดกได้รับหนังสือม้วนแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คนนั้นทำสิ่งใดอันเป็นการถวายนมัสการแด่พระองค์? (ข้อ 8-10)

 (ย2) ยอมภาวนา

พิณเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการนมัสการตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม คณะนักร้องซึ่งประกอบด้วยปุโรหิตและที่ประชุมมักจะร้องบทเพลงสดุดีโดยมีพิณเล่นคลอไปด้วยขันน้ำทองคำที่มีลักษณะเหมือนจานรองแก้ว บรรจุด้วยเครื่องหอม ส่งกลิ่นหอมที่พอพระทัยพระเจ้า ควันที่ลอยขึ้นไปนั้นแสดงถึงคำอธิษฐานของธรรมิกชนที่ลอยขึ้นไปถึงพระเจ้า (วว. 5:8)

การร้องเพลงและคำอธิษฐานทำให้ประสบการณ์ในการนมัสการของคริสเตียนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการนมัสการในที่ชุมชนหรือส่วนตัว ในพระคัมภีร์ ทั้ง 2 สิ่งนี้มักถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันเสมอ เราอาจมีเสียงที่กระท่อนกระแท่นหรือร้องเพลงผิดคีย์ แต่เราก็สามารถแสดงความเคารพเทิดทูนที่เรามีต่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพได้โดยทางบทเพลงและคำอธิษฐาน

เวลาส่วนตัวของคุณกับพระเจ้า และเวลาที่คุณนมัสการในที่ประชุมเป็นอย่างไรบ้าง จงนำเอาพิณและขันทองคำมาใช้ คือ นมัสการพระเจ้าด้วยการร้องเพลงและการอธิษฐาน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สดุดี 23:2-3

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรมเพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์” 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2010

โยชูวา 4:19-24 ; กิจการ 11:19-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนบนดินแห้งได้เพราะใคร ? ( โยชูวา 4:19-23)
  2. นอกจากการที่ทรงช่วยอิสราเอลแล้ว พระเจ้าทรงกระทำการอันยิ่งใหญ่นี้เพื่ออะไร ? (โยชูวา 4:24)
  3. หลังจากที่บรรดาผู้เชื่อต่างกระจัดกระจายไปเพราะเหตุการณ์เคี่ยวเข็ญที่เกิดขึ้น และได้มีการประกาศข่าวประเสริฐ ได้มีคนเป็นอันมากที่เชื่อได้กลับมาหาพระเจ้า  นอกจากเพราะการประกาศข่าวประเสริฐแล้วยังเป็นเพราะเหตุใด? (กิจการ 11:21)

(ย2) ยอมภาวนา

ในคำอธิษฐานของยาเบสประโยคที่สาม กล่าวว่า “และขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่กับข้าพระองค์” ด้วยคำทูลขอนั้น ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้รับการปลดปล่อยออกมาเพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ และถวายเกียรติแด่พระองค์ ผ่านสิ่งต่างๆที่ดูเป็นไปไม่ได้  เมื่อเขตแดนได้ขยายออกไปและได้เริ่มเผชิญกับภาระหน้าที่ระดับใหญ่ในแผนการของพระเจ้านั้น ยาเบสรู้ว่าท่านต้องพึ่งพระหัตถ์ของพระเจ้า “พระหัตถ์ของพระเจ้า” เป็นศัพท์ในพระคัมภีร์ซึ่งหมายถึง “ฤทธิ์อำนาจและการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตประชากรของพระองค์”

เมื่อเราทูลขอการทรงสถิตอันทรงพลังของพระเจ้าเหมือนที่ยาเบสทำ อีกทั้งคริสตจักรในยุคแรกก็ทำเช่นนั้น เราก็ได้เห็นคำตอบมากมายที่สามารถอธิบายได้ว่า เป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า เมื่อใดคือครั้งสุดท้ายที่คริสตจักรมารวมตัวกันและทูลขอการเติมให้เต็มด้วยพระวิญญาณ? เมื่อใดคือครั้งสุดท้ายที่ท่านอ้อนวอนอย่างร้อนรนขอการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระองค์? ข่าวประเสริฐที่แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วไม่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีการอื่นใด นอกจากโดยฤทธิ์เดชของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ครั้งสุดท้ายที่คุณอ้อนวอนอย่างร้อนรนขอการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณของพระองค์ คือ เมื่อไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 พงศาวดาร 4:10

“ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า ‘ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย’ และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ” 

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2010

มัทธิว 6: 13 ; โคโลสี 2 :13-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำในข้อนี้พระเยซูทรงสอนให้สาวกอธิษฐานเช่นไร ? (มัทธิว 6:13)
  2. พระเยซูคริสต์ได้ทำสิ่งใดเพื่อ เราจะได้มีชีวิตและมีชัยชนะร่วมกับพระองค์ ? ( โคโลสี 2:13-15)

(ย2) ยอมภาวนา

คำทูลขอสุดท้ายของยาเบสเพื่อการค้ำจุนชีวิตแห่งพระพรให้ธำรงอยู่นั้น คือ “และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย”  เป็นคำทูลที่ชาญฉลาด เพราะในขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในระดับที่ไม่ธรรมดาและเริ่มจะลุกล้ำเข้าไปยังเขตแดนใหม่เพื่อพระเจ้า ก็ลองทายดูสิว่า ท่านกำลังบุกรุกเข้าไปในเขตอิทธิพลของใคร? คำอธิษฐานนี้เป็นการอ้อนวอนขอการช่วยเหลือที่เหนือธรรมชาติ เพื่อปกป้องเราจากมารซาตาน

สิ่งที่ตามมาอย่างไม่ต้องสงสัยควบคู่ไปกับความสำเร็จ คือ โอกาสผิดพลาดที่เพิ่มขึ้น เพราะความสำเร็จมักจะทำให้เราไม่อยากพึ่งพาพระเจ้า และมีแนวโน้มที่จะทนงตัว  ยิ่งท่านดำเนินชีวิตแห่งการรับใช้ที่เหนือธรรมชาติมากเท่าใด ท่านยิ่งต้องการอ้อนวอนตามแบบคำอธิษฐานวรรคสุดท้ายของยาเบสมากขึ้นเท่านั้น คริสเตียนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะขอกำลังเพียงอย่างเดียวเพื่อจะทนต่อการทดลองได้และมีชัยเหนือการโจมตีของซาตาน เราไม่ได้คิดที่จะขอพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมาให้รักษาเราให้พ้นจากการทดลอง และกันสิ่งชั่วร้ายออกไปจากชีวิตเรา

และในคำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ ก็สอนให้อธิษฐาน ว่า “…และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย” มัทธิว 6:13  ท่านเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์จะรักษาท่านให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย หรือไม่ ?  ยาเบสเชื่อ และเขาก็กระทำตามความเชื่อของเขา ภายหลังชีวิตเขาจึงได้รับการปกป้องจากความเศร้าโศกและเจ็บปวดอันเป็นผลมาจากความชั่วร้าย

อาจารย์เปาโลบอกชาวโคโลสีว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำให้พวกเขา “มีชีวิตร่วมกับพระเยซูคริสต์” และประกาศถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ เราไม่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในการล่อลวงหรือความพ่ายแพ้ แต่สามารถมีชีวิตอยู่ในชัยชนะได้ด้วยคำอธิษฐานนี้       

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ท่านเคยได้รับประสบการณ์การปกป้องให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายหรือไม่ ? อย่างไร ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 พงศาวดาร 4:10

“ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า ‘ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย’ และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ” 

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2010

เอเฟซัส 2:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคัมภีร์กล่าวถึงอดีตของเราทั้งหลายว่าเป็นเช่นใด ? (ข้อ 1-3)
  2. พระเจ้าทรงช่วยเราให้ได้มีชีวิตร่วมกับพระองค์เพราะเหตุใด ? (ข้อ 4-7 )
  3. นอกจากเราจะได้มีชีวิตร่วมกับพระองค์แล้วเราได้รับสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ? (ข้อ 6)
  4. ความรอดที่เราได้รับนั้นไม่ใช่ด้วยการกระทำของเราเองแต่เนื่องด้วยสิ่งใด ? เพราะเหตุใด ? (ข้อ 8-10)

(ย2) ยอมภาวนา

คริสเตียนใหม่คนหนึ่งได้อ่านพระกิตติคุณ แล้วเธอก็ขอให้เพื่อนคนหนึ่งหาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตจักรมาให้อ่าน เมื่อเพื่อนของเธอถมถึงเหตุผลที่อยากได้หนังสือเหล่านี้ เธอตอบว่า “ฉันอยากรู้ ฉันสงสัยว่าคริสเตียนเริ่มกลายเป็นคนที่ไม่เหมือนพระคริสต์ตั้งแต่เมื่อไร”  ไม่น่าแปลกใจที่คนที่เพิ่งกลับใจใหม่สงสัยเช่นนี้ เพราะชีวิตของหลายๆคนที่ได้ชื่อว่าคริสเตียนมีความแตกต่างอย่างมากกับชีวิตของพระคริสต์ อันที่จริงผู้เชื่อบางคนถึงกระทั่งเลียนแบบโลกแทนที่จะพยายามเป็นเหมือนพระเยซู

พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่าเราเป็น “ฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดีซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าให้เรากระทำ” เอเฟซัส 2:10 เมื่อเราเรียกตนเองว่า “คริสเตียน” เรากำลังประกาศให้โลกรู้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราและเรากำลังติดตามพระองค์

คำว่า “คริสเตียน” เป็นชื่อที่เปี่ยมด้วยเกียรติ เป็นสิทธิพิเศษที่เราทั้งหลายได้รับการเรียกขานด้วยพระนามของพระคริสต์ และขณะเดียวกันก็เป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ต้องดำเนินชีวิตให้สมกับพระนามของพระองค์                

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ท่านมีชีวิตอันสมกับพระคุณที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่ท่านแล้วหรือยัง ? ท่านจะพัฒนาขึ้นเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 พงศาวดาร 4:10

“ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า ‘ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย’ และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ” 

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010

โรม 8:26-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเราอย่างไร? (ข้อ 26-27)
  2. พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในสิ่งใดบ้าง? (ข้อ 28) เพราะอะไร? (ข้อ 29-34)

(ย2) ยอมภาวนา

เด็กชายปีเตอร์ ได้ลงแข่งทีบอลซึ่งเป็นการปูพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบไปสู่การเล่นเบสบอล กีฬาชนิดนี้จะวางลูกเบสบอลไว้บนหลักยางที่อยู่บนจุดยืนตีลูก ลูกเบสบอลอยู่บนหลักนั้นเพื่อจะถูกตีออกไป เด็กๆจะเหวี่ยงไม้สุดแรงเกิดเพื่อจะตีให้ได้โฮมรัน แต่พวกเขามักจะตีไม่โดนลูกเอาเสียเลย

เหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับปีเตอร์เช่นกัน เขาโกรธตัวเองมาก โค้ชต้องการที่จะให้กำลังใจ จึงตะโกนว่า “ปีเตอร์ พลาดได้สวย” ปีเตอร์ตีพลาด แต่โค้ชยังเรียกว่า “ดี”

สิ่งนี้อาจทำให้เราคิดถึงความผิดพลาดของเรา ในฐานะผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าไม่เคยเรียกบาปของเราว่าดี แต่พระองค์ไม่ได้ตัดสินว่าความผิดพลาดคือจุดจบ โดยพระคุณของพระองค์ พระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งดี จากความพ่ายแพ้อันใหญ่หลวงของเราได้ ในพระธรรมโรม 8:28 เราอ่านพบว่าพระเจ้าทรงกระทำให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง ต่อผู้ที่รักพระองค์ นี่เป็นความลึกลับที่เต็มไปด้วยความหวังจริงๆ

ถ้าคุณรักพระเจ้าและต้องการให้พระองค์พอพระทัย จงอย่ายอมแพ้หรือหมดหวังกับตัวเอง แต่ทูลขอการยกโทษและกำลังจากพระองค์เพื่อจะชนะความอ่อนแอของคุณ วางใจในพระองค์ และให้พระองค์ทำให้เกิด “สิ่งดี” จากความผิดพลาดของคุณ การผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นกับพระเจ้าอีกครั้ง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังพบกับความผิดพลาดอยู่หรือไม่? ส่งผลต่อคุณอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : โรม 8:28

“เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือ คนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” 

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2010

สดุดี 147:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระลักษณะของพระเจ้าที่เราพบได้จากพระคำตอนนี้? (ข้อ 1-9)
  2. อะไร คือ สิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงปิติยินดี? (ข้อ 10-11

(ย2) ยอมภาวนา

นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “โครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” มันกินพื้นที่ถึง 40 เท่าของท้องฟ้าในเวลากลางคืน ซึ่งมองเห็นได้จากโลกในคืนวันเพ็ญ โครงสร้างมหึมานี้ครอบคลุมอย่างน้อย 11 กาแลคซี่ และ 18 ควอซ่าที่บรรจุดวงดาวนับร้อยพันล้านดวงไว้ ช่างเป็นการค้นพบที่หน้าตื่นตะลึง ซึ่งจะมหัศจรรย์ยิ่งขึ้นอีกเทื่อเราพบว่าพระเจ้า “ทรงนับจำนวนดาว พระองค์ทรงตั้งชื่อมันทุกดวง” (สดุดี 147:4)

แต่ที่น่าพิศวงยิ่งกว่า ก็คือคำกล่าวอ้างในพระคัมภีร์ที่ว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพและยิ่งใหญ่ ทรงใส่พระทัยในตัวเรา “พระองค์ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจและทรงพันผูกบาดแผลของเขา” (สดุดี 147:3)

ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับที่พระเยซูเรียกว่า พระบิดา ผู้มีอำนาจเหนือความตายและนรก แต่ก็ทรงห่วงใยนกตัวเล็กที่สุดที่ตกลงพื้น และทรงนับเส้นผมของเราด้วย (มัทธิว 10:28-31)

พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งวันคืนของเรา พระเจ้าในยามตกต่ำและรุ่งโรจน์ เป็นพระเจ้าและจอมกษัตริย์ของเรา (1 ทิโมธี 6:15)

เมื่อยามดื่มด่ำกับความงามของท้องฟ้าราตรี เราสรรเสริญองค์ผู้สร้าง ส่วนเมื่อยามโศกเศร้ากับการสูญเสียชีวิตและความรัก เรายึดพระองค์ผู้ทรงรักษาใจที่แตกสลายไว้ พระผู้ซึ่งรักษาดวงใจที่ปวดร้าว

ช่างอัศจรรย์ใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าผู้ครอบครองทุกสิ่งทั้งเล็กและใหญ่ทรงสำแดงความรักต่อทุกชีวิตผ่านพระบุตรของพระองค์ พระองค์ผู้ผดุงดวงดาราในท้องฟ้า จะไม่ทรงละทิ้งคำมั่นสัญญาที่มีกับเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณคิดว่าพระเจ้าทรงใส่ใจในตัวคุณหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : โรม 8:28

“เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือ คนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” 

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2010

ฮีบรู 11:24-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. คนเหล่านั้นที่พระคัมภีร์ได้ระบุถึงนั้น พวกเขาถูกจดจำว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องใด? (ข้อ 24-34)

(ย2) ยอมภาวนา

ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ผู้คนมากมายในสหรัฐอเมริกาต้องอาศัยอยู่ในชุมชนเสื่อมโทรมที่สร้างด้วยไม้อัด ผ้าใบและผ้าห่ม ที่เรียกว่า “ฮูเวอร์วิลส์” ซึ่งเป็นที่อาศัยของคนที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านของตน ผู้คนจำนวนมากประณามประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์เรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ช่างน่าประหลาดที่ความเป็นผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพของฮูเวอร์ แตกต่างจากประวัติของเขาราวฟ้ากับดิน ก่อนหน้านี้ ความชำนาญด้านวิศวกรรมธรณีของฮูเวอร์ ก่อให้เกิดโครงการเหมืองแร่ที่ประสบความสำเร็จในประเทศออสเตรเลียและจีน และเขายังเป็นหัวหอกในการช่วยเหลือคนในสังคมอีกด้วย แต่เมื่อตลาดหลักทรัพย์ล่มสลายในเดือนตุลาคม 1929 ประธานาธิบดีฮูเวอร์ต้องเผชิญสภาวะที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เมื่อคนพูดถึงเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1930 ก็นึกถึงเขาเสมอ

แต่การล้มเหลวครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเขาจะล้มเหลว จะเกิดอะไรขึ้นหากเราจดจำว่าอับรามเป็นคนหลอกลวง (ปฐก. 12:10-20) โมเสสเป็นคนไม่เชื่อฟังพระเจ้า (กดว. 20:1-3) หรือดาวิดเป็นฆาตกร (2 ซมอ. 11) แม้พวกเขาจะเคยทำบาป แต่เขาเหล่านี้ก็ได้รับการจดจำเนื่องจากความเชื่อ “เพราะความเชื่อ… ความอ่อนแอของท่านก็กลับเป็นความเข้มแข็ง” (ฮบ. 11:33-34)

ชีวิตของเราจะไม่ล้มเหลว หากเราสำนึกบาปของเรา  พระเจ้ายังคงใช้เราในการปรนนิบัติพระองค์ได้  ความสำเร็จมักก่อตัวขึ้น จากเถ้าของความล้มเหลว

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมักจมอยู่กับความล้มเหลว หรือคิดถึงชัยชนะมากกว่ากัน?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2010

เอเฟซัส 3:14-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลทูลขอสิ่งใดเพื่อพี่น้องในเมืองเอเฟซัส? (ข้อ 14-16)
  2. เปาโลขอสิ่งนั้นเพื่ออะไร? (ข้อ 17-21)

(ย2) ยอมภาวนา

ชีวิตได้ให้สิ่งที่คุณต้องการหรือไม่? หรือคุณรู้สึกว่าเศรษฐกิจ รัฐบาล เหตุการณ์ หรือปัจจัยภายนอกต่างๆ กำลังปล้นเอาคุณค่าและความสุขไปจากคุณ

ไม่นานมานี้ สำนักสำรวจความคิดเห็นแห่งหนึ่งได้ถามประชาชน 1,000 คนว่า พวกเขาปรารถนาสิ่งใดมากที่สุดในชีวิต ผลการสำรวจข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากเปิดเผยว่าร้อยละ 90 ของคริสเตียนที่เชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ บอกว่า พวกเขาต้องการความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ความซื่อสัตย์ในระดับสูง และความเชื่อที่ลึกซึ้งสิ้นสุดใจ

ความปรารถนาจากส่วนลึกของจิตใจเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ตัวของเราเองสามารถทำได้ โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่น โครงการของรัฐบาลก็ช่วยเรื่องนี้ไม่ได้ และความตกต่ำทางเศรษฐกิจก็ไม่อาจลักขโมยอุดมคตินี้ไปได้ เป้าหมายชีวิตเหล่านี้จะบรรลุผลเมื่อเรายอมให้พระคำของพระเจ้าครอบครองจิตใจ และให้พระกำลังแห่งพระวิญญาณเสริมสร้าง “จิตใจ” (อฟ.3:16) ทำให้เกิดความสุขแท้

ในโลกที่ซับซ้อนนี้ เรามักถูกล่อลวงให้ฝากความหวังในสิ่งที่เราปรารถนาไว้ในมือของคนอื่น คือ คาดหวังให้คนอื่นทำความต้องการของเราให้เป็นจริง เราอาจจะต้องการความช่วยเหลือบ้าง และเราไม่อาจอยู่ตัวคนเดียว แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสุขแท้ได้นั้น ไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากภายใน คือ การยอมให้พระคริสต์เข้ามาสถิตในใจของเรา (ข้อ 17)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2010

1 พงศ์กษัตริย์ 3:4-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่ซาโลมอนทูลขอจากพระเจ้า? เพราะอะไร? (ข้อ 7-9)
  2. อะไร คือ พระพรที่ซาโลมอนได้รับจากท่าทีแห่งการทูลขอของเขา? (ข้อ 10-14)

(ย2) ยอมภาวนา

ขณะที่จิมมี่ คาร์เตอร์ เป็นนายทหารในกองทัพของสหรัฐ เขาชื่นชมพลเรือเอกฮีแมน ริคโอเวอร์ ผู้บังคับการกองเรือดำน้ำ หลังจากที่คาร์เตอร์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้เชิญริคโอเวอร์มารับประทานอาหารกลางวัน ท่านนายพลได้มอบแผ่นป้ายจารึกข้อความว่า “โอ พระเจ้า ทะเลของพระองค์กว้างใหญ่ และนาวาของข้าพระองค์ก็เล็กน้อย” คำอธิษฐานนั้นให้ข้อคิดในเรื่องขนาดและความซับซ้อนของชีวิต และเราไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง

ซาโลมอนเองก็รู้ว่าชีวิตอาจหนักหนา เมื่อท่านเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลต่อจากดาวิดพระบิดา ท่านยอมรับกับพระเจ้าถึงความอ่อนแอของท่านว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ถึงแม้ว่าข้าพระองค์เป็นแต่เด็ก บัดนี้พระองค์ทรงกระทำให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นกษัตริย์แทนดาวิดเสด็จพ่อของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าจะเข้านอกออกในอย่างไรถูก” (1 พกษ. 3:7) หลังจากนั้น ท่านก็ทูลขอสติปัญญาในการปกครองอย่างที่พระเจ้าพอพระทัยและเป็นคุณแก่ผู้อื่น (ข้อ 9)

คุณรู้สึกว่าชีวิตใหญ่เกินไปไหม? ความท้าทายที่คุณกำลังเผชิญอยู่อาจไม่มีคำตอบที่ง่าย แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า ถ้าคุณทูลขอสติปัญญา พระองค์ก็จะประทานให้ (ยก.1:5) คุณไม่จำเป็นต้องรับมือกับปัญหาหนักของชีวิตเพียงลำพัง การที่เรารู้ว่าเราเล็กน้อย จะทำให้เรายึดเอาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญปัญหาหนักอยู่ที่รู้สึกว่ามือของคุณจะรับไม่ไหวหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010

ยากอบ 5:7-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เราทำสิ่งใด? เพราะอะไร? (ข้อ 7-9)
  2. ใครคือตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่พระคำของพระเจ้าให้ยกขึ้นเพื่อให้เราทำตามอย่างเขา? (ข้อ 10-11)

(ย2) ยอมภาวนา

นักกอล์ฟมืออาชีพ พอลลา ครีมเมอร์ ฝึกอย่างหนักตลอดทั้งปีเพื่อให้ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เอทีดี แชมเปียนชิพ ในปี 2008 ซึ่งเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในรอบปีของแอลพีจีเอ ทัวร์ แต่แล้ว เมื่อการแข่งขันเริ่มต้น ครีมเมอร์ เกิดอาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ทำให้เจ็บปวดในช่องท้อง ตลอดสี่วันของการแข่งขัน เธอมีอาการปวดอยู่ตลอดเวลาและกินอะไรไม่ได้เลย เธอถึงกับต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาลในคืนวันหนึ่งเนื่องจากอาการปวด แต่กระนั้น เธอก็ยังอดทนจนการแข่งขันเสร็จสิ้น และไม่น่าเชื่อว่า เธอได้อันดับที่สาม ความมุ่งมั่นครั้งนี้ทำให้มีคนชื่นชอบในตัวเธอเพิ่มมากขึ้นทีเดียว

ความท้าทายและวิกฤตของชีวิต เรียกร้องให้เราต้องใช้กำลังทั้งหมดที่มี และในเวลาเช่นนี้เองที่เรามักอยากจะยอมแพ้ แต่ยากอบได้เสนอมุมมองอีกแบบหนึ่งให้กับผู้ที่ติดตามพระคริสต์ เขาบอกว่า ในเวลาที่ชีวิตคือการต่อสู้ก็มีพระพรอยู่ด้วย “เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด” (ยก.5:11)

จากตัวอย่างเรื่องโยบ เราได้เห็นกำลังใจและพละกำลังที่จะอดทนในช่วงเวลาที่ทุกข์ที่สุดในชีวิต กำลังที่หยั่งรากอยู่ในพระเจ้า ผู้ทรงเมตตากรุณา แม้ในเวลาที่ชีวิตเจ็บปวดและทุกข์ยาก เราอดทนได้เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระกรุณาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ (สดด. 136) พระเจ้าจัดเตรียมกำลัง ที่เราต้องการเพื่อช่วยให้เราอดทนได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2010

ลูกา 14:25-33

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ราคาของการเป็นสาวกของพระเยซูสูงมากขนาดไหน? (ข้อ 25-27,33)
  2. การติดตามพระเจ้าไม่ใช่เรื่องอารมณ์หรือความอยากแต่เป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญและตัดสินใจเป็นอย่างดี พระคัมภีร์ได้ยกตัวอย่างเรื่องใดเกี่ยวกับการตัดสินใจ? (ข้อ 28-32)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่ว่าคุณจะเลือกลดน้ำหนักแบบไหน คุณก็มีความตั้งใจที่จะให้น้ำหนักลดลง อย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง แต่ผู้ที่ลดน้ำหนักส่วนมากมักจะมาหยุด ณ จุดคงที่ก่อนจะไปถึงจุดที่ตั้งใจไว้ และหลายคนก็ท้อใจเมื่อความกระตือรือร้นหายไปก่อนน้ำหนัก หลายคนยอมแพ้และกลับไปมีนิสัยการกินแบบเดิม

สิ่งที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในชีวิตคริสเตียนด้วยเช่นกัน เมื่อเราเริ่มต้นเดินไปกับพระเยซู เรามักจะกำจัดความบาปที่ถ่วงอยู่ได้โดยง่าย เราเป็นพยานอย่างตื่นเต้นที่เราได้รับการปลดปล่อยจากพฤติกรรมที่ติดเป็นนิสัยของเรา จากนั้นเมื่อผู้คนเปลี่ยนไปสนใจผู้เชื่อใหม่คนอื่น เราจะพบว่าความบาป “เล็กน้อย” เช่น ความอิจฉา การผูกใจเจ็บ และความโกรธ ไม่ได้หายไปพร้อมกับความบาป “ใหญ่” บางคนท้อใจมากจนละความตั้งใจ ในการยอมถวายตัวเพื่อพระคริสต์ และหันกลับไปสู่วิถีชีวิตเก่าๆ

เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสถึงสิ่งที่ต้องสละในการเป็นสาวกของพระองค์ (ลก.14:25-35) พระองค์ทรงปรารถนาให้ผู้ที่ได้ยินพระองค์ทราบว่า การเชื่อและติดตามพระองค์นั้น มีความหมายมากกว่าการได้เริ่มต้นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่หมายถึงการยึดมั่นในสิ่งที่ยากลำบาก ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดถึงการลดน้ำหนักหรือการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ ใจความก็เหมือนกันคือ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การเริ่มต้น แต่อยู่ที่จุดจบ ความอดทนทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างความล้มเหลวกับความสำเร็จ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2010

โคโลสี : 1:19-29

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. น้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร? (ข้อ 19-20)
  2. พระเจ้าทรงทำสิ่งใดเพื่อเราจะได้คืนดีกับพระองค์? (ข้อ 21-22) เราจึงควรดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 23)
  3. อะไร คือ ความปลื้มปิติของอาจารย์เปาโล? (ข้อ 24-29)

(ย2) ยอมภาวนา

ในยุคที่ผู้คนมักชอบทำตามใจตัวเอง มีหลายคนเชื่อว่า ผู้เชื่อไม่ควรต้องทนทุกข์ แต่นักประพันธ์จอร์จ แมคโดนัล กล่าวว่า “พระบุตรของพระเจ้าทรงทนทุกข์จนถึงความมรณา ไม่ใช่เพื่อที่มนุษย์จะไม่ต้องทนทุกข์ แต่เพื่อที่การทนทุกข์ของพวกเขาจะเป็นเหมือนการทนทุกข์ของพระองค์”

ในพระธรรมโคโลสี 1:24 อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า การทนทุกข์ของท่านได้ช่วยเติม “การทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่นั้น” ให้เต็ม ท่านไม่ได้หมายความว่าการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ไม่เพียงพอที่จะช่วยเราให้รอด แต่กำลังชี้ว่า การทนทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามพระองค์ ขณะที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ และประกาศการเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์ต่อโลกที่หลงหายนั้น เราจะประสบความทุกข์ยาก อัครทูตเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีในการทนทุกข์เพื่อพระคริสต์และคนของพระองค์อย่างชื่นชมยินดี ท่านตระหนักดีว่าความเจ็บปวดและการทนทุกข์นั้นไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับสิทธิพิเศษในการเป็นพระพรให้กับผู้อื่น

ฟรานเชส ริดเลย์ ฮาเวอร์กัลป์ ผู้ประพันธ์เพลงชีวิตคริสเตียน กล่าวถึงร่างกายที่ปวดร้าวของเธอว่า “ทุกคนรู้สึกเสียใจกับฉัน ยกเว้นตัวฉันเอง” แล้วเธอกล่าวต่อไปว่า “ฉันมองเห็นความเจ็บปวดของฉันด้วยความเข้าใจถึงกางเขน” แม้แต่คนที่ทุพพลภาพยังสามารถสรรเสริญพระเจ้าและให้กำลังใจผู้อื่นได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะยอมรับการทุกข์ทรมานในขณะที่ปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนั่นคือการทรงเรียกและพันธกิจของเรา เสียงเรียกให้ปรนนิบัติพระคริสต์นั้น รวมไปถึงเสียงเรียกให้ทนทุกข์เพื่อพระองค์ด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณตั้งใจทำสิ่งใด เพื่อเป็นส่วนในน้ำพระทัยของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 3:16-19

“ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่านโดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” 

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010

กิจการ 4:1-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปโตรกับยอห์นได้รับเมื่อเขาพยายามประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู? (ข้อ 1-3) ความพยายามของพวกเขามีผลต่อความรอดหรือไม่?อย่างไร?(ข้อ 4)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พวกผู้ใหญ่และธรรมาจารย์พยายามทำเพื่อขัดขวางการประกาศของเปโตรและยอห์น? (ข้อ 17-18) เปโตรและยอห์นตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 19-20)

(ย2) ยอมภาวนา

ทหารคนหนึ่งได้กลายเป็นจุดสนใจเมื่อเขาโบกมือให้กับผู้ชมคนหนึ่งขณะที่กำลังฝึกซ้อมเดินขบวนในสนาม ครูฝึกเดินไปหาและตะคอกใส่เขาว่า “อย่าทำอย่างนั้นอีก!” แต่เมื่อขบวนทหารนี้เดินผ่านผู้ชมอีกครั้ง เขาก็โบกมือ ครูฝึกก็เดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับตะโกนใส่หน้าเขาว่า “ผมบอกคุณแล้วไงว่า ไม่ให้โบกมือ! คุณไม่กลัวผมหรือไง?!” “ครับท่าน” ทหารหนุ่มคนนั้นตอบ “แต่ท่านยังไม่รู้จักแม่ของผมดี!”

เปโตรและยอห์นทำให้ผู้นำทางศาสนาในกรุงเยรูซาเล็มไม่พอใจ ข่าวประเสริฐที่ท่านได้ประกาศออกไป รวมทั้งการอัศจรรย์ที่ท่านได้ทำนั้น ทำให้ผู้มีอำนาจของเมืองเดือดร้อน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาทางหยุดท่านทั้งสองโดยจับกุมและขังคุก ท่านทั้งสองมีเหตุผลที่จะกลัวคนเหล่านั้น แต่ในวันต่อมาท่านกลับยืนอยู่ต่อหน้าผุ้ที่กล่าวโทษท่านและกล่าวอย่างกล้าหาญว่า “จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังท่านหรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู” (กิจการ 4:19) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ท่านกลัวพระเจ้ามากกว่ากลัวผู้ที่ข่มเหงท่าน

หากเราถูกทดลองให้นิ่งเงียบทั้งที่เราควรจะพูดเพื่อพระคริสต์ เราต้องจำเอาไว้ว่าเราสามารถพูดและทำทุกสิ่งได้ด้วยความเชื่อ เพราะว่าเรารู้จักพระเจ้าของเราผู้ทรงสิทธิอำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็น “ผู้เดียว” ที่เราต้องการให้ทรงพอพระทัย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเผชิญกับอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณประกาศเรื่องราวของพระเจ้าหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2010

กิจการ 20:17-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลเพียรพยายามทำเพื่อพี่น้องในคริสตจักรเมืองเอเฟซัส? (ข้อ 17-21, 31)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลตระหนักดีว่าเขาต้องเผชิญเมื่อเขาเดินทางไปเยรูซาเล็ม? (ข้อ 21-23, 25)
  3. อะไร คือ แรงจูงใจที่ทำให้เปาโลเดินหน้าไปสู่ความยากลำบากอย่างไม่หวาดกลัว? (ข้อ 24)

(ย2) ยอมภาวนา

ครั้งหนึ่ง มีผู้ถามคนนำทางผู้ชำนาญการไต่ภูเขาโคโลราโดว่า เขาคิดว่านักไต่เขารู้สึกอยากตายหรือเปล่า เขาตอบว่า “จริงๆแล้วพวกเรามีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดต่างหาก” ในฐานะที่เป็นนักไต่เขาที่มีความระมัดระวัง แต่ก็ยังรักการผจญภัย เขาอธิบายต่อว่า ทำไมตนจึงคิดว่าการเสี่ยงชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่า “เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องตาย ผมไม่อยากจะพบว่า ผมไม่เคยใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเลย”

ขณะที่อัครทูตเปาโลเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม สหายสนิทของท่านอาจคิดว่าท่านอยากตาย ครั้งหนึ่งมีคนเตือนท่านถึงอันตรายและอ้อนวอนไม่ให้ไป (กจ. 21:4, 12) แต่เปาโลได้ตั้งใจไว้แล้วในเมืองเอเฟซัสที่ท่านประกาศอย่างชัดเจนว่า วัตถุประสงค์ของท่านคือ “แต่ข้าพเจ้ามิได้ถือว่า ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าและประเสริฐสำหรับตัวข้าพเจ้า แต่ในชีวิตของข้าพเจ้า ขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือ ที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (กจ. 20:24)

เปาโลไม่ได้เสี่ยงโดยไม่จำเป็นเพื่อเป็นพยานในฐานะคริสเตียน แต่ท่านก็ไม่เคยหลีกเลี่ยงการประกาศความเชื่อในพระเจ้าในที่สาธารณะ เป้าหมายไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ตรงข้าม ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อให้การแข่งขันฝ่ายวิญญาณสำเร็จด้วยความชื่นชมยินดีและเพื่อทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จ

ความกล้าหาญของเปาโลท้าทายเราให้ดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์โดยการละทิ้งตัวเอง ไม่ใช่วิตกกังวลแต่เรื่องของตัวเอง นั่นเป็นทางที่จะได้รู้จักกับความพึงพอใจสูงสุดและความชื่นชมยินดี วันนี้ เรามีความปรารถนาแห่งชีวิตเหมือนเปาโลไหม?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. วันนี้คุณคิดที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อจะเห็นคนอื่นได้รู้จักพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010

ยอห์น 10:14-30

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงเป็นผู้ใด? ทรงทำสิ่งใดเพื่อแกะของพระองค์? (ข้อ 14-18)
  2. แกะของพระเยซู จะมีลักษณะที่โดดเด่นอย่างไร? (ข้อ 27)

(ย2) ยอมภาวนา

ขณะที่คนเลี้ยงแกะกำลังรับประทานอาหาร เข้าใกล้กับหมู่บ้านเกวาช ทางตะวันออกของตุรกี แกะตัวหนึ่งกระโดดจากหน้าผาสูง 14 เมตรลงไปตาย ขณะที่คนเลี้ยงแกะยังยืนตกใจอยู่นั้น แกะที่เหลือก็กระโดดตามลงไป รวมแล้วมีแกะ 1,500 ตัวที่หล่นลงไปหน้าผาโดยไม่รู้ตัว แต่ข่าวดีก็คือ แกะ 1,000 ตัวหลังไม่ตายเพราะได้บรรดาแกะที่กระโดดลงไปแรกๆนั้นรองรับเอาไว้ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) รายงานว่า มีแกะตาย 450 ตัว

พระคัมภีร์มักเปรียบเทียบมนุษย์กับแกะ (สดด. 100:3, อสย. 53:6, มธ. 9:36) เพราะว่าเราถูกดึงดูดความสนใจได้ง่ายและมักได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม เราจึงเลือกที่จะตามฝูงชนมากกว่าเลือกปัญญาจากพระผู้ทรงเลี้ยง

น่าดีใจที่พระคัมภีร์พูดถึงแกะในทางที่ดีด้วย พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี…แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา” (ยน.10:14,27)

คำถามสำคัญสำหรับเราคือ เรากำลังตามใคร? ตามกันเอง? ตามคนเลี้ยงแกะที่คิดถึงแต่ตัวเอง? หรือตามเสียงและการทรงนำของพระผู้เลี้ยงที่ดี?

สิ่งที่ท้าทายสำหรับเราคือการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดอย่างที่แกะได้ทำ นั่นคือ การหลับหูหลับตาตามคนอื่นตกหน้าผา เราต้องถามตัวเองเป็นประจำทุกวันว่า เรากำลังฟังเสียงของพระผู้เลี้ยงที่ดีหรือไม่? เรากำลังตามพระองค์หรือเปล่า? จงตามพระคริสต์ ไม่ใช่ตามฝูงชน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นแกะที่ดีของพระเยซูหรือไม่? เห็นได้จากสิ่งใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2010

เศคาริยาห์ 4:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เศคาริยาห์ได้เห็น? (ข้อ 1-5)
  2. ทูตของพระเจ้าได้หนุนใจเศคาริยาห์ด้วยพระวจนะที่พระเจ้าทรงประทานแก่เศรุบบาเบลว่าอย่างไร? (ข้อ 6-10)

(ย2) ยอมภาวนา

ในหนังสือชื่อ “ไม่มีใครเล็กน้อย” (No Little People) นักศาสนศาสตร์ฟรานซิส เชฟเฟอร์เขียนไว้ว่า “ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้ใดเล็กน้อย และไม่มีที่ใดเล็กน้อย…หากบรรดาคนเหล่านั้นที่คิดถึงตัวเองว่าเป็นคนเล็กน้อยในที่เล็กน้อย ยอมจำนนต่อพระคริสต์และใช้ชีวิตทั้งชีวิตให้อยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์แล้ว โดยพระคุณของพระเจ้าเขาอาจเปลี่ยนแปลงวงจรของคนในชั่วอายุของเราได้”

ยังมีคนที่มีทัศนคติว่างานของเขาไม่สำคัญ ได้แก่ คนสร้างบ้าน ผู้ใช้แรงงาน นักเรียน และผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่รับใช้อยู่เงียบๆ เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็นความพยายามของเรา เราอาจรู้สึกเหมือนคนเล็กน้อย ที่เติมเต็มที่ว่างอันเล็กน้อย และกระทำการงานที่เล็กน้อย

ในเศคาริยาห์ 4:9 เราอ่านพบว่าเศรุบบาเบลได้สร้างรากฐานของพระวิหาร งานสร้างรากฐานต้องทำงานหนัก และต้องมองไปข้างหน้าด้วยความเชื่อ แต่บางคนก็คิดว่างานของเศรุบบาเบลไม่มีความสำคัญ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงท้าทายพวกเขาว่า “ผู้ใดที่ดูหมิ่นวันแห่งการเล็กน้อย” (ศคย. 4:10) พระเจ้าต้องการให้พวกเขาก่ออิฐต่อไปก้อนแล้วก้อนเล่า ตามแบบอย่างของเศรุบบาเบล พวกเขาต้องทำงานให้เสร็จโดยฤทธิ์อำนาจจากพระวิญญาณของพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยกำลังของพวกเขา (ข้อ 6)

คุณกำลังกระทำ “สิ่งเล็กน้อย” หรือเปล่า จงรับการหนุนใจเถิด พระเนตรของพระเจ้าทรงกวาดไป “ทั่วพิภพ” (ข้อ 10) พระองค์ทรงสังเกตสิ่งเล็กน้อยที่มีผู้กระทำเพื่อพระองค์ และพระองค์จะทรงใช้สิ่งนั้นอย่างมโหฬารที่เดียว

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2010

สดุดี 105:7-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พันธสัญญาที่พระเจ้าทำไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ? (ข้อ 7-11)
  2. พระเจ้าทรงทำสิ่งใดเพื่อปกป้องประชากรของพระองค์ให้สามารถมุ่งไปสู่พระสัญญาของพระองค์ (ข้อ 12-15)
  3. โยเซฟถูกเลือกให้เผชิญกับความยากลำบากก่อนเพื่ออะไร? (ข้อ 16-22)

(ย2) ยอมภาวนา

ถ้าพระเจ้าทรงส่งคุณให้ไปทำบางสิ่งที่สำคัญเพื่อพระองค์ คุณคาดหวังว่าผู้คนจะปฏิบัติต่อคุณอย่างไร? เป็นเหมือนคนที่มียศศักดิ์ในขบวนรถยนต์หรือเปล่า? คุณคิดว่าจะรู้สึกอย่างไร? รู้สึกว่าตนเองสำคัญและเกิดความมั่นใจหรือเปล่า? รู้อย่างชัดเจนแน่นอนว่า คุณกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนและคุณกำลังจะไปทำอะไรหรือเปล่า? ก้าวแรกบนหนทางของการรับใช้พระเจ้าของเรา เราอาจรู้สึกเหมือนความหวังและความฝันของเราสิ้นสุดลง การเริ่มต้นที่พระเจ้าทรงเริ่มไว้ให้กับผู้รับใช้ของพระองค์นั้นแตกต่างกับจุดหมายที่พระองค์ทรงดำริไว้โดยสิ้นเชิง

เรื่องของโยเซฟ (ปฐก. 37-47) เป็นเรื่องที่หนุนใจเรามากทีเดียว ดูเหมือนเราไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำกับเราได้เลย สดุดี 105 บอกเราว่าพระเจ้า “ทรงใช้ชายคนหนึ่งไปข้างหน้าเขา โยเซฟ ถูกขายไปเป็นทาส เท้าของเขาเจ็บช้ำไปด้วยตรวน คอของเขาเข้าอยู่ในปลอกเหล็กจนกว่าสิ่งที่เขาบอกได้บังเกิดขึ้นจริง พระวจนะของพระเจ้าทดสอบเขา” (ข้อ 17-19)

เมื่อพระเจ้าทรงส่งเราออกไป เราอาจเริ่มต้นจากการตกงานแทนที่จะได้งาน อาจรวมถึงการที่คุณถูกลงโทษอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งที่คุณทำอย่างยุติธรรมและไม่ยอมที่จะรอมชอมกับความคิด มันอาจเจ็บปวดเท่าๆ กับเมื่อเท้าของโยเซฟถูกตีตรวนอยู่ในคุก ถ้าพระเจ้าทรงประทานการเริ่มต้นที่ยากลำบากให้คุณ ขอให้ทูลขอกำลังจากพระองค์เพื่อจะผ่านพ้นไปได้ พระเจ้าผู้ทรงส่งคุณออกไปจะทรงสนับสนุนคุณจนกระทั่งคุณไปถึงจุดหมายในพระดำริของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ความยากลำบากที่คุณเผชิญ และคุณรู้ดีว่าจะนำคุณสู่แผนการอันดีของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 5:16

“จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” 

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2010

กาลาเทีย 5:16-26

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 16) เพราะอะไร? (ข้อ 17)
  2. การงานของเนื้อหนัง ได้แก่อะไร ? และผลของพระวิญญาณได้แก่อะไรบ้าง? (ข้อ 18-23)

(ย2) ยอมภาวนา

คริสเตียนวัย 80 ปีคนหนึ่งเป็นคนที่ชื่นชมยินดีตลอดทั้งชีวิต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเวลาที่เต็มด้วยภยันตรายและการพลัดพราก เธอและสามีก็ยังหัวเราะด้วยกันได้ เธอยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในฤดูร้อนปีหนึ่ง เมื่อเพื่อนบ้านผู้ชอบถากถางแอบได้ยินเสียงหัวเราะของเธอและสามี จึงกระแนะกระแหนขึ้นว่า “โลกนี้ยังมีเรื่องให้แกสองคนขำได้อีกเรอะ?”

นักเขียนคอลลีน ทาวน์เซนต์ อีแวนส์ มีความคิดเกี่ยวกับสาเหตุที่บางคนสามารถรักษาความชื่นชมยินดีเอาไว้ ในขณะที่บางคนทำไม่ได้ดังนี้ “ความชื่นชมยินดีในภาวะที่ยากลำบากนั้นสามารถทำให้พวกที่ต้องการความยินดีอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้จะทำเช่นไรเกิดความอิจฉา แล้วจึงหันมาเยาะเย้ยแทน” อีแวนส์กล่าวอีกว่า “ดูเหมือนโลกจะเห็นว่า ความชื่นชมยินดีเป็นเรื่องดีหากมันมีต้นเหตุ เช่นเมื่อทีมที่เราชอบชนะหรือเราได้เงินเดือนขึ้น แต่หากเราไม่มีเหตุผลเด่นชัดสำหรับความยินดีนั้นแล้ว เราก็อาจจะถูกวิจารณ์ได้”

พระคัมภีร์ไม่เคยบอกว่า ความชื่นชมยินดีเป็นผลมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ได้เน้นชัดว่า ความชื่นชมยินดีเป็นผลของพระวิญญาณ (กท.5:22) และการจะมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยความชื่นชมยินดีได้นั้น เราต้อง “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (ข้อ 25)

ดังนั้น เราจึงชื่นชมยินดีได้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร อาจารย์เปาโลถูกจองจำอยู่ในคุกขณะที่ท่านกล่าวว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด (ฟป.4:4) การเลือกที่จะชื่นชมยินดีอาจทำให้บางคนหมั่นไส้เรา แต่ก็จะมีบางคนที่ได้รับการหนุนน้ำใจและเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะความชื่นชมยินดีมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ในเรา ไม่ใช่จากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้าง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ผลของพระวิญญาณประการใดบ้างที่ ได้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณแล้ว?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เธสะโลนิกา 5:23

“ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2010

1 เธสะโลนิกา 5:16-23

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าบัญชาให้เราทำสิ่งใด และไม่ทำในสิ่งใด? (ข้อ 16-22)
  2. อะไร คือ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเรา? (ข้อ 23)

(ย2) ยอมภาวนา

ชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจ และนี่อาจเป็นเหตุผลที่บางคนสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อย่างไรสำหรับชีวิตของเขา

การค้นหาน้ำพระทัยพระเจ้าไม่ใช่กระบวนการที่ซับซ้อนเสมอไป พระองค์ได้ประทานหลักการที่ง่ายและชัดเจนในการดำเนินชีวิตแก่เรามากมาย อย่างเช่น “เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้ท่านทั้งหลายระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการประพฤติดี” (1 ปต.2:15)

ในพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 4:3 เราพบว่า “นี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์ เว้นเสียจากการล่วงประเวณี” และ 1 เธสะโลนิกา 5:8 บอกเราว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”

หากเราดำเนินชีวิตโดยความเชื่อและทำในสิ่งที่พระคัมภีร์บอกไว้อย่างแจ่มชัด เราก็แน่ใจได้ว่าพระเจ้าจะนำเราในการตัดสินใจครั้งยากๆเมื่อทางเลือกนั้นดูคลุมเครือ เหนือสิ่งอื่นใดพระเจ้าประสงค์ให้เรายอมจำนนต่อพระองค์และเต็มใจที่จะเดินตามไม่ว่าจะทรงนำเราไปยังที่ใด วิธีที่ดีที่สุดที่จะรู้น้ำพระทัยพระเจ้าก็คือ การบอกพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์จะทำตาม”

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เธสะโลนิกา 5:23

“ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา” 

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2010

2 ทิโมธี 4:1-8

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลได้กำชับทิโมธีให้ทำสิ่งใด? (ข้อ 2,5) เพราะเหตุใด? (ข้อ 3-4)
  2. เปาโลเองก็ทำสิ่งเหล่านั้นดวยสุดกำลังเช่นกัน เพราะเหตุใด? (ข้อ 6-8)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณเคยได้ยินเรื่อง “นักบินอวกาศเก้าอี้ผ้าใบ” ไหม? คนขับรถบรรทุกวัย 31 ปี ได้ผูกลูกบอลลูนอัดก๊าซฮีเลียมขนาดใหญ่จำนวน 40 ลูกเข้ากับเก้าอี้ผ้าใบ พร้อมอุปกรณ์ซึ่งได้แก่ วิทยุซีบี เครื่องวัดความสูง ร่มชูชีพและเสื้อชูชีพ แล้วก็เริ่มล่องลอยขึ้นไปบน “ท้องฟ้ากว้าง” เขาพกปืนลมขึ้นไปด้วยเพื่อจะใช้ยิงลูกบอลลูนเท่าที่จำเป็นเมื่อต้องการกลับลงมายังพื้นโลก

หลังจากขึ้นไปถึงระดับความสูง 3 ไมล์ เขาก็ตัดสินใจว่าจะกลับลงมา จึงเริ่มยิงลูกบอลลูน แต่ขณะที่พยายามอยู่นั้น เขาได้ลอยไปติดสายไฟเข้า เขาเล่าในเวลาต่อมาว่า “ครอบครัวของผมเคยคิดว่าผมบ้า แต่ตอนนี้กลับอยากให้ผมเขียนหนังสือ และพี่สาวของผมต้องการให้ผมไปหาตัวแทน”

ผมคงไม่สนับสนุนใครให้ลองอะไรที่ผาดโผนเช่นนี้ มีกิจกรรมอื่นๆอีกมากที่ดีกว่าการทำให้ชื่อคุณอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ในฐานะคริสเตียน คุณต้องทำในสิ่งที่คุ้มค่ากับความพยายามและความเสี่ยง เป้าหมายของคุณควรจะเป็นการต่อสู้อย่างเต็มกำลัง แข่งขันจนถึงที่สุด และรักษาความเชื่อไว้ (2 ทธ. 4:7)

การพยายามรักษาเป้าหมายฝ่ายวิญญาณจะนำมาซึ่งความพึงพอใจส่วนตัว นำพระพรไปสู่ผู้อื่น และบำเหน็จอันเป็นนิรันดร์ คุณอยู่เพื่อสิ่งซึ่งควรค่าที่คุณจะพลีชีวิตหรือไม่?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณได้พยายามทำตามพระคำของพระเจ้าอย่างสุดกำลังแล้วหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เธสะโลนิกา 5:23

“ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา” 

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2010

กิจการ 21:7-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อากาบัสผู้ทำนาย ได้พยากรณ์ถึงเปาโลว่าอย่างไร? (ข้อ 11)
  2. พี่น้องที่อยู่ร่วมกับเปาโลตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 12) แต่เปาโลตอบสนองอย่างไร? เพราะเหตุใด? (ข้อ 13-15)

(ย2) ยอมภาวนา

ครั้งหนึ่งมัทธิว เฮนรี่ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ ที่มีชื่อเสียงได้ประจันหน้ากับกลุ่มโจรขณะถูกปล้น เขาเล่าไว้ในสมุดบันทึกว่า “ก่อนอื่นผมขอบคุณพระเจ้า เพราะผมไม่เคยถูกปล้นมาก่อน ข้อสองเพราะพวกนั้นเอากระเป๋าเงินของผมไปแต่ไม่ได้เอาชีวิตผม และสามแม้ว่าพวกเขาจะเอาทุกสิ่งที่ผมมีไปแต่ก็ไม่มากมายอะไร และสี่เพราะผมถูกปล้น ผมไม่ได้ไปปล้นใคร

สำหรับมัทธิว เฮนรี่ การทำตามพระประสงค์ของพระเจ้านั้นสำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา เปาโลก็แสดงทัศนะอย่างเดียวกันเมื่อรับรู้ชะตากรรมของตน ผู้พยากรณ์อกาบัสได้พยากรณ์ว่า ท่านจะถูกจำคุกในเยรูซาเล็ม (กจ.21:10-11) แต่เปาโลก็ไม่หวั่นไหว ท่านปรารถนาจะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและให้พระประสงค์ต่อชีวิตของท่านสำเร็จไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับชีวิต เปาโลปรารถนาจะเชื่อฟังพระเจ้าเพื่อถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์

ไม่มีใครรู้อนาคต บางครั้งพระประสงค์ของพระเจ้าอาจหมายถึงการเดินผ่าน “หุบเขาแห่งความมรณา” (สดด.23:4) และบางครั้งเราอาจต้องเลือกทางที่ยากลำบากเพราะปรารถนาจะทำสิ่งที่ถูก มากกว่าหาทางออกแบบง่ายๆ ในความทุกข์ยากทั้งปวงของชีวิต เราสามารถระลึกได้ว่าการกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า “เพราะเห็นแก่พระนามของพระเยซูนั้น” (กจ.21:13) สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เธสะโลนิกา 5:23

“ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา” 

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2010

ปฐมกาล 1

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. วันแรกพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 1-5) วันที่สองพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 6-7) วันที่สามพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 9-13) วันที่สี่พระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 14-19) วันที่ห้าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 20-23) วันที่หกพระเจ้าทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 24-31)
  2. พระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆแล้วทรงรู้สึกอย่างไร? (ข้อ 31)

(ย2) ยอมภาวนา

ในโลกปัจจุบันที่รวดเร็ว คนมากมายที่พกเพจเจอร์ ไดอารีแผนงานประจำวันและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็กำลังผลักไสตัวเองไปสู่ทางตัน บางครั้งพ่อแม่ต้องแข่งขันกับเวลาจนคิ้วขมวด บึ่งรถจากสนามฟุตบอลไปประชุมที่สมาคมผู้ปกครอง แล้วพาลูกไปเรียนเปียโนต่อ พร้อมกับกินข้าวบนรถไปด้วย พอสิ้นสุดวันหนึ่งก็ฟุบหมดแรงคาเตียง

เป็นไปได้ไหมที่เราในฐานะผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ก็มีชีวิตที่รีบรนเกินไปด้วย ดูเหมือนเรามักจะยอมอยู่ใต้แรงกดดันมหาศาลเพื่อจะประสบความสำเร็จ และได้ประสบการณ์ในทุกเรื่องเท่าที่จะหาได้ ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้น เราก็จะไม่อภัยตนเองที่ไม่อาจบรรลุดังที่คาดหวัง

แต่นี่เป็นชีวิตแบบที่พระเจ้าปรารถนาหรือ? เมื่อเราสำรวจการทรงสร้างโลกในปฐมกาลบทที่ 1 เราจะเห็นรูปแบบที่เรียบง่าย แรกสุดคือการ สร้างจักรวาล สร้างสิ่งต่างๆและมนุษย์ แล้วความพึงพอใจก็เกิดขึ้น พระองค์เห็นว่า “ดีนัก” (ข้อ 31 ) จากนั้นจึงถึง “การพักผ่อน” (2:1-2)  พระเจ้าทรงหยุดพักไม่ใช่เพราะทรงเหน็ดเหนื่อย แต่เพราะทรงพอพระทัยแล้วกับงานที่สำเร็จอย่างงดงาม

บางทีการนัดหมายที่วุ่นวายและวิถีชีวิตที่ตึงเครียด อาจปล้นเอาอารมณ์ขัน สันติสุข ความยินดีและความพึงพอใจในชีวิตของคุณไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จงปรับชีวิตของคุณเสียใหม่เข้าสู่แบบแผนของพระเจ้า ทั้ง การทำงาน ความพึงพอใจและการพักผ่อน แล้วคุณจะอัศจรรย์ใจกับความน่าพึงใจของชีวิต จงระวังความแห้งแล้งไร้ชีวิต ที่แฝงมากับวันอันวุ่นวาย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีโอกาสได้พึงพอใจกับสิ่งต่างๆที่คุณกำลังทำหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เธสะโลนิกา 5:23

“ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา” 

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 1:8-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลมีท่าทีในใจต่อพี่น้องและผู้อื่นอย่างไร? (ข้อ 8-11)
  2. ความยากลำบากที่เปาโลต้องเผชิญมีผลต่อพี่น้องอย่างไร? (ข้อ 12-14) เปาโลมีท่าทีต่อการประกาศข่าวประเสริฐอย่างไร? (ข้อ 15-18)

(ย2) ยอมภาวนา

ในแผนที่ที่ปกหลังพระคัมภีร์บางฉบับ ได้บอกเส้นทางการไปประกาศข่าวประเสริฐของเปาโลด้วยเส้นสีที่มีลูกศรบอกทิศทาง ในการเดินทาง 3 ครั้งแรก ลูกศรชี้เส้นทางจากจุดเริ่มต้นและบอกเส้นทางกลับ แต่ในการเดินทางครั้งที่ 4 เปาโลไปในฐานะของนักโทษของซีซาร์และลูกศรแสดงการเดินทางของท่านชี้ไปเพียงเที่ยวเดียว คือ สิ้นสุดที่โรม

เราอาจจะอยากเรียกการเดินทางครั้งว่า คราวอับโชคในชีวิตของเปาโล แต่ตัวของเปาโลเองกลับเห็นว่าในการเดินทางครั้งนี้ พระเจ้าได้ทรงนำและใช้ท่านอย่างมากมาย เช่นเดียวกับการเดินทาง 3 ครั้งก่อนหน้านั้น ท่านเขียนไว้ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป จนประจักษ์ทั่วกันในหมู่ผู้คุมและคนอื่นๆว่า การที่ข้าพเจ้าถูกจำจองนั้นก็เพื่อพระคริสต์ และพี่น้องส่วนมากได้เกิดความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า เนื่องด้วยการจองจำของข้าพเจ้า และพวกเขามีใจกล้าขึ้น ที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ฟป.1:12-14)

แม้ในเวลาที่การเดินทางของชีวิตเราจะเต็มไปด้วยพันธนาการและข้อจำกัด เราก็ยังแน่ใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงหนุนใจผู้อื่นผ่านเรา เมื่อเรากล่าวพระวจนะของพระองค์และไว้วางใจในพระองค์ สำหรับคริสเตียน ทางที่ดูเหมือนอ้อม แท้จริงแล้วอาจเป็นทางใหม่ไปสู่พระพร

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณยอมให้ความจำกัดของคุณขัดขวางการทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้าและเพื่อคนอื่นหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันอังคารที่ 2 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 2:12-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลหนุนใจพี่น้องในเมืองฟิลิปปีให้ดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 12-16)
  2. อะไร คือ เหตุผลที่สำคัญที่เราจะต้องดำเนินชีวิตดังเช่นนั้น? (ข้อ 16-18)

(ย2) ยอมภาวนา

มาร์ค เบนท์นักธุรกิจชาวอเมริกันใช้เงินจำนวน 250,000 ดอลล่าร์ในการพัฒนาและผลิตไฟฉายพลังแสงอาทิตย์ราคาถูก ไฟฉายหลายพันกระบอกถูกแจกจ่ายหรือจำหน่ายในราคาถูกให้กับผู้ลี้ภัยชาวอัฟริกันในค่ายอพยพ หากชารจ์พลังงานแสงอาทิตย์หนึ่งวันจะส่องสว่างได้ 7 ชั่วโมงแก่ผู้คนในบ้าน โรงเรียน และที่คลินิก ซึ่งอาจเกิดอาชญากรรมและความรุนแรงหากไม่มีแสงสว่างในที่นั้น

ความแตกต่างระหว่างความมืดและความสว่างเป็นภาพสะท้อนในพระคัมภีร์ ที่ทำให้เห็นพระเยซูได้อย่างเด่นชัด “ชนชาติที่ดำเนินในความมืด จะได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา” (อสย.9:2) “พระองค์(พระเยซู)ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ ความสว่างส่องเข้ามาในความมืดและความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่”(ยน.1:4-5)

ในฐานะผู้ติดตามพระเยซู เรามีสิทธิพิเศษที่จะเป็นผู้นำแสงสว่างของพระองค์ในยุคปัจจุบัน เปาโลหนุนใจคริสเตียนในเมืองฟิลิปปีให้เป็นผู้ “ไม่ถูกติเตียน และไม่มีความผิด เป็นบุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ฟป.2:15)

แทนที่จะเกรงกลัวหรือให้ความมืดฝ่ายวิญญาณรอบตัวกดขี่เรา เราสามารถพึ่งพาพระคุณที่พระเจ้าประทานให้บรรดาบุตรของพระองค์ เพื่อส่องสว่างแทนพระองค์ พระเยซูเสด็จมา เพื่อประทานแสงสว่างแก่โลกที่มืดมน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 3:3-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้เชื่อที่เข้าสุหนัตแท้ เป็นอย่างไร? (ข้อ 3)
  2. หากวัดกันที่ภายนอกดูเหมือนว่าเปาโลคือผู้ที่คู่ควรจะเป็นที่ยกย่องเหตุเพราะสิ่งใด? (ข้อ 4-6)
  3. สำหรับเปาโลสิ่งที่วัดกันภายนอกนั้นไม่สำคัญสำหรับเขาเลยเพราะเหตุใด? (ข้อ 7-11)

(ย2) ยอมภาวนา

เคยมีคนพูดไว้ว่า “ขยะของคนคนหนึ่งเป็นสมบัติของอีกคนหนึ่ง” เมื่อเดวิด ดัดลีย์พยายามช่วยพ่อแม่กำจัด “สิ่งที่ไม่จำเป็น” ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในบ้านหลังที่เล็กลง เขารู้สึกว่ายากมาก หลายครั้งเขาโมโหที่พ่อแม่ไม่ยอมทิ้งสิ่งของที่ไม่ได้ใช้เลยตลอดหลายสิบปีสุดท้าย พ่อของเดวิดอธิบายว่า ของที่หมดสภาพและไร้ประโยชน์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงบรรดาเพื่อนรัก และเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆ การกำจัดของที่รกรุงรังก็เหมือนทิ้งขว้างชีวิตของพวกเขาเอง

ความลังเลที่จะละทิ้งสิ่งรกรุงรังในบ้านเปรียบได้กับเรื่องฝ่ายวิญญาณที่เราไม่สามารถกำจัดความคิดที่ถ่วงเราไว้ให้ออกไปจากใจได้

นานหลายปีทีเดียว เซาโลแห่งทาร์ซัสยึดติดอยู่กับ “ความชอบธรรม” ที่เขาได้มาจากการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า ชาติตระกูลและความสามารถของเขาเป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าสำหรับเขา จนเมื่อเขาได้พบกับพระเยซูและต้องตาบอดบนถนนที่ไปสู่เมืองดามัสกัส (กจ.9:1-8) การได้พบกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดแบบหน้าต่อหน้าทำให้เขาปล่อยมือจากการพึ่งพากำลังของตนเอง ซึ่งเขาสุดแสนจะภาคภูมิใจ และได้บันทึกไว้ในเวลาต่อมาว่า “สิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว เพื่อเห็นแก่พระคริสต์” (ฟป.3:7)

เมื่อใดที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เรียกร้องให้เราปล่อยมือจากความคิดที่ขัดขวางการติดตามพระเยซูคริสต์ เมื่อนั้น เราจะได้พบกับอิสรภาพแห่งการปล่อยวาง โดยพระคริสต์ เราจึงมีอิสระที่จะปล่อยวาง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 3:12-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลได้ทำเพื่อจะก้าวไปเพื่อรับรางวัลในพระเยซูคริสต์ที่รออยู่ข้างหน้า?(ข้อ 13-16)
  2. คนที่สนใจแต่โลกของวัตถุนั้น ปลายทางของเขาจะเป็นอย่างไร? (ข้อ 19)
  3. อะไร คือ สิ่งที่เราจะต้องสนใจ? เพราะเหตุใด? (ข้อ 20-21)

(ย2) ยอมภาวนา

การแข่งขันคอมราดส์มาราธอน เริ่มต้นขึ้นในปี 1921 เป็นการแข่งขันประเภทอัลตร้ามาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในทวีปอัฟริกาใต้  และมีระยะทางในการวิ่งยาว 90 กิโลเมตร บรูซ ฟอร์ดายซ์ เป็นเจ้าแห่งการวิ่งมาราธอนนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เขาได้ชัยชนะถึง 9 ครั้งตั้งแต่ปี 1981-1990 สถิติ 5 ชั่วโมง 24 นาที 7 วินาทีที่เขาทำไว้ในปี 1986 ครองตำแหน่งอยู่ถึง 21 ปีก่อนที่จะถูกทำลายสถิติลงในที่สุดเมื่อปี 2007 สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจก็คือ เขายังคงเข้าร่วมการแข่งขันนี้ทุกปี

จะว่าไปแล้ว เราที่เป็นคริสเตียนต่างก็กำลังวิ่งมาราธอน การจะวิ่งและเข้าสู่เส้นชัยแห่งชีวิตต้องอาศัยความทรหดอดทน เมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงชาวเมืองฟิลิปปี ท่านกล่าวถึงการ “โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (3:13) และการบากบั่น “มุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” (ข้อ14)

พระเยซูคริสต์เจ้าของเราได้ทรงวางแบบอย่างการวิ่งมาราธอนชีวิตไว้ให้เราแล้ว พระคัมภีร์บอกกับเราว่า “เพื่อความยินดีที่อยู่ต่อหน้าพระองค์(พระเยซู) ทรงถือว่าความอับอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญ และพระองค์ประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า” (ฮบ.12:2) ถึงจะมี “การคัดค้านของคนบาป” แต่พระองค์ก็ได้ทรงเข้าเส้นชัยแล้ว (ข้อ 3) เคล็ดลับของการจบลงอย่างสวยงาม คือ ความหวังใจที่จะพบกับความสุขที่รอคอยเราอยู่ภายหลังการแข่งขันของชีวิต คือ ชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณยังคงวิ่งไปกับพระเจ้าด้วยความหวังอยู่หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 4:10-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เคล็ดลับของความชื่นชมยินดีในทุกสถานการณ์ในชีวิตของเปาโล? (ข้อ 10-12)
  2. เปาโลเผชิญทุกอย่างเหล่านั้นได้เพราะเหตุใด? (ข้อ 13)

(ย2) ยอมภาวนา

ถ้าพูดกันตามสถิติแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ ทั้งนี้เพราะมีประชากรถึง 6 พันล้านคนกระจัดกระจายอยู่บนก้อนหินมหึมานี้ แต่หลายคนในโลกรู้สึกอ้างว้าง ผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกว่าเธอมีชีวิตยืนยาวกว่าญาติและเพื่อนสนิทของเธอ ในความอ้างว้างของเธอนั้น เธอสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้เธอมีชีวิตอยู่

ถ้าคุณรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว  เราอาจให้คำหนุนใจคุณได้บ้าง โดยพระคำของพระเจ้า เราพบว่ามีการกระทำสามประการที่สามารถช่วยเยียวยาชีวิตที่อ้างว้างของคุณได้

“เรียนรู้ที่จะพอใจ” อ่านฟิลิปปี 4:10-13 แล้วขอพระเจ้าช่วยให้คุณพึ่งพาพระองค์ทุกวันและเรียนรู้ที่จะพอใจในทุกสถานการณ์

“ทำดีต่อใครสักคน” อ่านฮีบรู 13:1-3 แล้วมองหาใครสักคนที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วคุณจะขจัดความอ้างว้างออกไปจากตัวคุณเองและคนนั้นด้วย

“นมัสการร่วมกับคนของพระเจ้า” ฮีบรู 10:21-25 ให้ความสำคัญกับคุณค่าของการนมัสการร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ หาคนที่คุณจะนมัสการพระเจ้าด้วยกัน

ถ้าคุณกำลังรู้สึกเหงา ให้เข้าใกล้พระเยซูเพื่อคุณจะมีความสุข ช่วยคนอื่นและนมัสการพระเจ้าร่วมกับคนอื่น การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้ความคิดของคุณเปลี่ยนไปและทำให้คุณไม่ลืมว่า เมื่อคุณรู้จักพระเจ้าคุณไม่เคยอยู่คนเดียว

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2010

ฟิลิปปี 4:15-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลได้กล่าวถึงช่วงเวลาการรับใช้ของท่านที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใด? (ข้อ 15-18)
  2. อะไร คือ สิ่งที่คนเหล่านั้นที่สนับสนุนเปาโลจะได้รับ? (ข้อ 19)

(ย2) ยอมภาวนา

“พ่อครับผมขอเงิน 100 บาทครับ” “พ่อขาช่วยหนูทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์หน่อย” “พ่อครับ พ่อค่ะ…” คำถาม คำขอร้องและความต้องการของลูกดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดสำหรับคุณพ่อ ไม่ว่าลูกจะอยู่ชั้นม.ต้น ม.ปลาย มหาวิทยาลัย หรือแต่งงานแล้ว ความต้องการให้ความช่วยเหลือไม่เคยหยุดเลย

หลายครั้งที่คุณพ่อช่วยไม่ได้ บางครั้งพ่อหาคำตอบหรือวิธีแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้อยากจะช่วยมากเพียงไร คุณพ่อก็อาจหาคำตอบและไม่สามารถช่วยลูกได้ทุกอย่าง แต่ผู้หนึ่งที่ทำได้ คือ พระเจ้าผู้จะประทานสิ่งที่เราขาดอยู่ทุกอย่าง (ฟป.4:19) และพระองค์ทรงทราบว่าเมื่อใดที่ความต้องการของเราเป็นความจำเป็นที่แท้จริง และเมื่อใดที่พระองค์จะต้องเปลี่ยนความคิดของเราเสียใหม่

ให้คุณพิจารณาสิ่งต่อไปนี้ : เมื่อเราเหนื่อยเกินไปที่จะก้าวต่อ พระเยซูตรัสว่า “เราจะให้ท่านหายเหนื่อย” (มธ.11:28) เมื่อเราคิดว่าไม่มีใครสนใจเรา พระเยซูตรัสว่า “พระองค์ทรงรักเรา” (ยน.15:12-13) เมื่อเราแก้ปัญหาไม่ตก พระเจ้าตรัสว่า “พระองค์จะทรงนำเรา” (สดด.48:14) เมื่อเราต้องการการยกโทษ พระเจ้าตรัสว่า “พระองค์จะยกโทษให้เรา ถ้าเราสารภาพบาปของเรา” (1ยน.1:9)

พระเจ้าเป็นพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ทรงต้องการให้เรานำความปรารถนาของเราเข้ามาหาพระองค์ พระองค์ทรงต้องการให้เราฟังพระองค์ตรัสผ่านทางพระคำของพระองค์ พระองค์ทรงมีคำตอบสำหรับทุกสิ่ง โปรดจำไว้ว่า พระเจ้าไม่เคยทรงเหนื่อยหน่ายต่อคำขอร้องของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมั่นใจหรือไม่ว่า พระเจ้าจะเป็นผู้ค้ำจุนคุณในทุกสถานการณ์?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 3:13-14

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ” 

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2010

เฉลยธรรมบัญญัติ 8:11-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. โมเสสเตือนให้อิสราเอลระวังอย่าทำสิ่งใด? (ข้อ 11,17)
  2. เราต้องระวังสิ่งเหล่านั้นเพราะอะไร? (ข้อ 12-14,18-20)

(ย2) ยอมภาวนา

ชาวนาเท็กซัสกำลังคุยกับชาวนาจากโอคลาโฮมา ชาวเท็กซัสถามว่า “ทุ่งนาของคุณใหญ่แค่ไหน” “ก็ ใหญ่ทีเดียว” เจ้าของที่นาตอบ “มากกว่าพันเอเคอร์” ชาวเท็กซัสไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่า จึงตอบว่า “ผมจะบอกให้นะ ผมออกรถปิ๊กอัพของผมตอนพระอาทิตย์ขึ้นแล้วขับไปทางตะวันตกและพอถึงตะวันตกดิน ผมก็ยังอยู่บนที่ดินของผมอยู่เลย” ชาวโอคลาโฮมาคิดอยู่สักครู่แล้วยิ้ม “คุณรู้ไหม ผมเคยมีรถปิ๊กอัพแบบนั้นเหมือนกัน”

เราทุกคนต้องถ่อมใจ ความเย่อหยิ่งที่ขี้อวดและท่าทีที่คิดว่าตนเองเพียงพอแล้วเป็นการละเลยพระเจ้า และจะทำลายความเชื่อของเราในพระคำของพระองค์ ทั้งยังเป็นการขัดขวางพระพร ชาวอิสราเอลเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยวิธีที่ยากลำบาก เป็นเวลา 40 ปีที่พระเจ้าได้ทรงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยสิ่งอัศจรรย์ ได้แก่ มานา เสาเมฆ และเสาเพลิง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลย การอัศจรรย์กลายเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นโมเสสจึงเตือนพวกเขาว่าพระเจ้าได้ทำให้พ่อแม่ของพวกเขาถ่อมใจลงด้วยความหิว แล้วพระองค์ทรงเลี้ยงดูพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้จัดเตรียม

วันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากในหลายแขนง ชีวิตของเราได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น และเราก็มีความเย่อหยิ่งในความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของเรา แล้วก็มีเสียงสะท้อนจากอดีตว่า “มนุษย์จะบำรุงด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มธ.4:4)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำสิ่งต่างๆด้วยกำลังความสามารถของตนหรือตระหนักถึงพระคุณของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันอังคารที่ 9 มีนาคม 2010

มัทธิว 11:28-30

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ใดมาหาพระองค์? เพื่อจะได้รับสิ่งใด? (ข้อ 28)
  2. ผู้ที่มาหาพระองค์จะต้องทำสิ่งใด? อะไรคือสิ่งที่เขาจะได้รับ? (ข้อ 29-30)

(ย2) ยอมภาวนา

แอนดี้ วอร์ฮอล ศิลปินป็อปผู้หนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ในยุคของโทรทัศน์นั้น ทุกคนมีเวลา 15 นาทีที่จะมีชื่อเสียงได้ ใช่ ชื่อเสียงอาจวิ่งเข้าหาเรา แต่เราไม่ควรจะแสวงหามัน

ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวเป็นลักษณะที่ร้ายกาจ ซึ่งจะแสดงตัวออกมาเป็นความปรารถนาอันน่าชังที่จะได้ “ที่นั่งที่ดีที่สุด” และเพื่อจะได้การยอมรับ มันสามารถผลักดันเราให้เข้าไปควบคุมสถานการณ์ต่างๆทางสังคม และทำให้เราป่าวร้องแต่เรื่องของตนเองแทนที่จะฟังผู้อื่น เราชอบให้คนอื่นสนใจ ชอบมีชื่อเสียง ชอบเป็นจุดเด่น มากกว่าการยืนแอบอยู่ข้างๆ

แต่วิถีทางของพระเจ้านั้นตรงกันข้าม เราต้องเรียนรู้ที่จะพอใจเมื่อผู้อื่นได้รับการยกชูขึ้นเหนือเรา เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมเมื่อคนอื่นเป็นที่พอใจมากกว่าเรา และเรายกความดีความชอบให้คนอื่น แทนที่จะเก็บไว้ใส่ตัวทั้งหมด วิถีทางของพระเจ้าทำให้เรายอมรับความอับอายได้เมื่อถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมและมองประสบการณ์ดังกล่าวเป็น “พระพรที่ซ่อนอยู่” ซึ่งเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ความถ่อมใจที่แท้จริง

เราเริ่มเรียนรู้วิถีทางของพระเจ้าจากพระเยซู พระองค์ทรง “สุภาพและใจอ่อนน้อม” (มธ.11:29) และไม่พยายามที่จะปกป้องฐานะและเกียรติยศของตัวเอง (ฟป.2:5-8) โดยการพึ่งพาความช่วยเหลือจากพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็จะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น และเมื่อนั้นเราจะเลิกแสดงอาการหรือไม่ต้องต่อสู้กับความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวอีกต่อไป

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณสำแดงชีวิตของความสุภาพและมีใจอ่อนน้อมเหมือนพระเยซูหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันพุธที่ 10 มีนาคม 2010

มัทธิว 21:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงบัญชาให้สาวกของพระองค์ทำสิ่งใด? (ข้อ 1-6)
  2. ฝูงชนตอบสนองอย่างไรเมื่อพระเยซูทรงลาเสด็จเข้าไปในเยรูซาเล็ม? (ข้อ 7-11)

(ย2) ยอมภาวนา

ผู้คนมักพูดถึงลาด้วยคำพูดดูแคลน คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผมเป็นเพียงคนที่ต้องทำงานต่ำต้อยเยี่ยงลาโง่” หรือ “ดื้อเหมือนล่อ” (ล่อเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์จากม้ากับลา) ผู้กล่าวคำเหล่านี้ได้มองข้ามประโยชน์ของสัตว์ที่มีคุณค่าอันแท้จริงอย่างลา ลาได้รับใช้มนุษย์มานานหลายพันปี และครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสัญลักษณ์ของความถ่อมใจ ความอ่อนสุภาพและสันติภาพ

ในสมัยพระคัมภีร์ ลาซึ่งไม่มีใครเคยขี่มาก่อนนับเป็นลาที่เหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับใช้ในทางศาสนา ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเหมาะสมที่สุดที่พระเยซูส่งสาวกออกไปนำลูกลามาให้พระองค์เพื่อกระทำราชกิจของกษัตริย์ พระองค์ทรงลูกลาเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พันธกิจของลูกลาตัวนั้นช่างน่าอิจฉาเสียจริง ช่างเหมือนกับการงานของเราในฐานะสาวกของพระเยซู

มิชชันนารีคนหนึ่งในจีนเรียกตัวเองว่า “ลาขององค์พระผู้เป็นเจ้า” เธอเป็นผู้เชื่อที่ถ่อมใจ ซึ่ง “ให้” องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับเข้าไปตามเมืองต่างๆอย่างสัตย์ซื่อและฝึกฝนคนอื่นๆให้ทำเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงประสงค์ “ลา” เช่นนี้จำนวนมากในโลกปัจจุบัน คือ คนที่มีความถ่อมใจซึ่งให้พระองค์ทรงประทับเข้าไปตามเมืองต่างๆ และทำให้พระองค์เป็นที่รู้จัก

แต่ลาจะต้องถูกแก้เชือกผูกเสียก่อนพระองค์จึงทรงใช้ได้ เราก็เช่นเดียวต้องได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการของโลกหากจะปรนนิบัติพระคริสต์ เราเต็มใจที่จะเป็นลาขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ งานต่ำต้อยกลายเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเรากระทำเพื่อพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเต็มใจเป็นลาขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2010

มัทธิว 23:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เหตุใดพระเยซูจึงไม่ให้ประชาชนทำตามอย่างพวกธรรมาจารย์และฟาริสี? (ข้อ 1-7)
  2. ผู้ที่จะเป็นใหญ่สำหรับพระเจ้านั้นเป็นเช่นใด? (ข้อ 11-12)

(ย2) ยอมภาวนา

หนังสือโบราณที่หุ้มด้วยปกหนัง กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก อันเนื่องมาจากความสวยงามของปก ไม่ใช่เนื้อหาที่อยู่ข้างใน มัณฑนากรไปซื้อมาจากแผงขายของเก่าและนำมาประดับในบ้านของลูกค้าที่มีระดับ เพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเหมือนย้อนกลับไปอยู่สมัยโบราณ แต่ที่สำคัญหนังสือเล่มนั้นจะต้องเข้ากับเครื่องตกแต่งชิ้นอื่นภายในห้องด้วย นักธุรกิจที่มั่งคั่งคนหนึ่ง ได้ซื้อหนังสือโบราณที่เขาไม่มีวันอ่านมา 13,000 เล่ม เพียงเพื่อจะทำให้บ้านที่เข้าเพิ่งซ่อมแซมมีบรรยากาศคล้ายกับห้องสมุด หนังสือเหล่านั้นมีไว้โชว์เท่านั้น

การให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ภายนอกอาจเป็นเรื่องที่น่าพอใจในแง่ของการตกแต่งบ้าน แต่เป็นเรื่องที่อันตรายในแง่ของการดำเนินชีวิต พระเยซูทรงตำหนิผู้นำศาสนาหลายคนในสมัยของพระองค์ เพราะพวกเขาไม่ปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนเองสอน พวกเขาต้องการให้คนยกย่องและมักคิดว่าตนเองสำคัญ แทนที่จะเปิดประตูไปสวรรค์ให้กับประชาชน พวกเขากลับปิดประตูใส่หน้าคนเหล่านั้น พระเยซูตรัสถึงพวกเขาว่า “การกระทำของเขาเป็นการอวดเท่านั้น” (มธ.23:5)

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นคนที่เห็นความสำคัญของสิ่งที่อยู่ภายในไม่ใช่แค่ภายนอก เราต้องมีท่าทีที่ถ่อมใจเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราจริง “ผู้ใดที่เป็นนายใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นย่อมต้องรับใช้ท่านทั้งหลาย” (ข้อ 11) ในการมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ สิ่งที่อยู่ข้างในย่อมสำคัญกว่าเปลือกนอก เราไม่ได้เป็นเพียงของที่วางโชว์ไว้ในโลกนี้ ถ้าพระเจ้าทรงควบคุมคุณจากข้างใน สิ่งที่คุณแสดงออกมาก็คือตัวจริงของคุณ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2010

ลูกา 14:7-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เหตุใดพระเยซูจึงสอนให้เรานั่งในที่ต่ำก่อน? (ข้อ 7-11)
  2. เหตุใดพระเยซูจึงสอนสาวกของพระองค์ให้เชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอดมาร่วมงานเลี้ยงด้วย? (ข้อ 12-14)

(ย2) ยอมภาวนา

วิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่งทางตะวันตกกำลังต่อสู้กับปัญหาทางการเงิน อาคารต่างๆทรุดโทรม และเงินเดือนของพนักงานก็น้อยเหลือเกิน

วันหนึ่ง มีคนแปลกหน้าไปเยี่ยมเยียนวิทยาลัยแห่งนี้ และถามชายที่กำลังล้างกำแพงว่าผู้อำนวยการอยู่ที่ไหน เขาตอบว่า “ผมว่าคุณจะพบท่านได้ที่บ้านของท่านเวลาเที่ยงนะครับ” ผู้มาเยือนจึงทำตามนั้นและได้พบผู้อำนวยการซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นชายคนเดียวกับที่กำลังขัดกำแพงอยู่เมื่อเช้านี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาอยู่ในเสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งเท่านั้น

ต่อมาในสัปดาห์เดียวกันนั้นเอง มีจดหมายส่งมาพร้อมกับของขวัญ 50,000 ดอลลาร์ให้กับวิทยาลัย หัวใจแห่งการรับใช้บริการที่ผู้อำนวยการมี ทำให้เกิดความประทับใจในแง่บวกต่อผู้มาเยือน เนื่องจากผู้อุปการะได้เห็นว่าชายคนนั้นไม่ได้หยิ่งผยองจนไม่ลงมือทำงานที่จำเป็น และแม้แต่จะต้องทำงานสำหรับคนทำงานด้วย เขาได้รับแรงบันดาลใจให้สนับสนุนโรงเรียนด้วยใจกรุณา

บทเรียนนี้ชัดเจน พระเจ้าทรงให้รางวัลกับคนที่อยู่ในที่ที่ต่ำต้อย องค์พระผู้ช่วยให้รอดเองได้ทรงวางแบบอย่างไว้ โดยทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงประทานชีวิตของพระองค์ให้แก่เรา (ฟป.2:3-11) จงระลึกถึงพระคำของพระเยซูในลูกา 14:11 อยู่เสมอว่า “ผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” นั่นคือรางวัลของคนถ่อมใจ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2010

1 เปโตร 2:18-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในการกระทำอันไร้ความเป็นทำ พระคำของพระเจ้าหนุนใจเราให้ปฏิบัติตนอย่างไร? (ข้อ 18-20)
  2. เพราะเหตุใดเราจึงควรทำเช่นนั้น? (ข้อ 21) พระเยซูทรงทำสิ่งใด อันเป็นเหตุให้เราสามารถทำได้ดั่งเช่นพระองค์? (ข้อ 22-25)

(ย2) ยอมภาวนา

อดีตมิชชันนารีเล่าเรื่องของแพะภูเขาสองตัวที่เดินมาพบกันตรงทางแคบ ข้างหน้าเป็นเหลวลึกพันฟุต อีกข้างหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน บนทางเดินนั้นไม่มีที่พอสำหรับหมุนตัว และถ้ามันถอยหลังกลับก็จะพลาดตกลงไป แล้วพวกมันจะทำอย่างไรดี?

ในที่สุด แทนที่มันจะทะเลาะกันว่าใครควรจะมีสิทธิ์ผ่านไป แพะตัวหนึ่งก็คุกเข่าลงและหมอบราบกับพื้นเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อให้อีกตัวหนึ่งเดินข้ามมันไป แล้วแพะทั้งสองตัวก็เดินต่อไปได้อย่างปลอดภัย

ในทำนองเดียวกัน นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำเพื่อเราเมื่อพระองค์สละสง่าราศีแห่งฟ้าสวรรค์และลงมายังโลกเพื่อตายแทนเราเหตุเพราะบาปของเรา พระองค์ทรงเห็นกับดักที่อยู่ระหว่างความบาปของเรา และเราก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พระองค์จึงทรงลงมารับสภาพมนุษย์และอยู่ในฐานะผู้รับใช้ (ฟป.2:5-8) แล้วตายเพื่อมนุษย์ที่เป็นคนบาป พระองค์ทรงอนุญาตให้เราเดินข้ามพระองค์ไปเพื่อเราจะได้ประสบการณ์แห่งการอภัยและได้รับชีวิตนิรันดร์

เปโตรชี้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างของความถ่อมใจ เมื่อเราได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมเพราะเห็นแก่พระเยซูแล้ว เราต้องเรียนรู้ที่จะถ่อมใจให้มากพอที่จะยอมให้ผู้อื่นเดินข้ามเราไปได้เมื่อจำเป็น สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอ แต่เป็นความเข้มแข็งและความถ่อมใจที่แท้จริง เมื่อเราทำเช่นนั้นแล้ว เราก็จะนำสง่าราศีมาให้กับพระนามของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมักตอบสนองอย่างไร เมื่อคุณต้องพบกับความไม่ยุติธรรม?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2010

ดาเนียล 5:1-31

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. กษัตริย์เบลชัสซาร์ได้ทำสิ่งใด? (ข้อ 1-4) และได้เกิดสิ่งใดขึ้น? (ข้อ 5-9)
  2. ดาเนียลได้แปลความหมายของข้อความเหล่านั้นว่าอย่างไร? (ข้อ 18-28)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายชาวมิชิแกนคนหนึ่งมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย เขาไม่เคยคิดว่าแพทย์จะตรวจพบอะไร ผลการเอ็กซเรย์ทรวงอกชี้ว่า หัวใจของชายผู้นี้อยู่ผิดด้าน หัวใจของเขาไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ อันเนื่องมาจากสภาพอวัยวะที่กลับด้านกัน ซึ่งพบไม่บ่อยนัก

ในดาเนียลบทที่ 5 เราอ่านพบปัญหาหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่แตกต่างออกไป เป็นปัญหาที่พบบ่อยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า ความหยิ่งผยองเป็นสภาพฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งหัวใจวางอยู่ผิดที่

พระธรรมตอนนี้บอกให้เราทราบว่า กษัตริย์เนบูคัสเนสซาร์และกษัตริย์เบลชัสซาร์แห่งบาบิโลนวางพระทัยในความหยิ่งผยองไว้ผิดที่ (ข้อ 20,22) ผลก็คือ พระเจ้าทรงพิพากษากษัตริย์ทั้งสอง ทรงกระทำให้เนบูคัสเนสซาร์ตกต่ำลงจนกระทั่งพระองค์ทรงตระหนักว่าพระเจ้าสูงสุดทรงปกครองทุกสิ่ง (ข้อ 21) ส่วนกษัตริย์เบลชัสซาร์ถูกประหาร (ข้อ 30)

เราจำเป็นต้องพิจารณาตัวเราเองเสมอ เพื่อดูว่าหัวใจของเราอยู่ในที่ถูกต้อง เราพึ่งพาพระเจ้าเป็นประจำหรือไม่? เรายอมรับไหมว่าทั้งหมดที่เรามีและที่เราเป็นนั้นมาโดยพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้า? เรามีชีวิตอยู่ในฐานะคนรับใช้ ที่สำนึกในพระคุณของพระองค์และยอมมอบตัวให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่? เมื่อใดที่เราตระหนักถึงความสำคัญของการถ่อมใจลงอย่างแท้จริงและยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาพระองค์ เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถมีหัวใจ “อยู่ในที่ถูกต้อง” ได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมั่นใจหรือไม่ว่า คุณยังดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : มัทธิว 11:29

“จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม แล้วจิตใจของท่านทั้งหลายจะได้พัก” 

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม 2010

2 เปโตร 1:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ฤทธิ์เดชของพระคริสต์ได้ให้สิ่งใดแก่เรา? เพื่ออะไร? (ข้อ 3-4)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำเพื่อเราจะได้ซาบซึ้งในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา? (ข้อ 5-11)

(ย2) ยอมภาวนา

ในหนังสือ การทรงเรียก (The Call) ออสกวินเนส ได้เล่าถึงเรื่องของอาเธอร์ เบิร์นส ประธานกรรมการธนาคารกลางสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ 1970 เบิร์นส ซึ่งเป็นชาวยิว เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบขาวในสมัยนั้น วันหนึ่งสมาชิกในกลุ่มต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินเบิร์นสอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้มีวันหนึ่งที่ชาวยิวทั่วโลกจะได้รู้จักพระเยซู” และพวกเขาก็ต้องประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเบิร์นสอธิษฐานต่อไปว่า “และที่คริสเตียนทั่วโลกจะได้รู้จักพระเยซู”

เบิร์นสได้พบความจริงอันลึกซึ้งที่เราทุกคนต้องปล้ำสู้กับมัน แม้เราจะอ้างพระนามของพระเยซูคริสต์ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นหลักฐานแก่ผู้อื่นว่าเรารู้จักกับพระองค์อย่างแท้จริง เรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์หรือไม่ ถ้ามีเราได้พยายามต่อสู้ อธิษฐาน และทุ่มเทเพื่อที่จะสนิทสนมกับพระองค์มากขึ้นหรือไม่ในแต่ละวัน?

เปโตร ชายซึ่งรู้จักพระเยซูเป็นอย่างดี กล่าวว่า “พระคุณและสันติสุข” จะเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเรา “รู้จักพระเจ้าและพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (2 ปต.1:2) การรู้จักพระเยซู “ได้ให้สิ่งสารพัดแก่เราที่จะให้มีชีวิตและทางที่เป็นอย่างพระเจ้า” (ข้อ 3) และความรู้แห่งพระเยซูคริสต์จะช่วยให้เราพัฒนาลักษณะนิสัยที่ทำให้โลกรู้ว่าเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ (ข้อ 5-8) ใจเรารู้จักพระเยซูมากขึ้นเท่าใด โลกจะเห็นพระเยซูในชีวิตเราชัดขึ้นเท่านั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณกำลังทำเพื่อที่จะรู้จักพระเยซูคริสต์มากขึ้น?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันอังคารที่ 16 มีนาคม 2010

มาระโก 1:16-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ขณะที่พระเยซูเสด็จไปตามชายทะเลสาบกาลีลี พระองค์ทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 16-17)
  2. คนเหล่านั้นตอบสนองต่อพระเยซูอย่างไร? (ข้อ 18-20)

(ย2) ยอมภาวนา

ในศตวรรษแรก หากชายชาวยิวคนใดต้องการจะเป็นสาวกของรับบี (อาจารย์) สักคน เขาจะต้องละทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงานเพื่อมาอยู่กับรับบีของเขา ตลอด 24 ชั่วโมง เดินทางไปยังที่ต่างๆ สอนและเรียนรู้ ศึกษาและปฏิบัติงาน พวกเขาจะร่วมกันอภิปรายและท่องจำพระคัมภีร์และจะนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

การเรียกให้เป็นสาวกตามความหมายที่อธิบายไว้ในงานเขียนสมัยแรกๆของชาวยิวเกี่ยวกับจริยธรรมพื้นฐานนั้นได้แก่ การ “คลุมด้วยฝุ่นซึ่งฟุ้งขึ้นมาจากเท้า (ของอาจารย์)” และดื่มทุกถ้อยคำที่ออกมาจากปากของท่าน เขาจะตามติดอาจารย์ “อย่างใกล้ชิด” การทำเช่นนั้นจะทำให้เขาเป็นเหมือนรับบี ผู้เป็นเจ้านายของเขา

ซีโมน แอนดรูว์ ยากอบและยอห์น เข้าใจดีว่านี่เป็นความสัมพันธ์แบบที่พระเยซูทรงต้องการจากพวกเขา (มก.1:16-20) ดังนั้นพวกเขาจึงละทิ้งการงานของตนและ “ตามพระองค์ไป” ทันที (ข้อ 20) เป็นเวลา 3 ปี ที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างใกล้ชิดกับพระองค์ เพื่อฟังคำสอนของพระองค์ ดูพระองค์ทำการอัศจรรย์ เรียนรู้หลักธรรมของพระองค์อย่างใกล้ชิด

ในฐานะสาวกของพระเยซูในยุคปัจจุบัน เราก็สามารถติดตาม “อย่างใกล้ชิดพระองค์” ได้เช่นกัน และโดยการใช้เวลาศึกษาใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะเป็นเหมือนพระเยซู รับบีของเรา การเชื่อในพระคริสต์ไม่ใช่การเดินเพียงก้าวเดียว แต่เป็นการเดินไปกับพระองค์ชั่วชีวิต

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิดหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันพุธที่ 17 มีนาคม 2010

มัทธิว 9:9-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อพระเยซูทรงพบมัทธิว พระองค์ทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 9-10) เพราะอะไร? (ข้อ 12-13)
  2. ฟาริสีตอบสนองต่อสิ่งที่พระเยซูทำอย่างไร? (ข้อ 11)

(ย2) ยอมภาวนา

ในชั้นเรียนคริสเตียนศึกษา มีสมาชิกใหม่คนหนึ่งที่มาสายเป็นประจำ เธอแต่งตัวไม่ดีนัก และหน้าตาหงุดหงิดไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ทุกครั้งเธอจะออกจากห้องทันทีที่ผู้สอนอธิษฐานปิด ไม่นานนักผู้สอนก็ได้ยินคนอื่นๆบ่นตำหนิเธอ

มาวันหนึ่งผู้สอนก็ขอให้สมาชิกคนหนึ่งอธิษฐานปิดแทน เพื่อเขาจะได้ออกไปดักพบผู้หญิงคนนี้ได้ จากการพูดคุยเขาจึงทราบว่าเธอมีสามีที่ไม่ดี เขาทำร้ายเธอและทิ้งลูก 2 คนรวมทั้งหนี้สินก้อนใหญ่ไว้ให้ เธอไม่รู้ว่าจะไปหาตัวสามีได้ที่ไหน เธอท้อแท้สิ้นหวังและกำลังต้องการพระเจ้า

อาจารย์ผู้สอนเริ่มมองเธอด้วยสายตาใหม่เป็นดวงตาแห่งความสงสารเมตตา และได้ถ่ายทอดชะตากรรมของเธอให้คนในชั้นได้รับรู้ บางคนก็เริ่มเปิดใจยอมรับเธอและแสดงออกให้เธอรู้เป็นการส่วนตัวอย่างชัดเจน ต่อมาเธอเริ่มรู้สึกผ่อนคลายและเป็นมิตรมากขึ้น ในไม่ช้าเธอก็หันมาหาพระเยซู พระเจ้าที่เธอปรารถนาที่สุด

ให้เราทูลขอพระเจ้าในการมองผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงมอง เมื่อเรามองผู้อื่นด้วยสายตาของเราเองเรามักจะไม่ไวพอ หรือมีอคติ และตัดสินคนไปในทางร้ายๆ เราต้องขอใจเมตตากรุณาจากพระเจ้า ใจแบบที่พระองค์ทรงมีให้เราแต่ละคน เมื่อเราทำได้เช่นนั้น เราก็จะมองผู้อื่นผ่านสายตาแห่งความกรุณาเมตตาของพระองค์ เมื่อพระคริสต์หยุดสำแดงความเมตตาแก่เรา เราจึงสามารถหยุดสำแดงความเมตตาต่อผู้อื่นได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมองคนอื่นๆด้วยสายตาของคุณเองอยู่หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2010

มัทธิว 15:17-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคัมภีร์บอกเราว่าสิ่งที่ออกมาจากปากเรานั้นมาจากไหน? (ข้อ 17-18)
  2. สิ่งที่ออกมาจากใจที่ทำให้เรามีมลทินได้แก่อะไรบ้าง? (ข้อ 19-20)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ยินผู้หญิงมีอายุคนหนึ่งคุยกับเพื่อนของเอเกี่ยวกับอุปสรรคทั่วๆไปของการควบคุมอาหาร “ทุกวันนี้” เธอรำพึง “ฉันค่อนข้างใส่ใจกับสิ่งที่ออกมาจากปากมากกว่าสิ่งที่เข้าไปเสียอีก” นั่นถือเป็นถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญามากทีเดียว

พระเยซูตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจสิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่ร้าย ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” (มธ.15:18-20)

สิ่งที่เราพูดนั้นมีผลกระทบต่อผู้อื่น สุภาษิต 12:18 บอกว่า “มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆของเขาเหมือนดาบแทง” แต่สิ่งที่เรามักมองข้ามก็คือผลจากคำพูดพล่อยๆ ที่ได้พูดไป เมื่อเรานินทาหรือกล่าวหาผู้อื่น คำพูดนั้นจะกลับมาทำลายเราเอง เพราะเราสนองความชั่วในเราและมันแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งมันทำลายเราลง

ในทางตรงข้าม เมื่อเราป้องกันริมฝีปากของเรา เราก็ยับยั้งสิ่งเลวร้ายไว้ได้ สุภาษิต 12:18 บอกต่อไปว่า “แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้” เราปกป้องจิตวิญญาณของเราได้ เมื่อเราทำให้สิ่งที่จ้องจะทำลายเราอ่อนแอลง

จงทูลขอพระเจ้าให้ทรง “ตั้งยาม” เฝ้าปากของคุณและ “รักษาประตู” ริมฝีปากของคุณ (สดด.141:3) ให้ถ้อยคำของคุณเสริมสร้างชีวิตไม่ใช่ทำลาย ถ้อยคำจากปากของคุณ ส่งเสียงในใจของคุณออกมา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ถ้อยคำจากปากของคุณมักเสริมสร้างหรือทำลายคนอื่น?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2010

มัทธิว 25:34-46

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าประทานบำเหน็จให้แก่ผู้ใด? เพราะอะไร? (ข้อ 34-36)
  2. ผู้ชอบธรรมเหล่านั้นได้ทำสิ่งดีนั้นแก่พระเยซูเมื่อไร? (ข้อ 37-40)

(ย2) ยอมภาวนา

พ่อคนหนึ่งให้เงิน 50 เซนต์แก่ลูกชายตัวเล็กของเขาและบอกกับลูกว่าเขาว่าจะนำไปใช้อะไรก็ได้ ต่อมาเมื่อคุณพ่อถามถึงเงินจำนวนนั้น เด็กน้อยจึงเล่าว่า เขาได้ให้คนยืมเงินนั้นไปแล้ว

“ใครยืมเงินของลูกไปครับ” เขาถาม ลูกชายตอบว่า “ผมให้คนจนข้างถนนไปครับเพราะเขาดูหิวๆ”  “นั่นเป็นเรื่องที่โง่มากรู้ไหม เพราะลูกจะไม่มีวันได้เงินนั้นคืนมา” ผู้เป็นพ่อกล่าว “แต่คุณพ่อครับ พระคัมภีร์บอกว่าคนที่ให้คนจนก็เหมือนกับให้พระเจ้ายืมนะครับ”

ผู้เป็นพ่อรู้สึกพอใจกับคำตอบที่ได้รับและยื่นเงินให้ลูกชายอีก 50 เซนต์ “เห็นไหมครับ” เด็กชายกล่าว “ผมบอกคุณพ่อแล้วว่ายังไงผมก็ต้องได้เงินคืนมา เพียงแต่ผมไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้”

พระเจ้าเคยขอยืมคุณหรือเปล่า? คุณเคยรู้สึกไหมว่าความขัดสนของคนอื่นเป็นคำขอที่ส่งตรงมาจากสวรรค์เพื่อให้คุณแบ่งปันจากสิ่งที่คุณมี พระคัมภีร์เตือนให้เราระวังความบาปอันเกิดจากการเดินผ่านคนยากจนพร้อมกับคำพูดที่ฟังดูใจบุญ ในขณะที่มือของเรากลับไม่ยอมควักเงินออกมาช่วยเหลือเขาแม้แต่แดงเดียว (ยก.2:14-17) และในกาลาเทีย 6:10 บอกให้เรา “ทำดีต่อคนทั้งปวง”

พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าจะประทานรางวัลให้กับเราในทันที แต่ในพระดำรัสสอนที่มีต่อเหล่าสาวกเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์นั้น พระเยซูตรัสว่าเราจะได้รับรางวัลสำหรับการอุทิศตัวเราเพื่อผู้อื่นในพระนามของพระองค์ (มธ. 25:34-46)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังปรนนิบัติพระเยซูโดยการช่วยเหลือคนที่ขัดสนกว่า อ่อนแอกว่า ต่ำต้อยกว่าคุณหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2010

ยอห์น 13:1-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงทำสิ่งใดแก่เหล่าสาวก? (ข้อ 5) เพราะเหตุใด?(ข้อ 1-4)
  2. พระเยซูได้ทำการล้างเท้าเพื่อสอนบทเรียนใดแก่สาวกของพระองค์(ข้อ 12-17)

(ย2) ยอมภาวนา

เป็นไปได้ไหมที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความองอาจสง่างามจะรวมอยู่ด้วยกันในคนๆเดียว? เป็นเรื่องน่าประหลาดยิ่งนักที่ทั้งสองสิ่งนี้ปรากฏอยู่ในพระเยซู พระเจ้าผู้ทรงสภาพมนุษย์

ประการแรก พระองค์ทรงอ่อนน้อมถ่อมตน พระองค์ไม่ทรงติดอยู่กับความหรูหรา หรือแสวงหาทรัพย์สมบัติ อันที่จริงพระองค์ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย นอกจากเสื้อผ้าที่ทรงสวมอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันที่ผู้คนต้องมีหุ้นในมือ มีบ้านหรูหรา มีบัตรเครดิตต่างๆ พระองค์ทรงเป็นเพียง “คนจนสกปรกคนหนึ่งเท่านั้น”

เมื่อพูดถึงเกียรติและชื่อเสียง พระองค์ทรงเดินหนีฝูงชนบ่อยครั้งกว่าที่ทรงรวบรวมคนเหล่านั้นเข้ามา พระองค์ทรงเป็นผู้นำ แต่ก็คุกเข่าลงล้างเท้าให้เหล่าสาวกของพระองค์ (ยน.13) และที่สำคัญที่สุด พระองค์ทรงยอมที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา ถึงแม้พระเยซูจะทรงถ่อมสุภาพเช่นนี้ แต่ก็ทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจน่าคร้ามเกรง พระเยซูทรงทำให้ฝูงชนสงบ ทำให้พายุสงบ หรือทำให้เหล่าสาวกร่ำไห้ด้วยคำตรัสเพียงคำเดียวหรือการทอดพระเนตรเท่านั้น คนนับพันๆติดตามพระองค์เพื่อฟังคำสอนอันเปี่ยมด้วยฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจที่ไม่มีใครเสมอเหมือน แม้พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อแบกรับเอาบาปและความอับอายของเรา แต่พระองค์ก็ทรงเป็นขึ้นจากความตายด้วยสง่าราศี พระองค์จะเสด็จกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะจอมราชันย์แห่งมวลราชา และในฐานะจอมเจ้านายเหนือนายทั้งหลาย มาเพื่อทำลายล้างเหล่าศัตรูและพิพากษาชนชาติต่างๆ

เราควรตอบสนองอย่างไรดี? ให้เรานมัสการ ถวายเกียรติ รักและเพื่อฟังพระเจ้า เพราะมีแต่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับคำสรรเสริญและการอุทิศถวายของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2010

1 เปโตร 2:9-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงเลือกเราไว้ในฐานะใด? เพื่ออะไร? (ข้อ 9-10)
  2. เราควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้สมกับการทรงเลือกของพระเจ้า? (ข้อ 11-17)

(ย2) ยอมภาวนา

แมกซ์ ลูคาโด ได้เขียนในหนังสือของเขาว่า พระเจ้าทรงมีรายการสิ่งที่พระองค์ต้องทำซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “สำแดงพระสิริ”

พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์และพระสิริผ่านทางสิ่งที่ทรงสร้าง และในหลายทางโดยผ่านทางคนของพระองค์ ใน 1 เปโตร พระเจ้าทำให้เรา “เป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” เมื่อเราบอกผู้อื่นว่าได้ “ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เขาไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” และสำแดงพระกรุณาแก่เรา (2:9-10) พระองค์ก็ได้รับพระเกียรติซึ่งเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว

พระเยซูทรงได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติและพระสิริ จากการที่ความเชื่อของเรา “ถูกลองด้วยไฟ” (1:6-7) ในการทดลองที่เรากำลังเผชิญผู้คนกำลังมองเรา และเมื่อเขาเห็นว่าเรายืนหยัดต่อสู้การทดลอง บางคนจะ “สรรเสริญพระเจ้า” (2:12)

เรายังทำให้ผู้อื่นได้เห็นพระองค์ เมื่อเราเชื่อฟังกฎเกณฑ์และผู้บังคับบัญชา “เพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า” (2:13) และการใช้ของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น พระองค์ก็ “ทรงได้เกียรติในการทั้งปวง โดยทางพระเยซูคริสต์ พระสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์” (4:11)

พระเจ้าตรัสว่า “พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น” (อสย.42:8) หากสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญมากที่สุดคือการสำแดงพระสิริของพระองค์ สิทธิพิเศษและหน้าที่ของเราในฐานะคนของพระองค์ก็คือการสะท้อนพระสิรินั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 เปโตร 1:10

“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” 

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2010

2 โครินธ์ 5:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. สิ่งที่พระคำของพระเจ้าบอกเรา คือวันหนึ่งร่างกายของเราจะเป็นอย่างไร? (ข้อ 1-4)
  2. เมื่อถึงวันที่ร่างกายเราเป็นเช่นนั้น พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 5)
  3. อะไร คือ ความมั่นใจที่เปาโลรู้อยู่เสมอในขณะที่ยังดำเนินอยู่ในร่างกายนี้? เพราะเหตุใด? (ข้อ 6-11)

 (ย2) ยอมภาวนา

“ทางเดินแห่งความเชื่อ” เป็นทางเดินที่ทำด้วยกระจกใสอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารสูง 385 ฟุต ในเมืองแบล็คพูลประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นเพื่อลวงตาผู้คนว่าสามารถเดินบนอากาศได้ หนังสือพิมพ์ Associated Press ตีพิมพ์ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบทางเดินที่ดูเหมือนล่องหนนี้ เธอกำมือประสานไว้ที่ใต้คางเพื่อรวบรวมความกล้าเพื่อที่จะก้าวเดิน แม้จะมีคนบอกว่าทางเดินนั้นแข็งแรงดี แต่เธอก็ยังคงกลัว

บางครั้งเราก็รู้สึกอย่างนั้นกับสถานการณ์ต่างๆ บางทีปัญหาสุขภาพที่หนักหนาทำให้เราสงสัยในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า

เราได้รับการหนุนใจที่ได้รู้ว่าเมื่ออาจารย์เปาโลกล่าวถึง “การจากร่างกายนี้ และอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า” ข้อ 8 ท่านกล่าวด้วยถ้อยคำที่คุ้นเคยว่า “เพราะเราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ มิใช่ที่ตามองเห็น” (2 คร. 5:7) ท่านใช้คำอุปมาที่ชัดเจน โดยเปรียบร่างกายของเราเหมือนกับบ้านในโลกนี้ซึ่งจะต้องถูกทำลายลง เพราะเราจะมีที่อยู่ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างให้ในแผ่นดินสวรรค์ ท่านยังคร่ำครวญถึงความอ่อนแอเมื่ออยู่ในโลกนี้และเฝ้ารอคอยบ้านในสวรรค์ เปาโลสรุปว่าไม่ว่าเราจะเผชิญกับสถานการณ์อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของเราคือการทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย (ข้อ 9)

การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่ออาจเป็นเรื่องท้าทายและบางทีก็น่ากลัว แต่เพราะพระเจ้าทรงฤทธิ์และทรงพระชนม์อยู่ วันนี้เราจึงสามารถก้าวเดินไปด้วยความมั่นใจ การดำเนินชีวิตกับพระเจ้าด้วยความเชื่อ ย่อมดีกว่าการเดินเพียงลำพัง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญกับความกลัวหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2010

สดุดี 31:1-8

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้า อะไร คือ พระลักษณะของพระเจ้าที่พระองค์ทรงเป็น? (ข้อ 1, 3)
  2. ดาวิดทำสิ่งใด? และเขาหวังใจอย่างไรในพระเจ้า? (ข้อ 1-8)

(ย2) ยอมภาวนา

ในบทความตีพิมพ์ลงนิตยสาร Campus Life  ซูซาน สมาร์ท ได้เล่าถึงการบินเดี่ยวครั้งที่สามและเกือบจะเป็นครั้งสุดท้ายของเธอว่า เธอสูญเสียการบังคับเครื่องในขณะที่กำลังซ้อมหลบเรดาร์ที่ระดับ 5,000 ฟุต และเครื่องบินเซสนา 150 ของเธอเริ่มควงสว่านลงมายังพื้นโลกอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ตื่นตระหนกอยู่หลายวินาที เธอก็นึกถึงคำพูดของครูฝึกขึ้นมาได้ว่า “ถ้าหากเครื่องบินเซสนา 150 เริ่มควงสว่าน คุณก็แค่ปล่อยคันบังคับ แล้วมันจะบินขึ้นเอง เพราะมันถูกออกแบบมาอย่างนั้น”

ซูซานตะโกนบอกตัวเองหลายครั้งว่า “ปล่อยสิ” ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจกระชากมือออกจากคันบังคับและเอามือปิดหน้าไว้ หลังจากที่เครื่องบินปัดไปมา และมุ่งดิ่งลงพื้นอยู่พักหนึ่ง มันก็เริ่มบินกลับเข้าสู่ระดับอีกครั้ง เธอร่วงลงมาเป็นระยะทางกว่าครึ่งไมล์ แต่เอาชีวิตรอดมาได้เพราะเธอมีความเชื่อที่จะปล่อยคันบังคับนั้น

ประสบการณ์ของซูซานทำให้เราเห็นถึงความหมายของการไว้วางใจพระเจ้าท่ามกลางภาวะวิกฤติได้อย่างชัดเจน ผมรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเวลาที่เรารู้สึกว่าทุกๆสิ่งในชีวิตเรากำลังดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ ความรู้สึกของเราร่ำร้องเอากับตัวเองให้ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้สงสัยพระสัญญาของพระเจ้า ให้ทำเป็นเฉยเมยหรือไม่เชื่อฟังต่อคำแนะนำของพระองค์ และให้เราพยายามแก้ไขสิ่งต่างๆโดยไม่ต้องพึ่งอาศัยพระองค์ แต่การตอบสนองแบบนั้นไม่มีประโยชน์

ในสดุดี 31 กษัตริย์ดาวิดร้องเรียกหาองค์พระผู้เป็นเจ้าในเวลาที่ทรงเผชิญกับปัญหา พระองค์ตระหนักดีว่าความหวังเดียวก็คือการมอบสถานการณ์ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ ชีวิตของคุณกำลังดิ่งลงหรือไม่? ลองปล่อยคันบังคับสิ วิธีที่ดีทีสุดที่จะจัดการกับปัญหาคือมอบปัญหานั้นไว้กับพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสถานการณ์ที่ยากเกินกว่าที่คุณจะควบคุมสถานการณ์นั้นไว้ตัวตัวของคุณหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันพุธที่ 24 มีนาคม 2010

มัทธิว 7:7-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าจากพระคำข้อนี้? (ข้อ 7-8)
  2. เหตุใดเราจึงสามารถมั่นใจในพระสัญญาข้อนี้ได้? (ข้อ 9-11)

(ย2) ยอมภาวนา

ฉันกำขนมกรุบกรอบเต็มมือ ย่องข้ามเฉลียงหลังบ้านไม่ให้ปลาในสระน้ำรู้ตัว แต่อาจเป็นเพราะเห็นเงาของฉันในน้ำ หรือฉันอาจจะย่องไม่เบาพอ เมื่อไปถึงรั้ว ปลาทองยักษ์ 15 ตัวรี่เข้ามาอ้าปาดหมับๆแย่งกันรอรับอาหารพิเศษ

ทำไมปลาขยับตีครีบกันวุ่นวาย? เพราะการปรากฏตัวของฉันสร้างเงื่อนไขในสมองน้อยๆของมันว่า ฉันมีของพิเศษจะให้พวกมัน

พวกเราตอบสนองแบบเดียวกันนี้ต่อพระเจ้าและต่อความปรารถนาของพระองค์ ที่จะประทานของดีให้กับเรา เป็นการตอบสนองที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ในอดีตกับพระเจ้าและมาจากการรู้จักพระลักษณะของพระองค์อย่างฝังรากลึก

มิชชันนารชื่อวิลเลียม แครี่ กล่าวว่า “จงคาดหวังสิ่งใหญ่จากพระเจ้า จงพยายามทำสิ่งใหญ่เพื่อพระองค์” พระเจ้าทรงปรารถนาจะเตรียมเราให้พร้อมสำหรับงานที่พระองค์ปรารถนาให้เราทำ และพระองค์ทรงเชิญให้เรา “มีใจกล้าเข้ามา” หาพระเมตตาและพระคุณในยามต้องการ (ฮบ.4:16)

เมื่อเราซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าดำเนินชีวิตในความเชื่อ เราก็จะมีความคาดหวังอันน่าตื่นเต้นและความมั่นใจลึกๆว่า พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่จำเป็นในเวลาที่เหมาะสม

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2010

2 โครินธ์ 1:3-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เราจะได้รับเมื่อเราทุกข์ยาก? (ข้อ 3-7)
  2. อะไร คือเหตุผลที่เปาโลไม่หวั่นเกรงความทุกข์ยากที่ต้องเผชิญ?(ข้อ 10-11)

(ย2) ยอมภาวนา

นวนิยายเรื่อง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ของ เจ อาร์ อาร์ โทลเคียน เป็นเรื่องของตัวฮอบบิทใจดีที่ชื่อ โฟรโด แบกกินส์ ที่ได้รับมอบหมายภารกิจเสี่ยงอันตราย โฟรโดเป็นกลุ่มพันธมิตรแห่งแหวน ต้องทำลายอำนาจมืดด้วยการนำแหวนทองวิเศษไปโยนลงในไฟของ Mount Doom ภูเขาไฟมรณะ ที่ใช้หลอมแหวนวงนี้ขึ้นมา

โฟรโดถูกฝ่ายอธรรมตามติดตลอดเวลา เขาพ่านแพ้การต่อสู้และเสียเพื่อน เมื่อนึกถึงเหตุการณ์น่าสลดเหล่านี้ โฟรโดปรับทุกข์กับแกนดัลฟ์ เพื่อนผู้ฉลาดของเขาว่า “ผมอยากให้แหวนนี้ไม่เคยมาถึงมือผม และเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น” แกนดัลฟ์ตอบว่า “เราทุกคนที่เจอเรื่องแบบนี้ก็คิดเหมือนกัน แต่ไม่มีใครเลือกได้ สิ่งเดียวที่เราเลือกได้คือ เลือกว่าเราจะใช้เวลาที่เรามีอย่างไร”

สำหรับ “พันธมิตรแห่งการเขน” ผู้รับใช้ของพระคริสต์ก็ถูกทดลองเช่นกัน เราอาจรู้สึกท้อใจเพราะสถานการณ์รอบข้างบีบคั้นเหมือนกับเปาโล (2 คร.1:3-11) หนทางดูสูงเกินกว่าจะปีนไหว เราสงสัยว่าหลังความมืดแล้วจะมียามเช้าหรือไม่

ถึงแม้ว่าเราไม่อาจเลือกสถานการณ์ แต่เราเลือกได้ว่าจะวางใจพระเจ้าหรือไม่ (2 คร. 1:9) เราสามารถทำภารกิจเพื่อพระเจ้าได้ ผ่านทางการสามัคคีธรรมกับพระบุตรและการช่วยเหลือจากพระวิญญาณ (1 คร.1:9 ; ยน.16:13) จงวางใจให้พระองค์นำคุณตลอดทาง เพราะพระองค์มีคำปรึกษาอันชาญฉลาด คุณจึงสามารถวางใจพระองค์ได้ทั้งในความมืดและในความสว่าง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2010

สดุดี 119:65:80

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นของผู้เขียนสดุดี ในขณะที่เขาทุกข์ยาก? (ข้อ 71)
  2. อะไร คือ สิ่งที่สำคัญที่ผู้เขียนสดุดีตอนนี้ได้ยึดมั่นไว้ ทำให้เขามั่นคงไม่หวั่นไหว? (ข้อ 65-80)

(ย2) ยอมภาวนา

เรือเอกพอล กาลานติ นักบินแห่งราชนาวีสหรัฐฯ ได้ตกเป็นนักโทษสงครามในเวียดนามเหนือถึง 6 ปีครึ่ง ประสบการเลวร้ายที่ได้รับทำให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของสภาพปกติที่พวกเราส่วนใหญ่นี้ แม้จะได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วกว่า 30 ปี ทุกวันนี้พอลก็ยังกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่าวันอันเลวร้าย เมื่อลูกบิดประตูอยู่ด้านใน”

หากคุณถูกจองจำกว่า 2,300 วันติดต่อกัน คุณคงจะคิดว่าการได้เดินอยู่ข้างนอกคือสิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคุณ

ผู้ประพันธ์สดุดี 119 ได้กล่าวถ้อยคำที่น่าฉงนไว้ว่า “ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์” (ข้อ 71) จากเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้นเองที่ทำให้ผู้ประพันธ์สดุดีรักพระเจ้าและชื่นชมถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์มากขึ้น “ก่อนที่ข้าพระองค์ทุกข์ยากข้าพระองค์หลงเจิ่น แต่บัดนี้ข้าพระองค์ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 67)

บางทีคุณอาจจะมีประสบการณ์เหมือนกับผู้ประพันธ์สดุดีก็ได้ หรือบางทีคุณอาจจะอยู่ท่ามกลางความทุกข์แสนสาหัส เมื่อโลกมืดมนไร้แสง เราต้องยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ว่าเป็นความจริงอย่างแน่นอน นั่นคือ ความดีและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า แล้วเมื่อพระองค์ทรงนำเราสู่แสงสว่าง เราเองก็จะเห็นคำตอบและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับมรดกแห่งความทุกข์ยาก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณรู้สึกอย่างไร ต่อพระเจ้า เมื่อคุณต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเสมอ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2010

สดุดี 145: 8-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระลักษณะของพระเจ้าจากพระคำข้อนี้? (ข้อ 8-9)
  2. พระองค์ทำสิ่งใด ต่อผู้ที่อ่อนแอ หรือกำลังจะล้มลง? (ข้อ 14, 18)

(ย2) ยอมภาวนา

เด็กสาวซึ่งเดินทางโดยรถไฟเป็นครั้งแรกทราบมาว่า รถไฟต้องข้ามแม่น้ำหลายสาย เธอรู้สึกกังวลและกลัวเมื่อนึกถึงน้ำ แต่ทุกครั้งที่รถไฟมาใกล้แม่น้ำ ก็จะมีสะพานทอดยาวให้รถไฟข้ามไปอย่างปลอดภัยเสมอ

หลังจากที่ผ่านแม่น้ำหลายสายมาโดยปลอดภัย เด็กสาวก็นั่งพิงหลังอย่างโล่งใจ แล้วหันไปบอกคุณแม่ว่า “หนูไม่กังวลอีกแล้วค่ะ มีคนสร้างสะพานเอาไว้ให้เราตลอดทางเลยนี่คะ”

เมื่อเรามาถึงแม่น้ำลึกแห่งความทุกข์ยากและลำธารแห่งความโศกเศร้า เราจะพบว่า โดยพระคุณที่พระเจ้า “ได้ทรงสร้างสะพานให้เราข้ามตลอดทาง” ดังนั้นเราจึงไม่ต้องสิ้นหวังและวิตกกังวล พระองค์จะประทานความช่วยเหลือและพาเราข้ามความยุ่งยากทั้งหลายไปอีกฝั่งหนึ่งด้วยวิธีที่น่าอภิรมย์ซึ่งบ่อยครั้งก็อธิบายไม่ได้ แม้เราจะไม่เข้าใจว่าพระองค์จะทรงสนองตอบความต้องการของเราได้อย่างไร แต่เราก็แน่ใจได้ว่า พระองค์จะทรงประทานหนทางสำหรับเรา

ผู้ที่ยอมมอบสถานการณ์ต่างๆไว้ในการดูแลของพระเจ้า สามารถโห่ร้องพร้อมกับผู้ที่เขียนพระธรรมสดุดีได้ว่า “พระเจ้าทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์ และทรงเอ็นดูในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์…พระเจ้าทรงสงวนทุกคนที่รักพระองค์ไว้” (สดด.145:17,20)

แทนที่จะมัวกังวลถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า เราสามารถไว้วางใจพระเจ้าได้ว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราและทรงห่วงใยเราเสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2010

โรม 12:1-5

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อาจารย์เปาโลได้วิงวอนเราให้ทำสิ่งใด? เพื่ออะไร? (ข้อ 1-2)
  2. โดยเห็นแก่พระคุณพระเจ้า เราจึงควรปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร? (ข้อ 3-5)

(ย2) ยอมภาวนา

ในเรื่องสั่นเกี่ยวกับชีวประวัติของนักบุญฟรานซิสแห่งแอสซีซี ซึ่งเขียนโดย จี เค เชสเตอร์ นั้น ได้บรรยายถึงช่วงเวลาที่นักบุญฟรานซิสรู้สึกท้อแท้และล้มเหลวถึงที่สุด ฟรานซิสหลุดพ้นจากสภาพดังกล่าวได้ด้วยการมองโลก “ในมุมมองที่แตกต่างจากมนุษย์คนอื่น ราวกับว่าเขาได้ออกมาจากหลุมอันมืดมิดโดยใช้มือเดิน”

“หากคนๆหนึ่งมองโลกแบบกลับหัวกลับหาง โดยที่ต้นไม้ทุกต้นและตึกทุกตึกห้อยหัวลงเหมือนในสระนื้ ภาพนี้ย้ำถึงแนวคิดประการหนึ่งก็คือ แนวคิดเกี่ยวกับการพึ่งพา…เพราะคำว่า พึ่งพา นี้ หมายความง่ายๆว่า แขวนอยู่” การยืนตรงทำให้เรามองโลกก่อขึ้นบนรากฐานความสำเร็จของตัวเอง การกลับหัวกลับหางทำให้เรามองเห็นทุกสิ่งแขวนอยู่ในสภาพที่ใกล้จะหล่นลงมาและต้องพึ่งพาพระเจ้าแทนที่จะอยู่ในสภาพที่แข็งแกร่งและมั่นคง

เมื่อเรายอมจำนนต่อพระคริสต์และเปลี่ยนจากการพึ่งพาตนเองมาพึ่งพาพระเจ้าทั้งหมด เราก็จะมีมุมมองใหม่ ผลที่ได้ก็คือเสรีภาพ ความชื่นชมยินดี และการขอบพระคุณสำหรับของประทานทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า โรม 12:2 เรียกสิ่งนี้ว่า การรับ “การเปลี่ยนแปลงจิตใจ” ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมพร้อมกับการกระทำและความคิดอันสดใหม่ทั้งหมด

การกลับหัวกลับหางไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าพึงใจ แต่สามารถนำเราไปสู่มุมมองใหม่ที่ให้อิสรภาพแก่ชีวิต และคุณจะมองเห็นชีวิตกระจ่างชัดเมื่อคุณเพ่งมองที่พระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณสามารถทำสิ่งดีเหล่านั้นได้ ด้วยกำลังและความสามารถของคุณหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 1:10

พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก 

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2010

โรม 8:28-39

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้ที่พระองค์ทรงเลือกและเป็นผู้ที่รักพระองค์?(ข้อ 28-30)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราสามารถมั่นใจได้เสมอไม่ว่าในสถานการณ์ใด หากพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา? (ข้อ 31-39)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเราแสดงความสำนึกในพระคุณของพระเจ้าด้วยใจกตัญญู เป็นการง่ายที่เราจะให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งด้านวัตถุและคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษแต่ทว่าง่ายที่จะสูญเสีย สุขภาพที่แข็งแรงเป็นพระพรอันยิ่งใหญ่ แต่อาจหายไปจากชีวิตของเราได้ในวันพรุ่งนี้ ความตายมักจะบุกรุกเข้ามาในครอบครัวซึ่งมีความรักและความสัมพันธ์ที่ดีในเวลาที่เราไม่คาดฝัน โต๊ะของเราอาจจะเต็มไปด้วยอาหารในวันนี้ แต่วันรุ่งขึ้นเราอาจจะตกงานและคิดว่าจะเอาอะไรกินในมื้อต่อไป

และถ้าเราลองใช้วิธีการใหม่ในการขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้ดูล่ะ? แทนที่เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องเดิมๆ เช่นอาหาร ครอบครัวและเพื่อนๆ ให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ไม่อาจสูญเสียดีกว่า

โรม 8:35-39 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หลักจากที่ อ.เปาโลได้พิจารณาถึงความยากลำบากและความหายนะที่สามารถพรากสิ่งที่อยู่ภายนอกร่างกายไปจากเราได้ ท่านสรุปว่าไม่มีสิ่งใด “สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” (ข้อ 39) ความรักของพระเจ้าไม่มีวันสูญสิ้น ไม่เคยยั้งหยุด ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีสิ่งใดสามารถเอาชนะได้

พระบิดาในสวรรค์ ถ้าหากวันนี้เราต้องจากบ้านและครอบครัวของเราไป ถ้าร่างกายและจิตวิญญาณของเราอ่อนแอ ถ้าหากยังมีความว่างเปล่าอยู่ในหัวใจของเรา หรือแม้ว่าเราไม่มีอะไรจะกิน เราก็จะยังคงขอบคุณพระองค์สำหรับความรักของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าไม่มีผู้ใดหรือปัญหาใดสามารถพรากความรักของพระองค์ไปจากเราได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสถานการณ์ใดหรือไม่ ที่กำลังสั่นคลอนกำลังใจและความหวังใจที่คุณมีในพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันอังคารที่ 30 มีนาคม 2010

โคโลสี 3:15-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าประสงค์ให้เรามีใจเช่นไร? (ข้อ 15)
  2. เราสามารถสำแดงใจเช่นนั้นได้อย่างไร? (ข้อ 16-17)

(ย2) ยอมภาวนา

คำพูดคำแรกที่คนเรามักจะถูกสอน คงไม่พ้นคำว่า “ขอ” และ “ขอบคุณ” ไม่มีใครจะตื่นเต้นมากไปกว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเวลาที่เจ้าตัวเล็กเปล่งคำพูดนี้ออกมาเป็นครั้งแรก และเริ่มเรียนรู้จักการขออย่างสุภาพและการรับอย่างรู้คุณ

แต่ผมรู้สึกว่าเมื่อคนเราโตขึ้น เราจะไวในการพูดคำว่า “ขอ” มากกว่า “ขอบคุณ” โดยเฉพาะกับพระบิดาเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ เราเอาแต่เสนอขอโน่นนี่ โดยไม่ค่อยคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าเคยประทานให้ เราอ้อนวอนมากกว่าสรรเสริญ พระเจ้าเชิญชวนเราให้ทูลขอสิ่งจำเป็นทุกอย่างจากพระองค์ แต่ก็ทรงเรียกร้องให้เราขอบพระคุณให้เป็นนิสัยด้วย

ในโคโลสี 3:15 เปาโลสั่งสอนผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกคนว่า “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน” และท่านได้ย้ำให้เราขอบพระคุณพระเจ้าถึง 3 ครั้ง คือ “จงมีใจกตัญญู” (ข้อ 15) “สรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า” (ข้อ 16) “จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้าโดยพระองค์นั้น” (ข้อ 17)

ดร. ไมเคิล เอเวอรี่ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนพระคริสตธรรมในเมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ เคยกล่าวไว้ว่า “แทบจะไม่มีสิ่งใดที่ยกย่องและถวายพระเกียรติพระเจ้ามากกว่าจิตวิญญาณที่กตัญญู ซึ่งขับไล่ความหม่นหมองและนำมาซึ่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้า ความกตัญญูทำให้พระกรุณาเพิ่มมากขึ้น เป็นการดีที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณทำสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างการอธิษฐานทูลขอเรื่องต่างๆ กับการสรรเสริญขอบคุณพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันพุธที่ 31 มีนาคม 2010

ปฐมกาล 22:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงลองใจอับราฮัมอย่างไร? (ข้อ 1-2) อับราฮัมตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 3, 9-10)
  2. อะไร คือ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าอับราฮัมยำเกรงพระเจ้าและให้พระองค์เป็นที่หนึ่งจริง? (ข้อ 12)

(ย2) ยอมภาวนา

ศิษยาภิบาล เอ็ด ด็อบสัน กำลังเทศนาในคริสตจักรเรื่อง “ถวายทุกสิ่งบนแท่นบูชา” โดยยอมจำนนต่อพระคริสต์อย่างแท้จริง หลังการนมัสการ ชาวนาสู.อายุชาวเยอรมันเดินออกมาข้างหน้า เขาบอกด็อบสันว่า เขามีวัว 8 ตัวที่กำลังจะตาย ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินก้อนโตสำหรับเขา และเขากำลังพยายามที่จะยอมรับว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า เขาบอกว่า “เพราะคำเทศน์ของอาจารย์ทำให้จิตใจของผมสงบลง คืนนี้ ผมจะถวายพวกมันบนแท่นบูชา”

พระคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือทุกสิ่งทุกความสัมพันธ์ และทุกๆความวิตกกังวลในชีวิตของเรา หากเรายอมจำนนต่อพระองค์ เราจะมองการสูญเสียที่เกิดขึ้นว่าเป็นโอกาสที่จะถวายสิ่งที่เป็นของพระเจ้าโดยแท้จริงคืนให้กับพระองค์ และเชื่อว่าจะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับเรา

เมื่อพระเจ้าบอกให้อับราฮัมถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา ดูเหมือนว่าพระองค์กำลังทรงลบล้างพระประสงค์ของพระองค์เอง อิสอัคเป็นบุตรที่ทรงสัญญาไว้ว่าจะอวยพรโลกนี้ผ่านทางตัวเขา แม้ความเชื่อที่ส่ำสมมาเป็นเวลาหลายปีของอับราฮัมอาจจะหวั่นไหวไปบ้าง แต่เขาก็พูดว่า “พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบูชา” (ปฐก. 22:8)

แล้วเราล่ะ? เรามอบถวายทุกอย่างแด่พระเจ้าได้ไหม? สิ่งของ การงาน สุขภาพ หรือครอบครัว? หากเราถวายตัวของเราให้พระองค์ทุกวัน และขอบพระคุณสำหรับพระพรทุกสิ่ง ความมั่นใจที่เรามีในพระองค์จะคงอยู่แม้จะเกิดการทดลองใดๆขึ้นก็ตาม การจำนนต่อพระเจ้าหมายถึง การปล่อยมือของเราออกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมอบถวายสิ่งพระเจ้าต้องการจากคุณในวันนี้ได้หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2010

อิสยาห์ 53 : 1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูต้องเผชิญกับสภาพใดบ้าง? (ข้อ 1-4, 7-8)
  2. ทั้งหมดที่พระองค์ต้องเผชิญนั้น เพื่ออะไร? (ข้อ 5, 10-12)

(ย2) ยอมภาวนา

การสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระคริสต์เป็นความจริงที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่นักปราชญ์คนไหนจะวัดความล้ำลึกนั้นได้ทั้งหมด ลองคิดดูว่า พระเยซูซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อจ่ายโทษความบาปแทนเรา มีการคิดค้นทฤษฎีมากมายเพื่ออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พระคัมภีร์สอนเราว่า การตายแทน คือ คำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดกับหัวใจสำคัญของเรื่องลึกลับอันยิ่งใหญ่นี้ ชายผู้เป็นมนุษย์บริสุทธิ์คนหนึ่งรับโทษความบาปทั้งหมดของมนุษยชาติ

คลิฟ แบร์โรวส์เล่าว่าเวลาที่ลูกทั้งสองของเขาทำผิด แม้พ่อจะเตือนดีๆ แต่ลูกๆ ก็ยังทำผิดอีกจึงจำเป็นต้องลงโทษ หัวใจที่เต็มไปด้วยความสงสารของพ่อรู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดว่าจะต้องลงโทษลูกที่ตัวเองรัก แล้วเขาก็เรียกบ๊อบบี้และเบ็ทตี้เข้ามาในห้อง เขาถอดเข็มขัดและเสื้อออก คุกเข่าลงข้างเตียงแล้วบอกให้ลูกฟาดเขาที่หลังคนละสิบครั้ง ทั้งสองร้องไห้ระงม แต่ความผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ ลูกๆร้องไห้ขณะฟาดเข็มขัดลงไปที่หลังของพ่อ แล้วคลิฟก็กอดลูก อธิษฐานด้วยกัน “ผมรู้สึกเจ็บนะ” เขาย้อนคิดไป “แต่ผมก็ไม่ต้องการตีพวกเขาอีกเลย”

คุณกำลังหวาดผวาเพราะจำได้ว่าคุณเคยมีพฤติกรรมที่ขี้ขลาด เห็นแก่ตัว และน่าละอายหรือเปล่า? พระเยซูทรงรับการโบยตีทั้งหมดที่เป็นผลจากบาปของเราแล้ว ตอนนี้พระองค์เชิญให้เรารับการอภัยโทษและมอบชีวิตที่เหลือให้พระองค์ พระองค์ทรงการให้เรารู้จักความยิ่งใหญ่แห่งความรักของพระบิดา นี่คือเหตุผลที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าผู้พิพากษาไม่เพียงประกาศว่าเราเป็นคนบาปเท่านั้น แต่ยังชำระค่าไถ่โทษความบาปนั้นแทนเราด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2010

มัทธิว 27:32-44

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อพระเยซูถูกตรึงแล้วพวกทหารพากันทำสิ่งใดต่อพระองค์? (ข้อ  35-37)
  2. คนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นและที่ผ่านไปมาเห็นพระองค์แล้วตอบสนองต่อพระองค์อย่างไร? (ข้อ 38-44)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อกว่าสองพันปีที่แล้วในกรุงเยรูซาเล็ม เจ้าเมืองปอนทิอัสปีลาตได้สั่งให้เขียนป้ายไว้ที่ไม้กางเขนว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ กษัตริย์ของพวกยิว” อาจเป็นเพราะปีลาต ต้องการให้ประชาชนเกิดความกลัวและไม่ต้องการแต่งตั้งกษัตริย์ของตนเองขึ้นอีก

กษัตริย์ของชาวยิวเป็นความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือ? มันอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่นักปราชญ์ถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน” (มธ. 2:2) พวกเขาเสาะหาผลสำเร็จตามพระสัญญาที่ว่า “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา…การปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช” (อสย. 9:6) พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูคือเด็กคนนั้น

ต่อมาเมื่อพระคริสต์สิ้นพระชนม์ที่กางเขน มีคนเยาะเย้ยว่า “ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด” (มธ. 27:40) พวกเขาอยากรู้ว่าพระเยซูคือกษัตริย์จริงๆหรือไม่ แต่พระเยซูไม่ได้ลงมาจากกางเขน ความหมายที่แท้จริงของกางเขนคือ “พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อบาปของเรา” (1 คร. 15:3) พระองค์ผู้ทรงจ่ายโทษบาปแทนเราได้ทำให้การอภัยโทษของพระเจ้าสำเร็จ

ผู้ที่รับการอภัยจากพระเจ้าและขอให้พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของเขาจะสนองพระคุณนี้ได้อย่างเหมาะสมโดยทางเดียวเท่านั้น คือ รับใช้พระองค์ ผู้เป็นกษัตริย์เจ้าชีวิตของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน 2010

สดุดี 8:1-9

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และสูงส่งเพียงใด?(ข้อ 1-3)
  2. พระเจ้าทรงให้คุณค่าแก่มนุษย์มากขนาดไหน? (ข้อ 4-8)

(ย2) ยอมภาวนา

บางครั้งศัตรูแห่งความจริงของพระเจ้าก็ได้กลายมาเป็นผู้บอกเล่าความจริงนั้นโดยไม่ตั้งใจ เซลซัส นักปรัชญาชาวโรมันในศตวรรษที่ 2 ได้หาทางที่จะทำลายความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อในพระคัมภีร์โดยเขาได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ “การสนทนาที่แท้ (True Discourse)” ว่า “รากฐานของคริสต์ศาสนาคือ การประเมินค่าจิตวิญญาณของมนุษย์สูงเกินไปและความคิดที่เหลวไหลว่าพระเจ้าทรงสนพระทัยในมนุษย์”

แม้เซลซัสจะต่อต้านคริสต์ศาสนา แต่เขาก็กำลังบอกความจริง การที่พระผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ทรงให้ความสนใจในมนุษย์ปุถุชนอย่างลึกซึ้งเป็นการส่วนตัวนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดีสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้า แต่นั่นคือหัวใจของพระกิตติคุณเลยทีเดียว พระคัมภีร์เปิดเผยว่า เราได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐก.1:26) และเราแต่ละคนก็มีป้ายราคาแห่งกางเขนผูกติดอยู่

ดังนั้น เมื่อเรามองที่ป้ายนั้นด้วยสายตาอย่างพระคริสต์ เราก็จะเห็นว่าพระองค์ทรงให้คุณค่ากับเราแม้ว่าเราจะเป็นคนบาป แล้วมีเหตุผลใดอีกที่พระผู้ช่วยให้รอดจะต้องมาสิ้นพระชนม์เพื่อเรา? ณ ที่ตรงนี้ ไม่มีโอกาสให้กับความเย่อหยิ่งของมนุษย์ คุณค่าทุกๆส่วนในชีวิตของเรามาจากพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ได้ยืนยันกับเราว่า พระเจ้าทรงห่วงใยเราทั้งหลายและประชากรหลายพันล้านคนที่อยู่ในโลกนี้ทั้งหมด (ลก. 12:6-7; ยน. 3:16)

อาจารย์เปาโลได้เขียนเอาไว้ในพระธรรมกาลาเทีย 2:20 ว่า “พระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้าและได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า” การเสียสละที่ไม่อาจวัดได้ของพระองค์นี้บ่งชี้ว่า เรามีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่เพียงใด เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์เป็นเครื่องวัดความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2010

ยอห์น 11:25-44

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงตรัสกับมารธาว่าอย่างไร? (ข้อ 25-26) มารธาตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 27)
  2. อะไร คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของมารีย์และมารธา? (ข้อ 28-39)
  3. พระเยซูทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 41-43) จากนั้นได้เกิดอะไรขึ้น? (ข้อ 44)

(ย2) ยอมภาวนา

ความตายอาจช่วงชิงเอาคนที่เรารักไปจากชีวิตของเรา แต่สำหรับสาวกของพระคริสต์ การแยกจากกันนั้นเป็นเพียงชั่วคราว การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นสิ่งที่ยืนยันกับเราว่า ความตายไม่อาจรั้งพระองค์ไว้ได้ฉันใด หลุมฝังศพก็ไม่สามารถรั้งลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนๆและเพื่อนร่วมงานที่ตายไปก่อนหน้าเราไว้ได้ฉันนั้น การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์เป็นรากฐานแห่งความหวังของเรา

ดี.แอล.มูดี้ นักประกาศชาวอเมริกัน (1837-1899) ได้เล่าถึงทหารคนหนึ่งในสนามรบอิงเคอร์แมน (สงครามครีเมียนปี 1854) เขาถูกยิงแต่สามารถคลานกับมาที่เต็นท์ได้ ต่อมามีคนพบเขานอนคว่ำหน้าอยู่โดยมีพระคัมภีร์วางเปิดอยู่เบื้องหน้า และมือของเขาทับอยู่บนหน้าหนึ่งของพระคัมภีร์ซึ่งเปรอะไปด้วยเลือด เมื่อเอามือของเขาออกเราเห็นข้อความชัดเจน มีใจความว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ยน. 11:25) มูดี้กล่าวว่า “ผมต้องการศาสนาเช่นนั้นที่สามารถปลอบประโลมจิตใจได้แม้กระทั่งในเรื่องความตายและทำให้ผมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบรรดาคนที่ผมรัก โลกนี้จะหดหู่และมืดมนสักเพียงใด หากปราศจากคำสอนในเรื่องการคืนพระชนม์ซึ่งเปี่ยมด้วยสง่าราศีนี้”

หากคุณกำลังโศกเศร้า จงรับคำหนุนใจจากถ้อยคำต่อไปนี้ : เพราะพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกับพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 11:25-26

“เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” 

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2010

อพยพ 13:17-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในการเดินทางออกจากอียิปต์ของชนอิสราเอลนั้น พระเจ้าทรงนำพวกเขาอย่างไร? (ข้อ 21-22)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณพ่อคนหนึ่งได้สร้างเต็นท์อินเดียนแดงไว้ในป่าให้กับลูกๆ แล้วเขาก็ได้สร้างกระท่อมสำหรับเล่นไว้ให้ด้วยซึ่งบริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่ที่ล้มอยู่ และทำให้ลูกคิดว่าพวกเขาอยู่ในป่าที่น่ากลัว ดังนั้นคุณพ่อจึงนำขวานและกรรไกรเข้าไปตัดหญ้า ตัดกิ่งไม้ให้เป็นทางจากประตูหลังของบ้านไปยังกระท่อมสำหรับเล่นและจากเต็นท์อินเดียนแดงไปยังบ้าน ลูกๆของเขารู้สึกปลอดภัยและวางใจเพราะทางเดินนั้นเดินตามได้ง่าย

เราอาจจะหวังว่าพระเจ้าจะทรงระเบิดทางให้เราผ่านป่าทึบแห่งอนาคต แต่นั่นไม่ใช่วิธีการของพระองค์ แต่พระองค์ก็จะไม่ปล่อยให้เราปราศจากการนำทาง เราจะเรียนรู้บางสิ่งจากพระลักษณะแห่งความรักของพระองค์เมื่อเราได้เห็นว่า พระองค์ทรงกระทำอะไรเพื่อคนอิสราเอลบ้างเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ พระองค์ “เสด็จนำทางพวกเขา” และนำทางด้วยเสาเมฆและเสาเพลิง

วันนี้ ไม่มีหมายสำคัญใดๆ ที่ตื่นเต้นมานำทางเราอย่างเสาเมฆและเสาเพลิง แต่พระเจ้าทรงให้สิ่งที่ดีกว่าคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในเรา (ยน.14:26; กท.5:16,18)

คุณอาจไม่เคยมองเห็นทางราบในชีวิต แต่เมื่อคุณติดตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระคำของพระเจ้าที่บันทึกไว้ คุณจะรู้ว่าคุณจะหันไปทางไหนเมื่อหนทางนั้นไม่ราบเรียบ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณยังคงตระหนักถึงการสถิตอยู่และการทรงนำของพระเจ้าในชีวิตของคุณหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 1:29

เพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ มิใช่ให้ท่านเชื่อถือในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์ด้วย 

วันอังคารที่ 6 เมษายน 2010

ฟิลิปปี 1:27-30

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ การดำเนินชีวิตที่เปาโลปรารถนาให้พี่น้องเมืองฟิลิปปีมี?(ข้อ 27)
  2. นอกจากความเชื่อที่เราควรมีต่อพระคริสต์แล้ว เรายังควรทำสิ่งใดเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ด้วย? (ข้อ 28-30)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อมีคนพูดว่า”ชีวิตเรานี้ลำบากจริงหนอ พวกเรากักจะตอบว่า “ถูกต้องแล้ว” นักเขียนชาร์ล วิลเลียม กล่าวว่า “โลกนี้มีแต่ความเจ็บปวด แต่ก็คงแย่เกินทน หากมีคนมาบอกว่า เราต้องชอบมัน”

หนทางที่พระเจ้าพาเราไปมักดูเหมือนนำเราออกห่างจากทางที่เราเห็นว่าดี เราจึงคิดว่ากำลังหลงมาผิดทาง นั่นเพราะพวกเราส่วนใหญ่ถูกสอนว่า เพราะพระเจ้าทรงประเสริฐถ้าเรามาถูกทางย่อมหมายถึงชีวิตที่ปราศจากปัญหา

นั่นเป็นความเพ้อฝันที่ห่างไกลจากทัศนะในพระคัมภีร์ ความรักของพระเจ้ามักนำเราไปเพื่อพบว่า ความสะดวกสบายในโลกนี้ไม่อาจช่วยเราได้ เปาโลกล่าวว่า “เพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ มิใช่ให้ท่านเชื่อถือในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์ด้วย” (ฟป.1:29) เมื่อเราพ้นจากหุบเขามืดแห่งความทุกข์ยาก เราจะเข้าใจว่าทุกๆสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

อาจารย์สอนพระคัมภีร์ เอฟ.บี. เมเยอร์ กล่าวว่า “ไม่มีเส้นทางอื่นที่ปลอดภัยและแน่นอนกกว่าทางที่เราดำเนินมา ถ้าเพียงเราสามารถมองเห็นทางเหมือนที่พระเจ้าทรงเห็น เราก็จะเลือกเดินทางนั้นเช่นกัน” ไม่มีการทดลองใดที่จะนำเราไปสู่ความสิ้นหวัง หากเรารู้เหตุผลของพระเจ้าสำหรับการทดลองนั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังผจญและอดทนกับความทุกข์ยากที่เผชิญนั้นเพื่ออะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ฟิลิปปี 1:29

เพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ มิใช่ให้ท่านเชื่อถือในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์ด้วย 

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2010

มัทธิว 16:13-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่าอย่างไร? และพระองค์ได้คำตอบจากเปโตรว่า อย่างไร? (ข้อ 13-16)
  2. คำตอบของเปโตรให้ผลอย่างไรต่อชีวิตของเขา?(ข้อ 17-19)

(ย2) ยอมภาวนา

ขณะที่กำลังเขียนเกี่ยวกับชีวิตของซีโมนเปโตร ไมเคิล คาร์ด นักเขียนและนักแต่งเพลง ได้บรรยายว่าอัครทูตผู้นี้เป็น “ศิลาที่เปราะบาง” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความขัดแย้งในตัวเอง แต่กระนั้นก็เป็นคำที่บรรยายถึงความเป็นเปโตร ได้อย่างลงตัว

ตลอดชีวิตของเปโตร เราจะพบความขัดแย้งดังกล่าว เมื่อท่านประสบความล้มเหลวฝ่ายวิญญาณทั้งที่เพิ่งผ่านเวลาแห่งความกล้า หลังจากที่ท่านประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระเยซูตรัสกับท่านว่า “ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตรและบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” (มธ. 16:18) ไม่ว่าจะเป็นศิลาหรือก้อนหิน เปโตร ที่แปลว่า “หินก้อนเล็กๆ” ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นถึง ความอ่อนแอของท่านเมื่อพยายามที่จะห้ามไม่ให้พระเยซูไปสู่กางเขน และเมื่อปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้งหลังจากที่พระองค์ถูกจับกุม

เปโตร “ศิลาที่เปราะบาง” ได้ย้ำเตือนเราว่า ไม่มีกำลังหรือความสามารถส่วนตัวใดๆของมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับการต่อสู้ชีวิตและอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต่อเมื่อเราวางใจในกำลังที่มาจากพระคริสต์ เมื่อนั้นเราจะได้พบกับการจัดเตรียมของพระองค์ เมื่อเรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองและพึ่งพาพระองค์ กำลังที่มาจากพระคริสต์จะเสริมแรงให้เราต่อสู้กับปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

เช่นเดียวกับเปโตร เราทุกค้นล้วนเป็น “ศิลาที่เปราะบาง” เราสมควรที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับฤทธิ์เดชอันเต็มขนาดของพระองค์ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของเรา (2 คร. 12:9-10)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเชื่อหรือไม่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันอังคารที่ 13 เมษายน 2010

สดุดี 94:16-23

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เมื่อเราคิดว่าเราล้มเหลว เราอ่อนแอ พระเจ้าทำสิ่งใดเพื่อเรา? (ข้อ 17-19, 22)
  2. สำหรับคนที่โหดร้ายที่เราไม่สามารถต่อสู้เขาได้ พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด? (ข้อ 23)

(ย2) ยอมภาวนา

ฮัดสัน เทย์เลอร์ (1832-1905) ผู้ก่อตั้งคณะ China Inland Mission (OMF ในปัจจุบัน) เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ แต่ภายหลังเหตุการณ์กบฏนักมวย ในปี 1900 ซึ่งเพื่อนมิชชันนารีหลายร้อยคนถูกฆ่าตาย สภาวะทางอารมณ์และสุขภาพของเทเลอร์เริ่มแย่ลง ขณะที่เขาใกล้จะเสียชีวิต เขาได้บันทึกว่า “ผมรู้สึกอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำงานได้ อย่าว่าแต่อ่านพระคัมภีร์เลย จะอธิษฐานก็ยังทำไม่ได้ ผมได้แต่นอนอยู่เฉยๆเหมือนกับเด็กที่อยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระเจ้าและวางใจในพระองค์”

คุณเคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจหรือไม่? จนคุณรู้สึกว่าการอธิษฐานและการเอาใจจดจ่ออยู่กับพระสัญญาในพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นเรื่องยาก อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณกำลังถูกปล่อยเกาะในฝ่ายวิญญาณ คุณกำลังร่วมกองทัพกับคนของพระเจ้าที่กำลังเผชิญกับค่ำคืนที่มืดมิดฝ่ายจิตวิญญาณต่างหาก

เมื่อเราอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมากเช่นนี้ สิ่งที่เราสามารถทำได้ หรือที่ถูกคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำก็คือ นอนนิ่งๆเหมือนกับเด็กอยู่ในอ้อมแขนของพระบิด เราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็ได้ พ่อผู้กำลังปลอบโยนไม่ได้คาดหวังให้ลูกพูดสิ่งใด พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์รู้ว่าเราต้องการการปลอบโยนจากพระองค์ ในช่วงที่เรากำลังเผชิญปัญหา พระเมตตาคุณของพระองค์จะยึดเราไว้ (สดด. 94:18) เราสามารถจะวางใจให้พระองค์นำเราผ่านค่ำคืนอันมืดมิดแห่งจิตวิญญาณไปสู่ความสว่างแห่งรุ่งอรุณ เมื่อเราไม่มีอะไรเหลือนอกจากพระเจ้า เราจะพบว่าแค่มีพระเจ้าก็เพียงพอแล้ว

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญกับความล้มเหลวหรือความอ่อนแอในชีวิตหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันพุธที่ 14 เมษายน 2010

เยเรมีย์ 12:1-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เยเรมีย์ได้ตัดพ้อพระเจ้าเหตุเพราะเรื่องใด? (ข้อ 1-4)
  2. พระเจ้าตรัสตอบเพื่อเตือนเยเรมีย์ว่าอย่างไร? (ข้อ 5) อะไร คือ สาเหตุที่ทำให้พระเจ้าทรงเสียพระทัยในประชากรของพระองค์? (ข้อ 6-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค นักวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกจะแข่งขันเพื่อชิงเหรียญทองและมงกุฎใบไม้อันทรงเกียรติ การแข่งขันจะจัดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลกเป็นเวลานาน ก่อนที่จะถึงการแข่งขันรอบตัดเชือกเพื่อคัดเลือกให้เหลือเฉพาะคนที่เร็วที่สุด และผู้ที่ได้รับคัดเลือกคือผู้ที่มีสิทธิเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายในกีฬาโอลิมปิค

ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ก็เข้าร่วมในการแข่งขันที่ดุเดือดเช่นกัน แต่เป็นการแข่งขันกับคนที่นับถือรูปเคารพและบรรดาปุโรหิตที่ชั่วร้าย ท่านได้ตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้าให้พิพากษายูดาห์และทำลายถึงการล่มสลายของเมืองนั้น ท่านรู้สึกท้อแท้ใจจนถึงกับทูลถามพระเจ้าว่า “ไฉนทางของคนอธรรมจึงจำเริญขึ้น ไฉนทุกคนที่ทรยศก็อยู่เย็นเป็นสุข (12:1)

เวลานั้นเองที่พระเจ้าทรงบอกกับท่านเป็นเชิงว่า “การแข่งขันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ที่ผ่านมาเจ้าเพียงแค่จัดการกับเรื่องเล็กน้อย (วิ่งแข่งกับมนุษย์) และถ้าความยุ่งยากมาถึงจริงๆ (แข่งกับม้า) เจ้าจะทำอย่างไร?” คุณอาจจะเพิ่งประสบปัญหาบางอย่างในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ปัญหากับเจ้านาย ปัญหาสุขภาพ ความขัดแย้งในคริสตจักร ในครอบครัว และคุณได้วิงวอนขอพระเจ้าให้ช่วย แต่พระเจ้าอาจตอบคุณว่า “จงทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น จงมุ่งมั่นเพราะต่อไปอาจจะหนักกว่านี้” เมื่อพระองค์ขอให้คุณ “วิ่งแข่งกับม้า” พระองค์จะสถิตกับคุณและค้ำชูคุณไว้ นั่นคือสิ่งที่พระองค์ทำ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2010

1 เปโตร 2:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราละสิ่งใด? และปรารถนาในสิ่งใด? เพื่ออะไร? (ข้อ 1-3)
  2. พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเข้ามาหาพระองค์เพราะเหตุใด? (ข้อ 4-10)

(ย2) ยอมภาวนา

เด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งถูกลงโทษที่ประพฤติตัวไม่ดี พ่อแม่ของเธอสั่งให้หนูน้อยรับประทานอาหารเย็นด้วยตนเองคนเดียวที่มุมห้อง และทำทีท่าไม่สนใจใยดีเธอเลย จนกระทั่งพวกเขาได้ยินคำอธิษฐานของเธอ ซึ่งยกมาจากพระธรรมสดุดี บทที่ 23 ว่า “ขอบคุณพระเจ้า ที่ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์”

เรื่องนี้อาจฟังดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่บางครั้งเราก็อาจรู้สึกว่าครอบครัวกลับกลายเป็นศัตรูของเรา เมื่อพวกเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการให้เป็นและในบางครั้ง แม้แต่ครอบครัวฝ่ายวิญญาณที่คริสตจักรก็อาจทำให้เราท้อแท้ใจได้ แต่การเปลี่ยนจุดสนใจของเราเสียใหม่ จะทำให้เราสามารถล้มเลิกความคิดแบบตื้นๆว่าคนอื่นจะต้องเป็นไปตามความคาดหวังอันสูงส่งของเรา

แทนที่จะจดจ่ออยู่กับคนอื่นๆ เราสามารถพบกับความหวังในความจริงที่ว่า เราก็เป็นหนึ่งในบรรดาบุตรของพระเจ้าโดยทางความเชื่อในพระเยซู (1 ปต.2:10) ทรงเลือกและให้เรา “เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ” (ข้อ 9) พระเจ้าทรงนำให้เราเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ และเราก็แน่ใจได้ว่า ความสัมพันธ์กับพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุด พระองค์จะไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างศัตรู

ถ้าผู้อื่นทำให้เราผิดหวัง แทนที่จะจมอยู่ในความท้อแท้ ให้เราเปลี่ยนทัศนคติและเตือนตัวเองว่า เราซึ่งมอบความไว้วางใจในพระเยซูแล้วนั้น เป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งได้รับความรักทะนุถนอมและห่วงใยจากพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเข้ามาหาพระเจ้าด้วยความรู้สึกมั่นใจในฐานะที่คุณเป็นในพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2010

กิจการ 5:17-29

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อัครทูตของพระคริสต์ถูกข่มเหงและจำไว้ในคุกหลวงเพราะเหตุใด? (ข้อ 17-18)
  2. ทูตของพระเจ้าได้ทำสิ่งใดต่ออัครทูต? และพวกเขาได้ตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 20-21)
  3. มหาปุโรหิตได้กำชับและสั่งห้ามอัครทูตเหล่านั้นอีก แต่ได้รับการตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 27-29)

(ย2) ยอมภาวนา

ในหนังสือชื่อ พูดไม่ออก (Unspeakable) ของออส กวินเนส เขาพูดถึงปัญหาของความชั่วร้ายในโลก ตอนหนึ่ง เขาพูดถึงการไต่สวนแห่งนูเร็มเบิร์ก ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกนาซีที่หลงเหลืออยู่ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และคำแก้ตัวง่ายๆที่พวกเขาใช้ ก็คือ “ผมแค่ทำตามคำสั่ง” แต่คำตัดสินของคณะลูกขุนคือทหาร ย่อมต้องมีสำนึกด้านศีลธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดแม้จะเป็นไปตามกฎก็ตาม

ในอีกบริบทหนึ่งที่แตกต่างกัน เปโตรและอัครสาวกถูกจับเพราะประกาศสั่งสอนเรื่องพระคริสต์ผู้เป็นขึ้นจากตาย และถูกนำมาต่อหน้าผู้นำศาสนาในเยรูซาเล็ม แทนที่พวกเขาจะยอมโอนอ่อนตามฝูงชน พวกเขาประกาศเจตนารมณ์ที่จะสั่งสอนเรื่องพระคริสต์ต่อไป

คำสั่งของกลุ่มศาสนาอาจเป็นไปตามกฎ แต่ไม่ถูกต้อง เมื่อสาวกเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่าผู้นำศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า พวกเขาก็ได้ยกชูคำตัดสินตามมาตรฐานที่อยู่เหนือกว่าความคิดเห็นของบรรดาผู้ปกครองในโลกนี้

การทดลองที่เราเผชิญอยู่อาจกำลังทดสอบความแน่วแน่ของเรา แต่นี่จะเป็นโอกาสยกย่ององค์พระเจ้าของเรา หากเราเชื่อพึ่งในพระกำลังที่จะทรงโปรดให้เราอยู่เหนือคำพูดของพวกที่ชอบเออออตามคนหมู่มาก แล้วทำสิ่งที่ถูกต้องตามพระคำของพระเจ้า ในแต่ละวัน เราต้องเลือกวิถีแห่งไม้กางเขนแทนวิถีของฝูงชน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสถานการณ์ใดหรือไม่ที่คุณกำลังถูกทดสอบความแน่วแน่ในความเชื่อที่คุณมีในพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2010

2 ซามูเอล 16:5-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เกิดอะไรขึ้นในขณะที่ดาวิดได้เสด็จมายังตำบลบาฮูริม? (ข้อ 5-8)
  2. อาบีชัยผู้ที่ติดตามดาวิดไปนั้นตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร? (ข้อ 9) แต่ดาวิดตอบสนองอย่างไร? (ข้อ 10-12)

(ย2) ยอมภาวนา

การกระทำของเราต่างจากการกระทำของดาวิด ใน 2 ซามูเอล 16 เราชอบการแก้แค้น ปิดปากพวกที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ เราเรียกร้องความยุติธรรมและการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ดาวิดกลับบอกผู้คนที่ต้องการปกป้องเขาว่า “ช่างเขาเถิดให้เขาด่าไป เพราะพระเจ้าทรงบอกเขาแล้ว” (ข้อ 11)

ผมได้เรียนรู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งเราและดาวิดก็รู้จักความรักที่ปกป้องของพระเจ้ามากขึ้น เราเริ่มใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นพูดถึงเราน้อยลง และเต็มใจมอบชีวิตของเราให้กับพระบิดามากขึ้น เราเรียนรู้ที่จะยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า

เราอาจจะขอให้ฝ่ายตรงข้ามพิสูจน์สิ่งที่เขากล่าวอ้าง หรือปฏิเสธอย่างแข็งขันถ้าพวกเขากล่าวหาเราอย่างผิดๆ แต่เมื่อเราทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว สิ่งเดียวที่เหลือคือรอคอยอย่างอดทนจนกว่าพระเจ้าจะแก้ต่างให้กับเรา

แต่ในระหว่างนั้น เป็นการดีที่เราจะมองข้ามคำพูดของคนที่ให้ร้ายเรา และมองไปถึงพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงรักเราด้วยความรักที่ไม่สิ้นสุด เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของเราและผู้อื่น ถึงแม้ว่าเราจะต้องหัวใจสลายและต้องเช็ดน้ำตาด้วยความขมขื่นก็ตาม

ไม่ว่าคนอื่นจะพูดถึงคุณว่าอย่างไร คุณก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความขมขื่นใจของคุณ และพระองค์จะทรงตอบแทนคุณด้วยสิ่งดีในที่สุด จงวางใจและอยู่ในความรักของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ถ้าเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะตอบสนองคนที่ด่าว่าคุณอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2010

มาระโก 3:13-19

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ? (ข้อ 13-15)
  2. สาวก 12 คนที่พระเยซูทรงเรียกนั้นได้แก่ใครบ้าง? (ข้อ 15-19)

(ย2) ยอมภาวนา

จุดสุดยอดของการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ถ้อยคำที่เปล่งเสียงว่า “เรายึดถือความจริงเหล่านี้ไว้แก่ตน” แต่คือรายชื่อที่ปรากฏตอนท้ายของเอกสาร ซึ่งเป็นรายชื่อของบรรดาผู้คนที่เต็มใจวางอนาคตของตน เกียรติศักดิ์และชีวิตของตนลงบนข้อเชื่อมั่นเพียงไม่กี่ข้อที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้

พระเยซูทรงเปลี่ยนแปลงโลกด้วยคนจำนวนเล็กน้อยที่เต็มใจสละชีวิตเพื่อสิ่งที่ตนเชื่อ พระองค์ทรงเริ่มด้วยชายเพียง 12 คน ซึ่งพระองค์ทรงเลือกให้อยู่กับพระองค์ บุคคลเหล่านี้เป็นคนพิเศษ และพวกเขาได้เรียนรู้จากพระองค์เป็นส่วนตัว และทรงส่งพวกเขาออกไปพร้อมกับข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ พวกเขาถูกเรียกว่า อัครทูต

แผนการของพระเจ้าสำหรับพันธกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกับเหล่าอัครทูตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนกลุ่มใหญ่กว่าที่พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่เรียกว่าสาวก พวกเขาได้แก่ผู้ฟังและผู้เรียนจำนวนมากมาย หญิงชายที่ฟังพระเยซูด้วยความยินดี บางคนก็เป็นเพียงผู้ถามไถ่และติดตามพระองค์เพียงไม่กี่สัปดาห์ บางคนยอมรับคำแนะนำของพระองค์และนำไปปฏิบัติ และคนพวกนี้พร้อมด้วยบรรดาอัครทูตเป็นพวกที่พระองค์ทรงใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้

วิธีการของพระเจ้ายังคงเป็นการใช้ผู้คน ผู้คนที่เต็มใจเป็นอุปกรณ์ของพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า? ไม่จำเป็นต้องใช้คนยิ่งใหญ่ทำสิ่งใหญ่ เพียงแค่คนที่ไม่เห็นแก่ตัวก็พอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 1 เปโตร 2:5

“และท่านทั้งหลายก็เหมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์” 

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2010

1 ยอห์น  1:1-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อัครทูตยอห์นได้เป็นพยานถึงสิ่งใด? (ข้อ 1-2) เพื่ออะไร? (ข้อ 3-4)
  2. ผู้ที่ได้ร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและกับพี่น้องจะมีชีวิตอย่างไร? (ข้อ 5-7)

(ย2) ยอมภาวนา

มีคริสเตียนประเภทผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งใกล้ชิดกับพระเจ้าหรือมีชีวิตที่ชอบธรรมเป็นพิเศษจนสามารถ “ขอเวลานอก” ในเรื่องของความสัมพันธ์กับพระเจ้าไหม? ความคิดนี้ฟังดูตลกเพราะเป็นเรื่องเหลวไหลที่จะคิดว่าการดำเนินชีวิตของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องทุกวัน และตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงก็มีบางครั้งที่เราดำเนินไปในวิถีทางของตัวเองและไม่ใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าไม่ใช่หรือ

หลักการนี้สามารถเปรียบได้กับโลกของกีฬา แกรนท์ ฮิลล์ นักกีฬาบาสเก็ตบอลมืออาชีพระดับซูเปอร์สตาร์ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตารางการฝึกซ้อมนอกฤดูการแข่งขันของเขาว่า “ผมไม่รู้สึกว่า ผมสามารถหยุดพักได้ 1 สัปดาห์ เมื่อผมหยุดพักไป 1 วัน ผมรู้สึกราวกับว่าผมกำลังเล่นแย่ลง”

ถ้าคริสสเตียน “หยุดพัก” ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เราก็จะ “แย่ลง” เช่นกัน เราจะพลาดการทรงนำผ่านทางพระวจนะของพระองค์และขาดการมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ในการอธิษฐาน เราอาจะเริ่มลืมสิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับแรก และก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดนที่พระเจ้าทรงห้ามซึ่งอาจนำเราให้ล้มลงในความบาปได้

ไม่ว่าเราจะเป็นบุตรของพระเจ้ามานานแค่ไหนแล้วก็ตาม เราจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์เอาไว้ ไม่ใช่แค่การไปโบสถ์และการเฝ้าเดี่ยวประจำวันเท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง การหยุดพักจะทำให้การดำเนินกับพระเจ้าของคุณถดถอยลงอย่างมาก เพื่อเป็นการรักษาสภาพจิตวิญญาณให้แข็งแรงอยู่เสมอ คุณต้องเดินกับพระคริสต์ทุกวัน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณยังคงสำแดงชีวิตของการมีสามัคคีธรรมที่เข้มแข็งกับพระเจ้าและพี่น้องหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันอังคารที่ 20 เมษายน 2010

ยากกอบ 1:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เรามีท่าทีอย่างไรต่อความทุกข์ยากลำบาก? เพราะอะไร? (ข้อ 2-3)
  2. พระเจ้าประสงค์ให้เราทูลขอสิ่งใดจากพระองค์และด้วยท่าทีอย่างไร? (ข้อ 5-8)

(ย2) ยอมภาวนา

คำของยากอบที่ว่า “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ยก.1:2) นั้น เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนความทุกข์ยากให้เป็นชัยชนะ แม้เราไม่อาจเลือกที่จะเผชิญความทุกข์ยาก แต่เราเลือกวิธีที่จะตอบสนองได้ เจ.บี.ฟิลิปส์ได้พูดทำนองเดียวกันว่า “อย่ารู้สึกว่าความทุกข์ยากบุกรุกเราแต่จงต้อนรับมันฉันมิตร”

เซลวีน ฮิวส์ ผู้ให้คำปรึกษาชาวอังกฤษ ได้เตือนผู้คนว่า ความทุกข์ยากจะเป็นมิตรของเราได้ก็ต่อเมื่อเราตั้งเป้าที่จะเป็นเหมือนพระเยซู หากเป้าหมายของเรา คือ การหลีกเลี่ยงปัญหาหรือความโชคร้ายต่างๆ ความทุกข์ยากของเราก็จะเป็นเหมือนผู้บุกรุก

ฮิวส์ยอมรับว่าเขาเองก็ต้องฟังคำปรึกษาของตัวเองอยู่บ่อยๆ เขายังจำเหตุการณ์ครั้งที่ตัวเองและภรรยาขับรถเข้าจอดข้างทางเพื่อดูแผนที่ แล้วจู่ๆรถบรรทุกคันหนึ่งก็หักหลบมาชนรถเขาอย่างจัง พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแต่รถพังยับเยิน แล้วฝนก็เริ่มตก ฮิวส์ปะทะคารมกับอีกฝ่ายด้วยความโกรธ หงุดหงิดและกังวลใจ ฮิวส์พบว่าเรื่องนี้ยากมากที่จะ “ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” แต่ขณะที่รอตำรวจอยู่นั้น เขาก็เริ่มครุ่นคิดว่า พระเจ้าจะทรงใช้ความลำบากที่เกิดขึ้นเพื่อให้เขาเป็นเหมือนพระเยซูได้อย่างไร แล้ววิกฤตการณ์ก็ค่อยกลับแปรเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเขา

ครั้งต่อไปที่คุณเผชิญความทุกข์ยากบางอย่าง จงเป็นมิตรกับมันและยอมให้พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์นั้นเพื่อให้คุณเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น พระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่เราจะต้องผ่านเข้าไป แต่เราคือผู้เลือกว่าเราจะผ่านไปอย่างไร

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1.  อะไร คือ ความทุกข์ยากที่คุณกำลังเผชิญ? แล้วคุณมีท่าทีต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันพุธที่ 21 เมษายน 2010

โรม 8:28-39

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. สิ่งใดบ้างที่พระเจ้าประสงค์จะช่วยให้เกิดผลอันดี? (ข้อ 28)
  2. พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดเพื่อทำให้เราสามารถรับพระสัญญาข้อดังกล่าวนั้นไว้เป็นของเราได้? (ข้อ 29-30)
  3. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเรา? (ข้อ 31-39)

(ย2) ยอมภาวนา

พระเจ้ามิได้ทรงสนพระทัยเพียงแค่ช่วยเราให้พ้นจากนรกและพาเราสู่สวรรค์เท่านั้น แต่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะเปลี่ยนเรา “ให้เป็นตามพระลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์” (โรม 8:29) มีผู้กล่าวไว้ว่า พระบิดาทรงพอพระทัยว่าจะให้สวรรค์เต็มไปด้วยคนอีกมากมายที่เป็นเหมือนพระบุตร

เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา “เราจะเป็นเหมือนพระองค์” (1 ยน.3:2) แต่กระบวนการที่จะเป็นเหมือนพระองค์นั้นเริ่มที่นี่และเดี๋ยวนี้ กระบวนการนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบได้อธิบายไว้แล้ว คือ “ทุกสิ่ง” ซึ่ง “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดี” (โรม 8:28) กระบวนการนี้ยังรวมถึงการทดสอบและการทดลอง การตีสอนและการชำระให้บริสุทธิ์ การปฏิเสธสิ่งชั่วร้าย และการทนทุกข์ทรมาน เพื่อจะเป็นเหมือนพระองค์ เราต้องติดตามพระองค์ไปในหนทางแห่งการเสียสละตนเองและอดทนต่อการทดลอง (ฮบ.2:10)

การติดตามพระเยซูคริสต์ หมายถึง เราต้องเต็มใจไปยังเกทเสมเนและเนินเขาหัวกะโหลกกับพระองค์ เราต้องเต็มใจทนทุกข์และถูกปฏิเสธจากคนที่ปฏิเสธพระองค์ (ยน.15:18-21) การติดตามพระองค์ยังนำเราสู่อุโมงค์ฝังศพอันว่างเปล่า ผู้ซึ่งติดตามพระองค์จะเข้าส่วนในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ด้วย  (โรม 6:5) และ “ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ (2 ทธ. 2:12)

ถูกแล้ว พระเจ้าทรงใช้ “ทุกสิ่ง” เพื่อทำให้เราเหมือนพระคริสต์ หนทางที่นำคุณไปสู่การเหมือนองค์พระคริสต์ จะนำคุณผ่านหุบเขาแห่งความทุกข์ทรมานด้วย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2010

1 เปโตร 1:1-9

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงโปรดสำแดงความกรุณาต่อเราอย่างไร? (ข้อ 3) เพื่ออะไร? (ข้อ 4-5)
  2. เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องประสบกับความยากลำบาก? (ข้อ 6-9)

(ย2) ยอมภาวนา

คำเทศนายอดเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยได้ยินไม่ใช่คำเทศนาบนธรรมาสน์ แต่เป็นคำเทศนาจากเตียงคนป่วย บ่อยครั้ง สัจธรรมที่ล้ำลึกที่สุดในพระคำของพระเจ้าถูกเปิดเผยโดยคนเหล่านั้นที่ถ่อมใจและเคยผ่านโรงเรียนแห่งความทุกข์ยากลำบากมาแล้ว

คนร่าเริงที่สุดที่ผมเคยพบ คือ คนที่ในชีวิตของเขามีความสุขน้อยที่สุดและต้องพบกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส คนที่ขอบพระคุณพระเจ้ามากที่สุดที่ผมเคยพบไม่ใช่คนที่ดำเนินชีวิตบนหนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน บางคนต้องอยู่แต่บนเตียง แต่ได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า

คนที่เจ็บปวดกลับกลายเป็นคนที่มีเรื่องบ่นน้อยที่สุด คนที่ชื่นชมยินดีที่สุดและขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระพรของพระเจ้ามากที่สุด คือ คนที่เคยผ่านการทดลองที่ยากลำบากที่สุดมาแล้ว

พระคัมภีร์บอกกับเราว่า ถ้าเราตอบสนองต่อความทุกข์ยากในชีวิตอย่างเหมาะสม เราจะพัฒนาความอดทนและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้น (โรม 5:3-5; ยก. 1:3-4) เราต้องจำไว้เสมอว่า ความทุกข์ที่เรามีอยู่ตอนนี้เป็นเพียงแค่ “ประเดี๋ยวเดียว” และพระเจ้าทรงใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อ “ศักดิ์ศรีถาวร” ของเรา (2 คร. 4:17-18) ดังนั้น ขอให้ผู้ที่กำลังมีความทุกข์จงมีความหวังใจ วันหนึ่งคุณจะตระหนักว่า ความทุกข์ยากนั้นคุ้มค่าเพียงไร (1 ปต. 1:7)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญกับความทุกข์เรื่องใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2010

โรม 13:8-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระบัญชาของพระเจ้าจากพระคำตอนนี้? (ข้อ 8-9)
  2. อะไร คือ ลักษณะของความรัก? (ข้อ 10)

(ย2) ยอมภาวนา

วิถีชีวิตแบบไหนที่คุณยึดถือและดำเนินตาม? แบบที่เน้นความเห็นแก่ตัว หรือแบบที่ปรารถนาจะตอบสนองความต้องการของคนอื่นด้วยความรัก? (รม.13:8)

นักเขียนนวนิยายที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลผู้หนึ่งสนับสนุนปรัชญาแห่งการไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ซึ่งยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลางเท่านั้น พระเอกในนวนิยายยุคแรกๆของเธอพูดว่า “ถ้อยคำที่เราต้องไม่พูดเลยก็คือ …ฉันได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และฉันยกพระเจ้าองค์นี้ขึ้นเหนือแผ่นดิน…แล้วใครล่ะจะเป็นผู้มอบความชื่นบานและสันติสุขและความทรนงให้ ก็พระเจ้าองค์นี้ไง…ตัวฉันเอง”

ผลของการใช้ชีวิตเพื่อตนเองเท่านั้นและผลของการไม่รักเพื่อนบ้านของเราคืออะไร วิถีชีวิตแบบนั้นจะนำมาซึ่งความทะนง ตามที่ผู้ประพันธ์เขียนไว้ข้างต้นว่า ความทะนงเป็นผลรวมของคุณความดีทุกอย่าง แต่การสนใจแต่ตัวเองและไร้ความเมตตาไม่อาจนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี และวิถีชีวิตที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางก็ไม่ได้นำมาซึ่งสันติสุข นักวิจารณ์ผู้รอบรู้กล่าวถึงนักเขียนนวนิยายผู้เห็นแก่ตัวคนนี้ว่า “ดูเหมือนเธอจะเป็นคนที่ไร้ความสุขที่สุดคนหนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่”

พระเจ้าคำของพระเจ้ามีเนื้อหาที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับปรัชญาชีวิตที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง หลักการที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตที่บริบูรณ์ก็คือ ให้เรารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (ข้อ 9) เราจะรับประสบการณ์อะไรเมื่อดำเนินตามวิถีชีวิตเช่นนั้น? “ความชอบธรรมและสันติสุข” และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์” (โรม 14:17) ชีวิตแห่งความรัก ย่อมให้ผลที่ดีกว่าแน่นอน เพราะความรักเป็นประตูให้เรา ก้าวผ่านความเห็นแก่ตัวไปสู่การปรนนิบัติ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณรักเพื่อนบ้านหรือไม่? การกระทำใดที่สะท้อนว่าคุณรักเพื่อนบ้าน?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน 2010

ลูกา 19:41-44

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูกำลังเสด็จเข้ามาใกล้เมืองเยรูซาเล็ม? (ข้อ 41)
  2. อะไร คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเยรูซาเล็มอันทำให้พระเยซูสะเทือนใจและร้องไห้? (ข้อ 42-44)

(ย2) ยอมภาวนา

โลกนี้เต็มไปด้วยความปวดร้าวใจ เด็กชายถูกเพื่อนเยาะเย้ยที่โรงเรียนเพราะเขามีแขนลีบ แม่ม่ายคิดถึงวันที่สามีของเธอฆ่าตัวตายด้วยความรวดร้าวใจ พ่อแม่เศร้าโศกกับลูกที่ไม่เชื่อฟัง ชายคนหนึ่งดูแลภรรยาด้วยความทะนุถนอม เธอเป็นโรคอัลไซเมอร์และจำไม่ได้ ผู้รับใช้พระเจ้าลาออกเพราะมีคนใส่ร้าย ภรรยาต้องเจ็บปวดรวดร้าวเพราะความไม่ซื่อสัตย์ของสามี

ความปวดร้าวใจเช่นนี้เป็นเหตุให้บางคนละทิ้งชีวิต แต่บางคนกลับปฏิบัติตัวตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง โดยพยายามกลืนตัวเองเข้าไปกับกิจกรรมที่ยุ่งเหยิง

เราสามารถเรียนรู้ที่จะจัดการกับความปวดร้าวของเราได้ ด้วยการมองดูที่ชีวิตของพระเยซู พระทัยของพระองค์แตกสลายเมื่อทรงตริตรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงกันแสง (ลก.19:41) แล้วพระองค์ก็ทรงกระทำงานที่พระองค์เสด็จมากระทำต่อไป นั่นคือการเผชิญหน้ากับความบาป สอนประชาชนและชี้แนะสาวกของพระองค์

ถ้าคุณกำลังปวดร้าวใจ ขอให้ยอมรับกับตัวเอง กับผู้อื่น และกับพระเจ้าว่าคุณเจ็บปวด สิ่งนี้จะเปิดประตูไปสู่การยอมรับว่าคุณต้องการความช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และจากผู้คนที่เป็นห่วงเป็นใย แล้วจงเลือกให้ชีวิตสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้คือ การนมัสการ การมอบความรัก การดูแลเอาใจใส่และการทำงาน เมื่อคุณทำเช่นนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดในส่วนลึกของคุณก็จะลดลง แล้วความชื่นชมยินดีของคุณจะเพิ่มขึ้น การปรนนิบัติผู้อื่นช่วยเยียวยาความเศร้าโศกของคุณได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1.  คุณเผชิญกับความปวดร้าวใจบ้างหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2010

ปัญญาจารย์ 12:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในที่สุดแล้ว มนุษย์ทุกคนจะต้องจบลงที่ใด? (ข้อ 1-7)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราทำ ด้วยถือว่าเป็นหน้าที่ของเรา? (ข้อ 9-14)

(ย2) ยอมภาวนา

สิ่งที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณมีชีวิตอยู่อย่างไร บางคนมีชีวิตอยู่จนอายุถึง 85 ปีแต่ไม่ค่อยได้ทำอะไร ในขณะที่อีกคนอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีแต่ชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยการรับใช้พระเจ้าและผู้อื่น และอิทธิพลในชีวิตของพวกเขายังคงส่งผลอยู่เสมอ

คนเป็นอันมากห่วงเพียงแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่ในโลกนี้ได้นานๆ และดิ้นรนที่จะเพิ่มวันคืนชีวิตให้กับตัวเอง ในทุกๆปี เราใช้เงินเป็นพันๆล้านไปกับยา วิตามิน และอาหารเสริมเพื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ และเราก็ลืมไปว่า การดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีในการมีชีวิตอยู่ แต่เป็นคุณภาพของชีวิตและสิ่งที่เราได้ทำให้สำเร็จเพื่อพระเจ้า ชีวิตบนโลกนี้จะส่งผลต่อชีวิตนิรันดร์ของเรา เมื่อเราอุทิศชีวิตของเราให้แก่องค์พระผู้ทรงสร้างเรา (ปญจ.12:1,13-14)

วันนี้ ให้มองหาโอกาสที่จะใช้ชีวิตทุกชั่วโมงของเราเพื่อรับใช้ นมัสการและทำงานเพื่อองค์จอมเจ้านาย ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตเรา (อาจเป็นไปได้ใครจะรู้) แทนที่จะเสียเวลาไปกับการฝันเฟื่องถึงการมีชีวิตยืนยาว ให้เราใช้เวลานี้อย่างเกิดผลและเป็นพระพรให้มากที่สุด ขอให้เราใช้ชีวิตอย่างมรความหมาย แทนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมายและปล่อยให้วันเวลาพัดผ่านไปอย่างล่องลอย

การใช้ชีวิตให้คุ้มค่า (ไม่สำคัญว่าจะยาวหรือสั้น) คือการรับใช้พระเจ้าและนำพระพรไปสู่คนอื่น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าตามที่พระคำของพระเจ้าบอกแก่คุณหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

“ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” 

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2010

โรม 1:18-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์ต่อสิ่งใด? (ข้อ 18, 21-23)
  2. อะไร คือ ลักษณะของจิตใจที่ชั่วและการประพฤติที่ไม่เหมาะสมที่ทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ? (ข้อ 26-32)

(ย2) ยอมภาวนา

ไม่มีใครชอบถูกวิจารณ์และที่เจ็บปวดไปกว่านั้นคือ การที่มีคนพูดถึงเราลับหลัง ในโรม 1:29-30 เปาโลเรียกคนอย่างนั้นว่า “พูดนินทา” หรือ “พูดส่อเสียด” ท่านจัดคนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับคนเย่อหยิ่งจองหอง ฆาตกร คนที่ริทำชั่วแปลกๆ คนที่เกลียดชังพระเจ้า และอื่นๆในทำนองเดียวกันนี้

ผู้ที่พูดนินทา คือ ผู้ที่แอบกระจายข่าวลือ ผู้ที่พูดส่อเสียด คือ ผู้ที่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย น่าเศร้าใจที่คริสเตียนบางคนทำบาปเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ขับรถชนใครเสียชีวิต แต่พวกเขาตั้งใจ “กระทบคนอื่น” ด้วยคำพูด และดูแคลนการกระทำหรือคำพูดของคนอื่น

ผู้ที่มีส่วนในการประพฤติเชิงทำลายนี้มองไม่เห็นข้อบกพร่องในพฤติกรรมของตนเองและไม่ใส่ใจคำพูดของเปาโลที่บอกว่า “จงรักด้วยใจจริง” (รม.12:9) หรือตามที่มีคนเคยแปลไว้ว่า “อย่าแสร้งรัก”

เราต้องกลับใจใหม่ในเรื่องการซุบซิบนินทา อย่าเข้าข้างตัวเองด้วยการอ้างถึงคำพูดที่เราพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดีนั้นว่าเป็นเจตนาที่ดี เพราะเราสามารถทำสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นด้วยความรักที่แท้จริงได้ คือ การพูดกับบุคคลนั้นโดยตรงด้วยความรักและการหนุนใจ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คำพูดและการแสดงออกที่คุณมีต่อคนอื่นนั้นเป็นท่าทีที่ถูกต้องหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันอังคารที่ 27 เมษายน 2010

ฮีบรู 5:12-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. น้ำนมมีไว้เพื่อใคร? (ข้อ 13)
  2. อาหารแข็งมีไว้สำหรับใคร? เพื่ออะไร? (ข้อ 14)

(ย2) ยอมภาวนา

ลีโอนาโด ดาวินซี ได้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ และวิศวกรรมศาสตร์มากมาย จนทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเครื่องยนต์ที่บินได้ หรือ ภาพวาดโมนาลิซา สมองของเขามีชีวิตชีวา กระตือรือร้น และสร้างสรรค์ เขากล่าวถึงการรักษาความคิดให้เฉียบคมอยู่เสมอๆไว้ดังนี้ “เหล็กขึ้นสนิมเมื่อไม่ได้ใช้ น้ำไม่บริสุทธิ์เมื่ออยู่นิ่ง…เช่นเดียวกับการอยู่เฉยย่อมดูดพลังไปจากสมอง”

มีความเป็นไปได้ที่ชีวิตคริสเตียนของเราก็อาจจะเฉื่อยชา สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้รับหนังสือฮีบรูเช่นกัน ผู้เขียนคำหนุนใจท่านนี้มองเห็นอาการของโรคที่เกิดขึ้นกับพวกเขาและรู้วิธีรักษา “อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว” (ฮบ.5:14)

คำว่า “ได้รับการฝึกหัด” มีความเกี่ยวโยงกับลักษณะของการออกกำลังกายอย่างมีวินัย ชีวิตคริสเตียนก็จำเป็นจะต้องเติบโตขึ้นในด้านความรู้ เพื่อเราจะรู้จักเลือกทางเดินที่ถูกต้องได้ และเราทำเช่นนั้นได้โดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า

ให้คุณอ่านพระคัมภีร์อย่างกระตือรือร้น และทูลขอความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสิ่งนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและกับผู้อื่น จงบริหารจิตวิญญาณให้คงความแข็งแรงเสมอ การเติบโตฝ่ายวิญญาณนั้นต้องการอาหารแข็งจากพระวจนะ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเหมาะกับน้ำนมหรืออาหารแข็ง? ที่สำคัญ คือคุณกินอาหารฝ่ายวิญญาณเป็นประจำหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันพุธที่ 28 เมษายน 2010

สดุดี 19:7-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. กฎเกณฑ์และกฎหมายของพระเจ้ามีลักษณะที่สำคัญอย่างไร? (ข้อ 7-10)
  2. การรักษาข้อความกฎเกณฑ์ของพระเจ้าให้อะไรแก่เรา? (ข้อ 11)

(ย2) ยอมภาวนา

เราหลายคนมีพระคัมภีร์เป็นของตัวเอง บางคนมีมากกว่าหนึ่งฉบับแปล และมากกว่าหนึ่งภาษา หนังสือเก่าแก่เล่มนี้มีต้นฉบับซึ่งเขียนเป็นภาษาฮีบรู กรีก และบางตอนเป็นภาษาอาราเมค และยังคง “เป็นหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์”

จากการสำรวจพลเมืองของสหรัฐในปี 1996 ในจำนวนผู้ที่ได้รับการสำรวจร้อยละ 79.8 บอกว่าพระคัมภีร์มีอิทธิพลมากที่สุด ลำดับต่อมาเป็นหนังสือเด็กของดร.สป็อคที่ได้รับคะแนนเพียงร้อยละ 4.7 ต่อมาเป็นหนังสือกำเนิดมนุษย์ของชาร์ลส์ ดาร์วิน ร้อยละ 4.1 และจอร์ช ออร์เวล ร้อยละ 2.4 ส่วนพระคัมภีร์มาเป็นที่หนึ่งด้วยคะแนนท่วมท้นในบรรดาหนังสือที่มีอิทธิพลทั้งหลาย

แต่มีกี่คนในบรรดาคนที่ยกย่องอิทธิพลของพระคัมภีร์ที่เคยอ่านพระคัมภีร์จริงๆ คุณอ่านไหม? ผมอ่านไหม? และถ้าเราอ่าน เราอ่านเป็นประจำหรือไม่ เรานึกจะอ่านข้อความตอนไหนก็อ่าน หรืออ่านตามระบบระเบียบที่ทำให้เรารู้จักคุ้นเคยกับพระคัมภีร์ทั้งเล่ม? เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรู้พระวจนะหรือไม่? (สดด. 19:10)

คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราเชื่อและกระทำตามสิ่งที่อ่านหรือไม่ หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในชีวิตของเราไหม? เราเชื่อฟังพระคัมภีร์หรือไม่? สรุปแล้วหนังสือนี้มีคุณค่าเกินจะวัดมากกว่างานเขียนทั่วไปของมนุษย์ เพราะนี่คือพระคำที่มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเชื่อและได้กระทำตามพระคำที่ได้อ่านในแต่ละวันหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2010

กาลาเทีย 6:7-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้ที่หว่านในฝ่ายเนื้อหนังจะเก็บเกี่ยวสิ่งใด? ผู้ที่หว่านในฝ่ายวิญญาณจะเก็บเกี่ยวสิ่งใด? (ข้อ 7-8)
  2. พระคำของพระเจ้าหนุนใจเราให้ทำสิ่งใด? เพราะอะไร? (ข้อ 9-10)

(ย2) ยอมภาวนา

คนบางคนเติบโตขึ้นอย่างงดงาม แต่คนบางคนกลายเป็นคนบูดบึ้งและเกรี้ยวกราด เราควรรู้ว่าเราจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เพราะเราต่างก็ต้องมีอายุมากขึ้น

คนเราไม่ได้หงุดหงิดหรืออารมณ์เสียเพียงเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น อายุไม่ได้ทำให้เราจู้จี้ขี้บ่นและอารมณ์ขึ้นๆลงๆเรากลายเป็นอย่างนี้เพราะเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้วต่างหาก

เปาโล เขียนไว้ว่า “ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่า…แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” (กท. 6:8) คนที่สนใจและคิดถึงแต่ตัวเองก็กำลังหว่านเมล็ดแห่งความทุกข์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่รักพระเจ้าและเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นก็หว่านเมล็ดที่วันหนึ่งจะงอกเงยเป็นความชื่นชมยินดีให้ได้เก็บเกี่ยว

ซี เอส ลูอิส กล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ทุกครั้งที่คุณต้องเลือกหรือตัดสินใจ จุดศูนย์กลางของตัวคุณเองที่ทำหน้าที่ตัดสินใจก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่บางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นทีละน้อย” ในแต่ละวัน เราสามารถเลือกที่จะยอมจำนนความคิดของเราต่อพระเจ้าได้ ขอพระองค์ประทานกำลังเพื่อให้เราอยู่เพื่อพระองค์และเพื่อผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงทำงานในเรา เราจะเติบโตขึ้นในความอ่อนสุภาพและมีเมตตา ตอนนี้คำถามที่เราต้องถามตัวเอง คือ ฉันจะเติบโตขึ้นแบบไหน? เมล็ดที่เราหว่านวันนี้ กำหนดว่าเราจะได้เก็บเกี่ยวผลอะไรในวันพรุ่งนี้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังหว่านชีวิตในด้านใดมากกว่ากันระหว่างเนื้อหนังกับฝ่ายวิญญาณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2010

1 เปโตร 4:1-3

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. การที่เราต้องเผชิญความทุกข์นั้นมีประโยชน์อย่างไร? (ข้อ 1-2)
  2. พระคำของพระเจ้าบอกให้เราเลิกทำสิ่งใด ? (ข้อ 3)

(ย2) ยอมภาวนา

หากเรายอมรับความทุกข์ด้วยความถ่อมใจ เราก็จะได้รับการเสริมสร้างและฝึกให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดาวิดพูดว่า “ก่อนที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก ข้าพระองค์หลงเจิ่น แต่บัดนี้ข้าพระองค์ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์” (สดด.119:67) เปโตรก็เห็นด้วยว่า ความทุกข์ช่วยทำให้เราไม่ดำเนินชีวิตตามใจตนเอง “แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า” (1 ปต. 4:2)

ความเจ็บปวดไม่ใช่อุปสรรคของการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณเลย และหากเรายอมเรียนรู้ ความเจ็บปวดก็จะช่วยให้เราเติบโตและผลักดันให้เราเข้าใกล้พระเจ้า หยั่งลึกลงในพระวจนะของพระองค์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นวิธีที่พระเจ้าทรงพระกรุณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรา ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ ค่อยๆทำให้เรามีความเมตตา ความพอใจ ความสุขุม และความกล้าหาญที่เราปรารถนาและเฝ้าทูลขอ หากปราศจากความเจ็บปวด เราจะเป็นอย่างที่พระเจ้าอยากให้เราเป็นไม่ได้เลย พระกำลังของพระเจ้าปรากฏชัดเจนที่สุดในความอ่อนแอของมนุษย์

วันนี้พระเจ้ากำลังให้คุณเรียนรู้ผ่านความทุกข์และความเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า? จงอดทนกับการฝึกฝนนี้ พระองค์จะทรงเปลี่ยนการทดลองให้กลายเป็นพระพรเพื่อนำคุณเข้าใกล้พระทัยและพระวจนะของพระองค์มากขึ้น และสอนคุณถึงสิ่งที่พระองค์ตั้งใจจะให้คุณได้เรียนรู้ และเพื่อสำแดงพระคุณของพระองค์แก่คุณอีกด้วย พระเจ้าจะใช้คุณมากกว่านี้ ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ มากกว่าที่คุณคิดว่าจะเป็นไปได้ อะไรก็ตามที่พระเจ้าสอนเราผ่านทางความเจ็บปวดก็ถือเป็นกำไร

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. วันนี้พระเจ้ากำลังให้คุณเรียนรู้ผ่านความทุกข์และความเจ็บปวดอยู่หรือเปล่า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม 2010

อิสยาห์ 44:21-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อิสยาห์ได้เผยพระวจนะเตือนชนชาติของพระเจ้าให้จดจำถึงสิ่งใด? (ข้อ 21-24)

(ย2) ยอมภาวนา

คนงานในโรงงานเดินเข้ามาหาหัวหน้าหลังจากเลิกงานด้วยใบหน้าที่ดูสับสน “ผมจะปิดเครื่องจักรของผมได้อย่างไรครับ” เขาถาม “คุณจำไม่ได้หรือ?” หัวหน้าย้อนถาม “ผมจำไม่ได้ครับ” คนงานกล่าวต่อไป “อันที่จริง ผมไม่แน่ใจว่าผมกำลังอยู่ที่ไหนและผมมาทำอะไรที่นี่” หัวหน้ารู้สึกเป็นห่วงเขาจึงส่งเขาไปพบแพทย์ ผลการวินิจฉัยก็คือ เขาเป็นโรคความจำเสื่อม

สถานการณ์ดังกล่าวเปรียบได้กับเรื่องในฝ่ายวิญญาณซึ่งปรากฏอยู่ในพระธรรม อิสยาห์ 44 อิสราเอลซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้าได้หลงลืมไปว่าพวกเขาเป็นใครและกำลังรับใช้ใครอยู่ (ข้อ 21) พวกเขาลืมไปว่าพวกเขามาจากไหน (ข้อ 24) และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำสิ่งต่างๆเพื่อพวกเขามากมายเพียงไร (ข้อ 22) อิสราเอลควรต้องระลึกอยู่เสมอว่า เป็นเรื่องโง่เขลาที่จะวางใจในสิ่งซึ่งมือมนุษย์สร้างขึ้น (ข้อ 9-20) และมีแต่พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสามารถควบคุมวิถีทางต่างๆของมนุษย์ได้ (ข้อ 24-25)

จะมีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าการที่เราหลงลืมไปว่าเราเป็นของพระคริสต์ ลืมว่าพระองค์ทรงซื้อเรามาด้วยโลหิตของพระองค์ ลืมว่าพระองค์ทรงทราบดีว่าเราควรมีชีวิตอย่างไร และลืมว่าพระองค์คือผู้ที่ทรงควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดในชีวิตของเรา? จงสำรวจตัวเอง เราอาจเป็นเหมือนอิสราเอลสมัยโบราณ คือมีความทรงจำที่เลื่อนลอย หากเป็นเช่นนั้น ให้ละทิ้งความบาปของเรา กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า และระลึกว่าเราเป็นใครและเหตุใดเราจึงมาอยู่ที่นี่ โรคความจำเสื่อมฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นสภาวะที่อันตราย แต่ก็สามารถรักษาได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณหลงลืมพระเจ้าบ้างหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2010

สดุดี 92

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเข้าเชื้อเชิญให้เราทำสิ่งใด? (ข้อ 1-2) เพราะเหตุใด? (ข้อ 4-5)
  2. บุคคลผู้ที่ดำเนินอยู่ในพระเจ้าจะได้รับผลอย่างไร? (ข้อ 12-15)

(ย2) ยอมภาวนา

สดุดี 92 เป็น “บทเพลงสำหรับวันสะบาโต” เป็นสถานที่พักสงบสำหรับผู้ที่ประสบปัญหา บทเพลงนี้เริ่มต้นด้วยคำเชิญชวนให้ยกย่องพระเจ้าว่า “เป็นการดีที่จะโมทนาพระคุณพระเจ้า” จะเป็นผลดีกับตัวเราหากเราสามารถทิ้งความคิดที่สับสนวุ่นวายและหันมาประกาศ “ความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า และความสัตย์สุจริตของพระองค์ในกลางคืน” (ข้อ 2) พระเจ้าทรงรักเรา และทรงสัตย์ซื่อเสมอ พระองค์ทรงกระทำให้เรายินดี (ข้อ 4)

การสรรเสริญพระเจ้าไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความชื่นชมยินดี แต่ยังก่อให้เกิดปัญญาอีกด้วย เราเริ่มเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่และพระดำริอันล้ำลึกของพระเจ้าผ่านสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ (ข้อ 5-9) เราได้รับสติปัญญาที่ถูกปิดบังไว้โดยผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้า คนอธรรมอาจ “เจริญรุ่งเรือง” และ “งอกขึ้นอย่างหญ้า” อยู่ชั่วขณะหนึ่ง (ข้อ 7) แต่ในที่สุดพวกเขาก็จะเหี่ยวแห้งไป

แต่คนชอบธรรมจะได้อยู่ร่วมกับพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ (ข้อ 8) พวกเขาจะ “งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม” และ “เจริญขึ้นอย่างต้นสนสีดาร์ในเลบานอน” (ข้อ 12) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามและความแข็งแกร่งเพราะคนได้ “ปลูกมันไว้ในพระนิเวศของพระเจ้า” (ข้อ 13) รากของมันหยั่งลึกลงไปในดินแห่งความสัตย์สุจริตของพระเจ้า และได้รับความรักที่ไม่มีวันสูญสิ้นจากพระองค์

จงขอบพระคุณพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ในวันนี้ หัวใจที่ได้ปรับเข้าหาพระเจ้า จะอดไม่ได้ที่จะสรรเสริญพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : กาลาเทีย 6:9-10

“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” 

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2010

สุภาษิต 24:30-34

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ไร่นาของคนที่เกียจคร้านจะเต็มไปด้วยสิ่งใด? (ข้อ 30-31)
  2. อะไร คือ ผลของความเกียจคร้าน? (ข้อ 32-34)

(ย2) ยอมภาวนา

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 ท้องฟ้าในฟลอริด้าเต็มไปด้วยฝูงบินซึ่งมุ่งไปทำลายล้างศัตรู ในกรณีนี้ศัตรูไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “มดไฟ” แม้สัตว์ชนิดนี้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ฝูงบินได้โปรยยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดผู้รุกรานเหล่านี้ให้พ้นจากดินแดนทางใต้ของอเมริกา

หากเราต้องใช้ความพยายามมากมายในการกำจัดมดไฟอย่างไร เราก็ต้องจัดการกับความขี้เกียจซึ่งดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กๆอย่างเอาจริงด้วยเช่นกัน ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตกล่าวไว้ชัดถึงจุดจบที่แสนเศร้าของการ “หลับนิดเคลิ้มหน่อย กอดมือพักนิดหน่อย” (สภษ.24:33)

ผู้ใดที่มีความเกียจคร้าน ย่อมจะรู้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการต่อสู้กับมัน เพราะถ้าเราไม่จู่โจมมัน ความยากจน (ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ) ก็จะมาหาเรา “อย่างขโมย” (ข้อ 34)

แล้วเราจะจัดการกับเจ้าความเกียจคร้านได้อย่างไร? ให้เราเริ่มต้นด้วยการประเมินว่าคุณใช้เวลาอย่างไร ถ้าพบว่าคุณกำลังเสียเวลาไปอย่างไร้ค่า คุณจำเป็นต้องพัฒนาหายุทธวิธีต่อสู้กับปัญหานี้ ลงมือจัดการกับงานเล็กๆน้อยๆเดี๋ยวนี้ จงทำงานอย่างขยันขันแข็งแล้วสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะไม่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของคุณ ในไม่ช้า คุณจะตระหนักว่าการประสบความสำเร็จนั้นดีกว่าการนอนมากนัก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเกียจคร้าน หรือขยันขันแข็งทั้งในงานและชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2010

โคโลสี 3:22-4:1

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำสอนให้เรามีท่าทีในการทำงานทำหน้าที่ของเราอย่างไร? (คส.3:22-23)
  2. พระคำสอนให้คนที่เป็นนายทำหน้าที่ด้วยท่าทีอย่างไร? (คส.4:1)

(ย2) ยอมภาวนา

พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราใช้ความสามารถ ซึ่งพระองค์ประทานให้เราอย่างเต็มที่และพระองค์มีน้ำพระทัยที่จะให้นักเรียนทำเรียนให้ดีที่สุด หรือให้สถาปนิกออกแบบตึกสูงระฟ้าอย่างสุดฝีมือ แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่า แม้แต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ก็จะกลายเป็นฝุ่นละอองและเถ้าธุลีในที่สุด

กระทั่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็เป็นเพียงปราสาททรายซึ่งเด็กๆก่อไว้ที่ชายหาด ซึ่งจะถูกคลื่นซัดหายไปอย่างรวดเร็ว เจ.เอ็ม. ธอร์นเบิร์น ได้เขียนไว้ว่า “ความปิติยินดีที่แท้จริงในชีวิตคือการได้แสดงให้ผู้คนเห็นผลงานที่คุณสร้างขึ้น และสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตก็คือ เมื่อเรานำเสนอผลงานชิ้นนั้นอย่างมั่นใจ จนคนอื่นคล้อยตามได้”

แม้ว่าจะฟังดูเหมือนชีวิตจริงของเราก็จะมีแค่นั้นจริงๆ แต่ถ้าเราให้พระเจ้าเข้ามาในชีวิตและเชื่อในเรื่องนิรันดรกาลซึ่งอยู่เหนือกาลเวลา มุมมองต่างๆในชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ถ้าแรงจูงใจของเราเกิดจากความรักที่เรามีต่อพระเจ้า จากความเชื่อฟังในพระวจนะของพระองค์ และจากความปรารถนาแรงกล้าที่จะถวายเกียรติแต่พระบิดาในสวรรค์ (คส. 3:22-23) งานของเราก็จะเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่ไม่มีวันสูญสลาย และเราจะได้รับการยอมรับจากพระองค์ (1 คร. 3:14; 9:24-25)

งานที่ทำเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่พระองค์พอพระทัยและนำพระพรมาให้เรา จงจำไว้ว่า แรงจูงใจคือสิ่งที่สำคัญ แรงจูงใจสูงสุดในการเชื่อฟังพระเจ้า คือ ความปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำหน้าที่ของคุณด้วยท่าทีตามที่พระคำสอนหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2010

ลูกา 11:1-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเราเมื่อเราอธิษฐาน? (ข้อ 9-10)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระบิดาจะทำเมื่อเราเข้าหาพระองค์และทูลขอต่อพระองค์? (ข้อ 5-7, 11-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ประธานของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งมีเรื่องด่วนที่จะต้องพูดกับผู้จัดการโรงงานให้ได้ แต่เลขาฯของผู้จัดการคนดังกล่าวบอกกับเขาว่า “ยังรบกวนท่านตอนนี้ไม่ได้ค่ะ เพราะท่านกำลังติดประชุมเหมือนทุกวันๆในเวลาเดียวกันนี้”

“บอกเขาว่าท่านประธานต้องการพบ” ผู้เป็นประธานกล่าวอย่างเหลืออด แต่เลขาฯยังคงตอบอย่างหนักแน่นว่า “แต่ท่านคะ ดิฉันได้รับคำสั่งว่า ห้ามรบกวนขณะที่ท่านกำลังประชุมเป็นอันขาด”

ด้วยความโมโห ชายผู้นั้นจึงเดินผ่านเลขาฯคนดังกล่าวไปและเปิดประตูห้องทำงานของผู้จัดการหลังจากที่มองเข้าไปเพียงแวบเดียว ประธานก็ต้องถอยกลับออกมา พร้อมกับปิดประตูเบาๆ และพูดว่า “ขอโทษที” เพราะภาพที่ท่านประธานเห็นก็คือ ภาพของผู้จัดการกำลังนั่นคุกเข่าโดยมีพระคัมภีร์เปิดอยู่ตรงหน้า

การเฝ้าเดี่ยวประจำวันนั้น มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เราเข้าเฝ้ากษัตริย์อย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ เราจำเป็นต้องแสวงหาคำสั่งและคำแนะนำใหม่ๆในแต่ละวันจากพระองค์ผู้ทรง มีแผนการสำหรับชีวิตของเรา และทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา

พระเยซูทรงใช้เวลาในการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอและกระตุ้นให้เหล่าสาวกของพระองค์อธิษฐาน (ลก.11:1) พระองค์ประทานสิ่งที่เราเรียกกันว่า “คำอธิษฐานของพระเยซู” และกำชับพวกเขาว่าอย่าหยุดที่จะ ขอ หา และเคาะ (ข้อ 9-10) จงเริ่มต้นวันด้วยคำอธิษฐานและจบวันด้วยคำสรรเสริญ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. วันนี้ คุณใช้เวลาประชุมกับพระเจ้าหรือยัง?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2010

มัทธิว 6:5-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เราควรมีท่าทีอย่างไรในการอธิษฐาน? (ข้อ 5-8)
  2. พระเยซูทรงสอนให้เราอธิษฐานขออย่างไรบ้าง? (ข้อ 9-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ลูกแมวของศิษยาภิบาลชาวโรมาเนียท่านหนึ่งติดอยู่บนต้นไม้ เขาพยายามช่วยมันลงมาโดยนำเชือกมาคล้องไว้กับกิ่งไม้และผูกเข้ากับกันชนรถของเขา เขาขับรถไปข้างหน้าช้าๆ กิ่งไม้โน้มลงจนพอที่เขาจะเอื้อมไปจับได้ ทันใดนั้นเชือกที่มัดก็ดีดออกมา แล้วเจ้าลูกแมวขวัญผวาก็ปลิวลอยขึ้นไปในอากาศและหาเท่าไรก็ไม่พบ

วันต่อมาศิษยาภิบาลท่านนั้นได้พบกับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เธอกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านต้องไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อวานนี้ลูกสาวมาขอให้ดิฉันซื้อลูกแมวให้ ดิฉันบอกลูกว่าถ้าพระเยซูให้ ลูกก็จะได้เลี้ยงมัน ลูกสาวดิฉันก็วิ่งออกไปนอกบ้าน แล้วคุกเข่าลงอธิษฐานว่า ‘พระเยซูเจ้าข้า โปรดประทานลูกแมวให้เป็นของหนูสักตัว หนูจะรักมันและดูแลมัน อาเมน’ ทันใดนั้น ลูกแมวที่กลัวจนแข้งขากางตัวหนึ่งก็ตกลงมาจากสวรรค์”

ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ทำให้เราเห็นว่าการทูลขอนั้น เป็นพื้นฐานของการอธิษฐาน พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ให้กล่าวว่า “โปรดประทานให้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย” “ทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์” “อย่านำข้าพระองค์เข้าไป” (มธ.6:11-13) แต่การทูลขอของเรานั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานที่มุ่งจะกระทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย และทำให้เป้าหมายของพระองค์ในแผ่นดินโลกขยายออกไป (ข้อ 9-10,13) ยากอบกล่าวว่า “ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน” (ยก. 4:3) ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียนรู้ในเรื่องของพระเจ้าจากพระคำของพระองค์ แล้วคำทูลขอของเราจะถวายเกียรติแด่พระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไรคือสิ่งที่คุณจะทูลขอพระองค์ในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2010

ลูกา 22:39-50

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูอธิษฐานอย่างไร ต่อหน้าที่ที่พระองค์ต้องทำ? (ข้อ 42)
  2. พระองค์ตอบสนองต่อทหารที่มาจับพระองค์อย่างไร? (ข้อ 50-51)

(ย2) ยอมภาวนา

เอ.ดับบลิว.โทเซอร์ เคยเล่าเรื่องหนึ่งไว้ดังนี้ “ชายคนหนึ่งเป็นคนที่เรียบง่ายมาก วันหนึ่งมีคนถามว่า เขาทำอย่างไรจึงสามารถสงบเยือกเย็นได้ทั้งๆที่ตกอยู่ในสภาพที่เลวร้าย คำตอบของเขานั้นง่ายแต่ลึกซึ้ง คือ ผมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

พวกเราน้อยคนที่จะทำตามปรัชญาชีวิตที่ชาญฉลาดและนำไปปฏิบัติได้จริงนี้ โทเซอร์ให้ความเห็นว่าพวกเราส่วนมากต่อสู้และบ่นกับสภาพต่างๆตลอดชีวิตของเรา “ในขณะเดียวกันก็ยังเชื่อว่าพวกเรายอมรับที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า”

จากพระคัมภีร์ที่ได้อ่านในวันนี้ เราเห็นแล้วว่าเมื่อเปโตรเห็นผู้ที่ทรยศต่อพระเยซูผู้ทรงเป็นที่รักของเขา เปโตรก็ตวัดดาบฟันหูคนรับใช้คนหนึ่งของมหาปุโรหิตขาดทันที (ลก.22:50) แต่พระเยซูตำหนิเขาทั้งๆที่เปโตรได้ทำสิ่งนี้เพื่อปกป้องพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “จงยอมเถิด” แล้วพระองค์ทรงแตะต้องรักษาหูของคนนี้ให้หายเป็นปกติ

ในชีวิตของเราทุกคนล้วนมีปัญหาที่ไม่อาจผลักให้พ้นไป แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิด พระองค์ก็ทรงให้ความช่วยเหลือ คำถามก็คือ เราจะยอมให้สิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตนั้นเกิดขึ้นหรือไม่? เรามักจะอธิษฐานเสมอๆว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากความวุ่นวายเหล่านี้ด้วย” แต่พระเจ้าอาจตรัสตอบว่า “จงให้เราเข้าไปในความวุ่นวายนี้ จงยอมให้เราเปลี่ยนเจ้าแทนที่จะให้เราเปลี่ยนสถานการณ์ต่างๆ” และนี่เป็นความอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเราจะพบสันติสุขได้ด้วยการยอมทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญกับเรื่องวุ่นวายในชีวิตหรือไม่? เรื่องใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2010

ยอห์น 15:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ กุญแจของการเกิดผลที่พระคำได้บอกแก่เรา? (ข้อ 1-8)
  2. นอกจากชีวิตที่เกิดผลแล้ว ชีวิตเราจะสะท้อนสิ่งใด หากเรารักและติดสนิทอยู่ในพระองค์? (ข้อ 9-14)

(ย2) ยอมภาวนา

หลายปีก่อนศาสตราจารย์แห่งสถาบันธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกไปยังผู้สำเร็จการศึกษาทั่วประเทศ ท่านได้บอกพวกเขาให้ลืมสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียน ท่านกล่าวว่าโรงเรียนมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นมากเกินไปในเรื่องความสำเร็จที่เกิดจากผลของการสอบ และมุ่งเน้นพื้นฐานความสามารถในการทำงานของแต่ละคน มากกว่าความพยายามและความร่วมมือประสานกันของกลุ่ม ท่านศาสตราจารย์ได้ชี้ให้เห็นว่าการจะทำงานได้ดีในที่ทำงานนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ให้แตกฉานในสิ่งที่เขาเรียกกันว่า “สายใยแห่งความสัมพันธ์”

ความจริงข้อนี้นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่เราคิดว่าการเติบโตฝ่ายวิญญาณและความสำเร็จเป็นผลจากการที่เรารู้เกี่ยวกับความจริงและหลักการในพระคัมภีร์มาก แต่พระคริสต์ทรงสำแดงให้เราเห็นว่ามาจากสิ่งอื่นคือจากการรักซึ่งกันและกันแบบเดียวกับที่พระองค์ทรงรักเรา พระองค์ทรงบอกอย่างชัดเจนว่าเราสามารถทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรา “เข้าสนิท” ในพระองค์เท่านั้น (ยน.15:7) นั่นหมายความว่าเราต้องเข้าใกล้พระองค์ผ่านการอธิษฐาน และเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ (ข้อ 10) สายใยแห่งความสัมพันธ์ของเราต้องขยายไปสู่พระเจ้าและไปยังคนอื่นๆด้วย

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จฝ่ายวิญญาณนี้ไม่ได้อยู่ที่การรับความรู้ใส่ตนเท่านั้น แต่อยู่ที่ความรู้ควบคู่ความรัก ท่ามกลางความสัมพันธ์ทุกอย่างของเรา เมื่อคริสเตียนเข้าใกล้พระคริสต์ พวกเขาจะเข้าใกล้กันและกัน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณติดสนิทกับพระเจ้าหรือไม่? อะไร คือ ผลที่พิสูจน์การติดสนิทของคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2010

1 โครินธ์ 12:12-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เราได้เป็นส่วนหนึ่งในกายเดียวกันเพราะเหตุใด? (ข้อ 12-13)
  2. อะไร คือ ท่าทีที่เราควรมีต่อกัน? (ข้อ 14-20)

(ย2) ยอมภาวนา

ในหนังสือ การแสวงหาพระเจ้า (The Pursuit of God) เอ.ดับบลิว.โทเซอร์เขียนไว้ว่า “คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เปียโน 100 ตัว ที่ปรับให้มีเสียงเท่ากับส้อมเสียงตัวเดียวกันจะเป็นเสียงเดียวกันทั้งร้อยตัวโดยอัตโนมัติ? เปียโนเหล่านั้นมีเสียงอยู่ในระดับเดียวกันได้ ไม่ใช่ด้วยการปรับเสียงเข้าหากันและกัน แต่ด้วยการปรับเสียงเข้าหาสิ่งที่เป็นมาตรฐานซึ่งเป็นเปียโนแต่ละตัวจะต้องปรับเข้าไปหา ดังนั้น ผู้ที่มานมัสการ 100 คนซึ่งได้รวมตัว ณ ที่แห่งเดียวกันและแต่ละคนมองไปที่พระคริสต์นั้น ย่อมจะมีหัวใจใกล้ชิดกันมากกว่าพวกที่มารวมตัวกันด้วยสามัญสำนึกในเรื่องของความเป็นเอกภาพโดยไม่ได้จับจ้องไปที่พระเจ้า แต่กลับพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดขึ้นมาเอง”

ความเห็นของโทเซอร์ได้เปิดเผยให้เราเห็นถึงเคล็ดลับในเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคริสเตียน แม้ความเห็นดังกล่าวจะถูกเขียนขึ้นโดยคิดถึงการนมัสการก็ตาม ยิ่งเราให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางความคิดของเรามากขึ้นเพียงไร เราก็จะยิ่งถูกดึงดูดเข้าหากันในฐานะสาวกของพระองค์มากขึ้นเท่านั้น และความแตกต่างในหมู่พวกเราเองก็จะลดลงเรื่อยๆ จนไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

เราสามารถคิดเห็นไม่ตรงกันแต่ยังคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราให้สัมพันธภาพระหว่างเรากับพระคริสต์มาเป็นอันดับแรกในชีวิต อัครทูตยอห์นเขียนไว้ว่า “ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีธรรมกับพระบิดาและกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์” (1 ยน.1:3)

คุณรู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผู้เชื่อคนอื่นๆหรือไม่? คุณ “ปรับแต่งเสียงให้ตรงกับพระคริสต์” แล้วหรือยัง? การที่จะผสมผสานกลมกลืนกับผู้เชื่ออื่นๆได้นั้น เราจะต้องปรับแต่งเสียงให้ตรงกับพระคริสต์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ลูกา 22:42

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2010

สดุดี 51

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้เขียนสดุดีได้ทูลขอสิ่งใดจากพระเจ้า? (ข้อ 1-2, 7-12)
  2. เขาทูลขอสิ่งเหล่านั้นเพราะอะไร? (ข้อ 3-5)

(ย2) ยอมภาวนา

ทุกชนชาติต่างมีวีรบุรุษ แต่อิสราเอลอาจเป็นชนชาติเดียวที่บันทึกเรื่องราวความล้มเหลวของวีรบุรุษของตน (สดุดี 51) พระธรรมสดุดีที่จับใจนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอิสราเอลจดจำความรักที่ดาวิดมีต่อพระเจ้ามากกว่าความสำเร็จในการปกครองประเทศของท่าน

พระธรรมบทนี้นำเราไปทีละขั้นผ่านขั้นตอนการกลับใจใหม่ บรรยายถึงความคิดที่เกิดขึ้น ความรู้สึกผิดที่แสนทรมาน ความละอาย และสุดท้ายเป็นความหวังในการเริ่มต้นใหม่ อันเกิดจากการสารภาพบาปจากใจจริง

สดุดี 51 เปิดเผยชัดเจนให้เห็นถึงธาตุแท้ของบาปคือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างเรากับพระเจ้า ดาวิดคร่ำครวญว่า “ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์เท่านั้น” (ข้อ 4) ท่านรู้ว่าเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงต้องการคือ “จิตใจที่ชอกช้ำ จิตใจที่สำนึกผิดและชอกช้ำ” (ข้อ 17) ดาวิดมีสิ่งเหล่านั้น

ในคำอธิษฐานของดาวิด ท่านมองหาสิ่งดีที่อาจออกมาจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับท่าน บางทีคนที่ได้อ่านเรื่องความบาปนี้ อาจหลีกพ้นหลุมพรางแบบเดียวกัน หรือคนที่ได้อ่านคำสารภาพของดาวิด อาจเกิดความหวังที่จะได้รับการอภัยโทษ คำอธิษฐานของดาวิดได้รับคำตอบและเป็นมรดกอันล้ำค่าของกษัตริย์ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิสราเอลเคยล้มลงในบาปที่ร้ายแรงที่สุด แต่ไม่มีใครที่จะถลำลึกเกินไปกว่าความรักและการอภัยโทษของพระเจ้าจะเอื้อมถึงได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ความบาปที่คุณต้องกลับใจใหม่เสียเดี๋ยวนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2010

เลวีนิติ 25:1-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงบัญชาให้อิสราเอลทำสิ่งใด? (ข้อ 1-7)
  2. พระเจ้ากำหนดปีสะบาโตเพื่ออะไร? (ข้อ 1-7)

(ย2) ยอมภาวนา

โลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365 วัน กับอีกหนึ่งในสี่ส่วนของวัน ด้วยเหตุนี้ทุกๆ 4 ปี เราจึงมีวันเพิ่มขึ้นในปฏิทิน เพื่อที่เราจะไม่ต้องตามหลังวงจรทางธรรมชาติของสิ่งต่างๆทุกปีอธิกสุรทิน เราจึงเพิ่มวันพิเศษนี้เข้าไปในเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยวิธีนี้ ปฏิทินก็จะถูกปรับเวลาใหม่ให้ตรงกับเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาว

ในปฏิทินของยิวโบราณ พระเจ้าได้ทรงกำหนดวิธีอันชาญฉลาดในการปรับสิ่งต่างๆใหม่ นั่นคือ ประชาชนได้รับคำสั่งให้พักผ่อนทุกปีที่เจ็ด (อพยพ 20:8-10) เพื่อให้แผ่นดินได้มีโอกาสพักในช่วงปีที่เจ็ดนั้นด้วย (เลวีนิติ 25:4) ปีสะบาโตนี้ทำให้ผืนดินได้มีโอกาสฟื้นตัวสู่ความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนั้น หนี้ทุกอย่างจะต้องถูกยกเลิก (ฉธบ.15:1-11) รวมทั้งทาสคนฮีบรูจะได้รับการปลดปล่อย (ข้อ 12-18)

ในชีวิตที่เต็มไปด้วยกำหนดการและความเร่งรีบ เราเองก็ต้องการการปรับตัวเช่นเดียวกัน เวลาที่ให้กับงาน ครอบครัวและคริสตจักรก็สมควรจะต้องมีการประเมินใหม่ วิธีหนึ่งที่จะทำได้คือ การปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับสะบาโต คือ การจัดเวลาสำหรับพักผ่อนและจัดระเบียบความสำคัญต่างๆใหม่ด้วยใจใคร่ครวญ ยกตัวอย่าง พระเยซูได้เสด็จ “ออกไปยังที่เปลี่ยว และทรงอธิษฐานที่นั่น” (มก.1:35)

เมื่อไรคุณจะสามารถก้าวออกมาจากกิจกรรมต่างๆ แล้วทูลขอพระเจ้าให้ทรงปรับปฏิทินฝ่ายวิญญาณของคุณใหม่ให้สอดคล้องกับพระวจนะและน้ำพระทัยของพระองค์? ถึงเวลาปรับแล้วหรือยัง?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีวันสะบาโตหรือไม่? ในวันๆนั้นคุณทำสิ่งใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2010

ฟิลิปปี 2:12-18

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าปรารถนาให้เรารักษาความรอดที่พระองค์ประทานให้มาด้วยท่าทีอย่างไร? (ข้อ 12-13)
  2. เราควรดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 14-18)

(ย2) ยอมภาวนา

เพื่อนคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานและได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สมอง อาการของเธอเป็นตายเท่ากันอยู่หลายวัน ต่อมาเราได้รับข่าวดีว่าเธอลืมตาแล้ว จากนั้นเธอก็ตอบสนองต่อคำสั่งง่ายๆได้ แม้จะค่อยๆดีขึ้น เราก็ยังกังวลอยู่ว่าเธอจะดีขึ้นถึงแค่ไหน?

วันหนึ่ง หลังจากการทำกายภาพบำบัดที่ทุลักทุเล ซึ่งทำให้สามีของเธอรู้สึกท้อใจ แต่เช้าวันต่อมา เขาเล่าให้เราฟังว่า “แซนดี้กลับมาแล้ว” แซนดี้กำลังกลับมาทั้งทางด้านร่างกาย ความรู้สึก จิตใจและความคิด ซึ่งเป็น “ตัวตน” ของเธอที่เราร็จักและรัก

การเจ็บป่วยของแซนดี้ทำให้ฉันคิดถึงสิ่งที่นักศาสนศาสตร์เรียกว่าเป็น “การล้ม” ของมนุษยชาติ (ปฐก.3) และการที่เธอต่อสู้เพื่อให้หายดีดังเดิมเปรียบเหมือนความพยายามของเราที่จะเอาชนะความสูญเสียอันเกิดจากบาป (รม.7:18) ถ้าเธอหายดีเฉพาะร่างกายหรือหากสมองทำงานแต่ร่างกายไม่ทำงาน การฟื้นตัวก็จะไม่สมบูรณ์ ความสมบูรณ์หมายถึงทุกส่วนทำงานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน

พระเจ้าทรงเป็นผู้รักษาแซนดี้ แต่เธอเองก็ต้องพยายามทำกายภาพบำบัดเพื่อจะดีขึ้น จิตวิญญาณของเราก็เช่นกัน เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยทางพระคริสต์แล้ว เราต้อง “ประพฤติจนบรรลุถึง” ความรอดของเรา (ฟป.2:12) ไม่ใช่เพื่อให้รอด แต่เพื่อให้ความคิดและการกระทำของเราสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณได้ดำเนินชีวิตสมกับความรอดที่คุณได้รับแล้วหรือยัง?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2010

2 ทิโมธี 3:10-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามทางของพระคริสต์จะต้องเผชิญอะไรบ้าง? (ข้อ 10-12)
  2. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เราดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในสิ่งใดอย่างมั่นคง? (ข้อ 13-17)

(ย2) ยอมภาวนา

อดีตนักกีฬาคนหนึ่งปล่อยปละละเลยร่างกายของตนเองมาเป็นเวลานาน เขาจึงเริ่มกิจวัตรการออกกำลังกาย วันแรก เขาวิดพื้นหลายครั้งแล้วออกไปวิ่งเหยาะๆสบายๆ วันต่อมาเขาวิดพื้นมากขึ้น ซิตอัพนิดหน่อย แล้วออกไปวิ่งไกลกว่าวันแรก วันที่สามเขาออกกำลังกายและวิ่งเป็นระยะทาง 1.5 ไมล์ วันที่สี่นักกีฬาที่กลับมาฟิตร่างกายอีกครั้งของเราตื่นเช้าขึ้นมามีอาการเจ็บคอ

เขาจึงสรุปเอาว่า การออกกำลังกายนั้นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่า ถ้าสิ่งที่เขาได้รับจากการออกกำลังการคืออาการเจ็บป่วย มันคงไม่เหมาะกับเขา

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คริสเตียนคนหนึ่งรู้ตัวว่า เขาได้ละเลยความสัมพันธ์กับพระเจ้า เขาจึงเริ่มกิจวัตรฝ่ายจิตวิญญาณโดยการอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐาน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในชีวิต เขาจะสรุปว่าอย่างไร? จะสรุปเหมือนกับนักกีฬาคนนั้นโดยตัดสินว่าการแสวงหาฝ่ายวิญญาณของเขานั้นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าและไม่มีประโยชน์อะไรเลยอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

เราไม่ได้อธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์เพื่อให้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบปลอดปัญหาทั้งปวง การติดตามพระเจ้าไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล เราแสวงหาพระองค์เพราะเราจะได้เข้าใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ที่สมบูรณ์แบบ การดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าจะไม่ทำให้เรารอดพ้นจากความยากลำบาก (2 ทธ. 3:12) แต่ชีวิตที่อุทิศถวายเพื่อที่จะรักและติดตามพระเจ้า (ฮบ.10:22) นั้นเป็นความคิดที่เข้าท่าเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. พระคำของพระเจ้ามีผลอย่างไรต่อคุณเมื่อคุณต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆในโลกนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2010

มัทธิว 26:36-46

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทูลขอสิ่งใดจากพระบิดา? (ข้อ 39)
  2. แต่พระองค์ทรงให้อะไรสำคัญกว่าความต้องการของพระองค์ (ข้อ 39,42)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “สิ่งเล็กน้อยของเราเป็นสิ่งยิ่งใหญ่สำหรับความรักของพระเจ้า สิ่งยิ่งใหญ่ของเราเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า” จริงทีเดียว ไม่มีอะไรในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ ความปรารถนา ภาระ หรืออารมณ์ความรู้สึกใดที่เล็กเกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงใส่พระทัย และไม่มีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ใดที่ยิ่งใหญ่เสียจนกระทั่งหยุดยั้งพระปัญญาและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เราบอกพระองค์ถึงทุกสิ่งที่เป็นกังวล เพราะพระองค์ทรงห่วงใยเรา (1 ปต.5:7)

นั่นหมายความว่าเราสามารถทูลขอพระเจ้าได้ทุกสิ่งทั้งยังคาดหวังว่าจะได้รับใช่ไหม? เช่น คริสเตียนที่อยู่ในทีมกีฬามีสิทธิ์ขอพระเจ้าประทานชัยชนะในเกมที่เฉพาะเจาะจง แล้วคาดหวังว่าพระเจ้าจะทรงเข้าแทรกแซงโดยตรงเพื่อช่วยให้ทีมของเขาชนะหรือ? แล้วถ้าผู้เล่นในอีกหนึ่งทีมอธิษฐานขอชัยชนะด้วยล่ะ จะเป็นอย่างไร?

ความเชื่อที่มีต่อองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา และการอธิษฐานในพระนามของพระองค์เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่องชมเชยแน่นอน แต่ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่เราทูลขอนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนา เพราะเราอาจกลายจากการพึ่งพาด้วยความเชื่อสนิทใจ ไปสู่ความเห็นแก่ตัวที่งมงายได้

ความเชื่อตามพระคัมภีร์ควบคุมได้โดยยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า (1 ยน.5:14) ดังนั้น การวิงวอนทุกครั้งจึงต้องทูลด้วยท่าทีของพระเยซู ผู้ตรัสกับพระบิดาของพระองค์ว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มธ. 26:39)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ท่าทีการอธิษฐานของคุณนั้นจำนนต่อน้ำพระทัยพระเจ้า หรือ ขอตามใจของคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2010

กิจการ 13:1-5

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งสิ่งใดต่อคนเหล่านั้นที่กำลังแสวงหาพระองค์? (ข้อ 2)
  2. หลังจากได้รับคำสั่งแล้วพวกเขาทำสิ่งใด? (ข้อ 3) หลังจากรับการอธิษฐานเผื่อแล้วบารนาบัสและเซาโลได้ทำสิ่งใด? (ข้อ 4-5)

(ย2) ยอมภาวนา

ถ้ามิชชันนารีคนหนึ่งมาที่โบสถ์ของคุณและบอกว่าต้องการผู้ช่วยระยะสั้นสักคนหนึ่งคุณจะอธิษฐานหรือลงมือทำ? เมื่อผู้นำอนุชนในคริสตจักรต้องการเครื่องดนตรีชิ้นใหม่สำหรับงานอนุชน คุณจะอธิษฐานหรือลงมือทำ เมื่อมีความต้องการผู้ช่วยในการแจกอาหาร คุณจะอธิษฐานหรือลงมือทำ?

การอธิษฐานเป็นเครื่องมือที่มีฤทธิ์อำนาจสูงสุดอย่างหนึ่งที่เรามี การอธิษฐานคือการพูดกับพระเจ้า ทูลขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากพระองค์โดยตรง

แต่บางครั้งเราก็เป็นคำตอบของคำอธิษฐานสำหรับเราเอง มีเวลาที่เราควรอธิษฐานพร้อมกับลงมือทำ บางทีคำขอของมิชชันนารีผู้นั้นจะได้รับคำตอบด้วยการที่คุณเองเต็มใจ บางทีคุณอาจเป็นผู้ถวายเครื่องดนตรีชิ้นนั้น หรือคุณอาจเป็นคนที่พระเจ้าเรียกให้ไปช่วยแจกอาหาร

ในศตวรรษแรก ข่าวประเสริฐของพระคริสต์แพร่ออกไปโดยที่มีคนออกไปและประกาศ และนี่เป็นเหตุที่เรื่องราวของพวกเขาถูกบันทึกไว้ในพระธรรมชื่อกิจการของอัครทูตไม่ใช่คำอธิษฐานของอัครทูต

เราจะไม่ลดบทบาทของการอธิษฐานเพราะนั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญชาไว้ แต่ให้เราตระหนักด้วยว่าบางครั้งเราต้องสนับสนุนคำอธิษฐานด้วยการกระทำ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณลงมือทำในสิ่งที่คุณอธิษฐานขอพระเจ้าหรือไม่ หรือมัวแต่นั่งอยู่เฉยๆ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2010

2 โครินธ์ 12:7-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. หนามใหญ่ในชีวิตเปาโลนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร? (ข้อ 7,10)
  2. เปาโลทูลขอสิ่งใดในเรื่องหนามนั้น? (ข้อ 8) เขาได้รับคำตอบอย่างไร? (9)

(ย2) ยอมภาวนา

ในคืนหนึ่งที่พายุฝนกระหน่ำ แม่พาลูกชายเข้านอน แต่ก่อนที่เธอจะปิดไฟลุกชายถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า “แม่ครับ คืนนี้แม่นอนกับผมได้ไหม” แม่เข้าไปกอดลุกและตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ได้หรอกลุก แม่ต้องนอนในห้องของพ่อ” เด็กชายหยุดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “พ่อเป็นลูกแหง่”

ถ้ามองอารมณ์ขันของเรื่องนี้และคิดถึงท่าทางของเด็กชาย คำวิงวอนที่เกิดจากความกลัวนั้นน่าเห็นใจ แต่แม่ต้องการให้เขาเรียนรู้ที่จะวางใจแม้เธอไม่ได้อยู่ใกล้ๆ แม่รักเขาแต่เขาไม่เข้าใจ เพราะมัวติดอยู่กับความกลัวของตัวเอง

เราก็มักตอบสนองพระเจ้าเช่นนี้ เราทูลขอสิ่งหนึ่งแต่พระองค์ดูเหมือนจะตอบว่า “ไม่ เราไม่ทำเช่นนั้น” แทนที่จะยอมรับด้วยความเชื่อ เรามักเข้าใจผิดพระเจตนาสูงสุดของพระองค์ที่จะให้เราเรียนรู้การใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาแห่งความมืดและวางใจในพระคำ ไม่ใช่ในหมายสำคัญพิเศษ เช่นเดียวกับอัครทูตเปาโล เราต้องรู้ว่าเราปลอดภัยในพระสัญญาแห่งการจัดเตรียมของพระองค์ โดยไม่ต้องเรียกร้องอะไรไปมากกว่านั้น (2 คร.12:9)

เมื่อความสัมพันธ์ของเรากับพระคริสต์พัฒนาขึ้น เราจะเรียนรู้ว่าคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำอธิษฐานบางเรื่องของเรานั้น คือคำว่า “ไม่” จากพระทัยเมตตาของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:10

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น 

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2010

โคโลสี 1:9-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลได้อธิษฐานขอสิ่งใดแก่พี่น้องในโคโลสี? (ข้อ 9) เพื่อสิ่งใด? (ข้อ 10)
  2. อะไร คือท่าทีที่เราควรมีในการดำเนินชีวิต? เพราะอะไร? (ข้อ 11-14)

(ย2) ยอมภาวนา

พวกเราบางคนอาจไม่ใช่พวกที่ชื่นชอบบทกวีนัก แต่บ่อยครั้งวลีเพียงไม่กี่บรรทัดในบทกวีก็อาจทำให้จินตนาการของเราบรรเจิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับบทกวีต่อไปนี้ของฟรานซิส ทอมป์สัน “ดวงจันทร์ที่ไร้เดียงสา เธอเพียงมาแค่ส่องแสง แต่มวลคลื่นพลังแรง ล้วนอยู่ในมือเธอ”

ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเกือบ 240,000 ไมล์และมีขนาดเท่ากับ 1 ใน 400 ส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้น ดวงจันทร์ไม่มีแสงและความร้อนในตัวเอง แต่จะสะท้อนรังสีของดวงอาทิตย์ออกมา ดวงจันทร์ดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่กลับเคลื่อนมหาสมุทรอย่างเงียบๆ และแทบจะสังเกตไม่เห็นด้วยแรงดึงดูดของมันเอง

พวกเราส่วนใหญ่อาจดูเหมือนไม่มีอิทธิพลหรือชื่อเสียง เราไม่ได้มีพรสวรรค์ เงินทอง หรือตำแหน่งที่จะทำให้เรามีอิทธิพลต่อสังคมได้มากนัก ชื่อของเราไม่ได้ปรากฏอยู่ตามหน้า หนังสือพิมพ์ หรือถูกเอ่ยถึงทางโทรทัศน์ เราอาจคิดว่าสิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือ สำแดงความเชื่อออกมาเป็นการปฏิบัติในงานประจำที่แสนน่าเบื่อของเราเท่านั้น

แต่บางที เราอาจจะกำลังมีอิทธิพลต่อผู้คนที่อยู่รอบตัวด้วยทัศนคติและการกระทำที่เหมือนอย่างพระคริสต์โดยที่เราเองไม่ทันสังเกตก็เป็นได้ ดังนั้น จงอย่าวิตกกับการที่เราดูเหมือนจะไม่มีอิทธิพลต่อสังคมมากนัก แต่จงทำในสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสสั่งไว้ นั่นคือ “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) แม้แต่แสงสว่างดวงเล็กๆ ก็จุดความแตกต่างขึ้นได้ในคืนที่มืดมิดที่สุด

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีท่าทีในการดำเนินชีวิตเหมือนดั่งที่พระคำแนะนำหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2010

เอเสเคียล 18:26-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังเตือนประชากรของพระองค์? (ข้อ 26-31)
  2. พระประสงค์ของพระเจ้าคือสิ่งใด? (ข้อ 32)

(ย2) ยอมภาวนา

ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ รถยนต์ รถบรรทุก ยางรถยนต์ และของเล่นหลายอย่างได้ถูกเรียกคืนจากผู้ผลิตสินค้า โดยจะมีข้อความเหมือนๆกันในทุกกรณีว่า “สินค้านี้มีปัญหาหรือเป็นอันตราย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงถึงชีวิตได้ โปรดนำสินค้ามาคืนเพื่อเราจะแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว” แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะปฏิบัติตามคำเตือนปละนำสินค้าที่เป็นอันตรายนั้นมาคืนหรือไม่

สมมติว่าพระเจ้าทรงติดคำเตือนต่อไปนี้บนหัวใจและจิตวิญญาณของทุกคนว่า “สินค้านี้มีปัญหาเนื่องจากมีความน่าดึงดูดใจให้ทำบาปที่นำไปสู่ความตาย และนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยเจตนา หากไม่รีบแก้ไข จะทำให้เสียชีวิตฝ่ายวิญญาณได้”

พระเจ้าได้ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลว่า จิตใจของประชากรของพระองค์ได้กลายเป็นใจแพศยา (อสค. 6:9) และแข็งราวกับหิน (อสค.11:19) แต่ถึงกระนั้น พระเจ้ายังทรงปรารถนาที่จะให้หัวใจของพวกเขาอ่อนลงและหันกลับมาหาพระองค์โดยพระองค์ทรงขอร้องพวกเขาด้วยคำที่รุนแรงว่า “จงกลับใจและหันกลับเสียจากการกบฏทั้งสิ้นของเจ้า เกรงว่าความบาปชั่วของเจ้าจะเป็นสิ่งสะดุดให้เจ้าพินาศ…จงทำตัวให้มีจิตใจใหม่และวิญญาณใหม่ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ยเจ้าจะตายเสียทำไมเล่า พระเจ้าตรัสว่าเราไม่มีความพอใจในความตายของผู้หนึ่งผู้ใดเลย จงหันกลับและดำรงชีวิตอยู่” (อสค. 18:30-32)

วันนี้ ผู้ใดก็ตามที่หันหลังจากบาปและมาหาพระเจ้าโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นจะได้รับจิตใจใหม่

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2010

มัทธิว 7:24-29

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. การสร้างรากฐานชีวิตบนศิลามีลักษณะอย่างใด? (ข้อ 24-25)
  2. การสร้างรากฐานชีวิตบนทรายมีลักษณะอย่างใด? (ข้อ 26-29)

(ย2) ยอมภาวนา

สนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่น กำลังจมลงสู่มหาสมุทร เมื่อมีการก่อสร้างสนามบินนานาชาติคันไซขึ้นบนเกาะที่สร้างขึ้นเองใกล้ๆเมืองโอซาก้านั้น นักออกแบบและช่างก่อสร้างตระหนักดีว่า สนามบินนี้จะต้องยุบตัวลง พวกเขาจึงสร้างเครื่องยกน้ำหนักระบบไฮดรอลิคไว้ในโครงสร้างขอสนามบิน เพื่อแก้ไขการลาดเอียงใดๆก็ตามที่อาจเกิดขึ้น แต่ในช่วง 6 ปีแรกนั้น ได้มีส่วนสำคัญหลายส่วนของสนามบินซึ่งมาถึงหรือพ้นขีดที่คาดไว้ว่าจะจมลงในระยะเวลา 50 ปี พวกเขากล่าวว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ประชาชนก็ยังมีความไม่แน่ใจอยู่ดี

พวกเราส่วนใหญ่คงจะไม่ต้องออกแบบหรือก่อสร้างสนามบิน แต่เราทุกคนต่างอยู่ในกระบวนการสร้างชีวิต ไม่มีการตัดสินใจใดๆที่จะสำคัญไปกว่าการเลือกรากฐานของสิ่งที่เราจะสร้าง

พระเยซูทรงใช้คำอุปมาเกี่ยวกับการสร้างคำของพระองค์ แค่ไม่ได้ประพฤติตามนั้น พระองค์ตรัสว่า “ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ยิ่งใหญ่” (มธ. 7:27) การฟังพระเยซูตรัสเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

ในทางตรงกันข้าม พระเยซูทรงเปรียบผู้ที่ได้ยินถ้อยคำของพระองค์และประพฤติตามว่าเหมือนกับคนมีปัญญาที่สร้างบ้านของตนไว้บนศิลา (ข้อ 24) ซึ่งแม้แต่พายุที่แรงที่สุดก็ไม่สามารถทำลายบ้านของเขาได้

วันนี้ เราเลือกที่จะสร้างชีวิตของเราบนรากฐานชนิดไหน? บนศิลาที่แข็งแกร่งหรือทรายที่ยุบตัวลง? เมื่อคุณให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐาน ชีวิตที่สร้างขึ้นบนรากฐานนั้นจะเป็นชีวิตที่ชอบธรรม

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังวางรากฐานชีวิตอยู่บนสิ่งใด?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2010

สดุดี 119: 33-40

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้เขียนสดุดีมีท่าทีอย่างไรต่อพระวจนะของพระเจ้า? (ข้อ 33-35)
  2. ผู้เขียนสดุดีสะท้อนถึงความยำเกรงที่มีต่อพระคำของพระเจ้าอย่างไร? (36-40)

(ย2) ยอมภาวนา

พนักงานขายหนุ่มเดินเข้าไปหาชาวสวนคนหนึ่งและเล่าถึงหนังสือที่เขากำลังขายอยู่ด้วยความตื่นเต้นว่า ในหนังสือเล่มนี้มีข้อมูลทุกอย่างที่จะทำให้สวนของเขาเกิดผลผลิตงอกงาม เช่น เมื่อใดควรจะหว่านพืช เมื่อใดควรจะเก็บเกี่ยว จะทำนายดินฟ้าอากาศ หรือดูแลฝูงปศุสัตว์อย่างไร และทุกอย่างที่จะทำให้กสิกรประสบความสำเร็จได้

ชาวสวนคนนั้นฟังด้วยความอดทน แล้วตอบว่า “ผมรู้ทุกอย่างที่อยู่ในหนังสือของคุณหมดแล้วล่ะ แต่ปัญหาของผมอยู่ที่การปฏิบัติ”

เราก็อาจจะมีปัญหานี้เหมือนกันเมื่ออ่านพระคัมภีร์ แม้เราจะไม่รู้ทุกอย่างในหนังสือของพระเจ้า เราก็อาจได้พบกับความจริงและคำสอนที่อยู่ในนั้น แต่แล้วเราก็มักจะพบว่ามันยากที่จะเปลี่ยนหน้ากระดาษเหล่านั้นให้เป็นการปฏิบัติจริง

เราอาจเป็นเหมือนชายคนหนึ่งที่มักจะเขียนลงไปในที่ว่างตรงขอบหนังสือว่า “ช-ต-ง?” แปลว่า “ใช่แต่ยังไงล่ะ?” และเมื่อมีคนถามว่าตัวย่อนั้นหมายความว่าอะไร เขาก็อธิบายว่า “ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้เขียนบอก แต่ผมไม่รู้ว่าจะดึงเอาความจริงนั้นออกจากหน้าหนังสือ เข้ามาสู่ชีวิตของผมได้อย่างไร”

เวลาอ่านพระคัมภีร์ คุณมีปัญหาแบบนี้หรือเปล่า ถ้ามีอย่าเพื่อหมดกำลังใจเสียจนเลิกอ่าน แต่จงทูลขอให้พระเจ้าช่วยคุณเข้าใจพระคำของพระองค์และเชื่อฟังอย่างสุดใจของคุณ จงศึกษาพระคัมภีร์เพื่อจะเป็นคนฉลาด จงเชื่อเพื่อจะรอด และจงปฏิบัติตามเพื่อจะเป็นคนบริสุทธิ์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีท่าทีอย่างไรต่อพระคำของพระเจ้า? คุณปฏิบัติตามพระคำของพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม 2010

1 ยอห์น 2:15-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าเตือนเราให้ทำสิ่งใด? (ข้อ 15) เพราะเหตุใด? (ข้อ 17)
  2. โลกในความหมายของพระคำข้อนี้คืออะไร? (ข้อ 16)

(ย2) ยอมภาวนา

อดีตผู้บังคับการของราชนาวีแห่งจักรวรรดิรัสเซียกล่าวว่า เขาได้ไปรับการฝึกที่กรุงลอนดอนระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่นั่นเองที่เขาได้เรียนรู้วิธีการบังคับอากาศยานหนึ่งในสามแบบที่รัสเซียซื้อจากอังกฤษ

แต่อันดับแรกเขาต้องเรียนรู้ที่จะบังคับบอลลูน เขาเล่าย้อนถึงตอนที่ต้องเข้าไปอยู่ในตะกร้านั้น แล้วได้เห็นว่าทั้งสี่ด้านแวดล้อมด้วยถุงทราย ถ้าจะให้บอลลูนลอยขึ้น จะต้องปล่อยทรายออกจนกระทั่งเจ้าบอลลูนขนาดยักษ์ค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นดิน ยิ่งปล่อยทรายออกจากด้านข้างมากเท่าไร บอลลูนก็ยิ่งลองขึ้นสูงเท่านั้น

ชายผู้นี้เชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “บัดนี้ผมเป็นคริสเตียน ผมเข้าใจว่าเมื่อพระเจ้าทรงเริ่มชำระหัวใจของผม ผมก็เริ่มใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น”

ฮีบรู 12:1 และ 1 ยอห์น 2:15 สำแดงความจริงฝ่ายวิญญาณที่เหมือนกัน การแบกรับนำหนักของโลกนี้บั่นทอนความสัมพันธ์ของเรากับองค์พระผู้เป็นเจ้าและถ่วงจิตใจของเราให้อ่อนแอลงในความรักที่มีต่อพระองค์ ยอห์นบันทึกว่าเราไม่อาจรักโลกและรักพระเจ้าในเวลาเดียวกัน เราเองมีประสบการณ์เช่นนี้บ่อยครั้งเพียงใด ในการพิสูจน์ว่าคำกล่าวนี้เป็นจริง

ท่าทีที่เห็นแก่ตัว ความบาปที่คอยรบกวนมนุษย์ และการพะวงกันโลกนี้กับเราไม่ให้ลอยขึ้นจากพื้นดินฝ่ายวิญญาณ แต่เมื่อเราวางสิ่งเหล่านี้ลง เราจะได้รับความชื่นชมยินดีที่ยกชูใจเราขึ้นเนื่องจากความสัมพันธ์กับองค์พระบิดา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม 2010

2 โครินธ์ 1:3-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อาจารย์เปาโลได้สรรเสริญพระเจ้าเนื่องด้วยสิ่งใด? (ข้อ 3-4)
  2. เพราะเหตุใด เราจึงสรรเสริญขอบคุณพระเจ้าด้วยเหตุจากความทุกข์ยากของเราได้? (ข้อ 4-7)

(ย2) ยอมภาวนา

เวลาที่ถ้วยเต็มจนล้นนั้น สิ่งที่ล้นอกมาจากปากถ้วยจะเหมือนกับสิ่งที่เทลงไป นั่นคือ กระบวนการทางธรรมชาติที่ฉันสามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งต่อไปนี้คือกระบวนการที่เหนือธรรมชาติซึ่งเกินความเข้าใจของฉัน นั่นก็คือ ถ้าหากความทุกข์ทรมานถูกเทลงไปในชีวิตของคริสเตียนคนหนึ่ง คริสเตียนคนนั้นจะไหลล้นออกมา แต่สิ่งที่ไหลล้นออกมานั้นจะแตกต่างจากสิ่งที่ถูกเทลงไป ความทุกข์ทรมานหลั่งไหลเข้าไป แต่การชูใจจะหลั่งไหลออกมา

กฎเกี่ยวกับการไหลและไหลล้นนี้ปรากฏอยู่ในพระธรรม 2 โครินธ์ 1:5 ซึ่งกล่าวว่า “เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น” คำว่า “มาก” หมายความว่า “มีอยู่เป็นจำนวนมากม เกินสิ่งที่ใช้วัด,ยังคงอยู่” และคำดังกล่าวเป็นคำเดียวกับคำว่า “เหลือ” ที่ใช้กับขนมปังสิบสองกระบุงที่เหลืออยู่ภายหลังจากที่พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์ โดยการเลี้ยงคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว (ยน.6:12-13)

เมื่อเราต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากในการเป็นคริสเตียน และความทุกข์ทรมานได้เข้ามาในชีวิตของเรา พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นโดยพระคุณและฤทธานุภาพซึ่งเหนือธรรมชาติของพระองค์ ได้มีการแปลข้อความในพระธรรม 2 โครินธ์ 1:5 เอาไว้ในพระคัมภีร์อีกฉบับหนึ่งว่า “เช่นเดียวกับที่การทนทุกข์ของพระคริสต์ไหลล้นเข้ามาในชีวิตของเรา ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็ไหลล้นออกไปฉันนั้น” เมื่อปัญหาหลั่งไหลเข้ามาในชีวิต จงมองไปที่พระเจ้าสำหรับความชูใจที่ไหลล้นออกมาจากพระองค์ มาสู่เราก่อนแล้วจึงไหลผ่านเราไปยังผู้อื่น พระเจ้าไม่ได้ทรงชูใจเรา เพื่อให้เรารู้สึกสบายขึ้น แต่เพื่อเราจะสามารถชูใจผู้อื่นได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีท่าทีอย่างไรต่อพระเจ้า เมื่อคุณกำลังพบกับความทุกข์ยาก?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2010

เอเฟซัส 5:1-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจเราให้เลียนแบบชีวิตของผู้ใด? (1)
  2. จากพระคำข้อนี้ การเลียนแบบชีวิตของพระเจ้านั้น คือ การทำในสิ่งใดบ้าง? (ข้อ 2-13)

(ย2) ยอมภาวนา

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ๆ วันหนึ่งผู้ที่ติดตามพระคริสต์ทั้งหมดหายไป? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเราทั้งหมดหายไป? ผมไม่ได้กำลังพูดถึงการที่คริสเตียนถูกนำออกไปจากโลกนี้ แต่ผมกำลังพูดถึงบางสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคริสเตียนทั้งหมดหายไปจากแหล่งบันเทิง ซึ่งเราในฐานะบุตรของพระเจ้าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น?

ยกตัวอย่างเช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากคริสเตียนปฏิเสธที่จะดูรายการทีวีซึ่งมีความไร้ศีลธรรมซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความบันเทิง? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเราทั้งหมดหายไปจากรายการตลกที่หยาบโลนไร้สาระ? และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเราไม่ดูภาพยนตร์ที่ไร้ศีลธรรมหรือภาพยนตร์ที่นักแสดงเอ่ยพระนามพระเจ้าออกมาอย่างไม่สมควรและลดมาตรฐานของพระเจ้าลง? การหายไปของพวกเราจะทำให้มีความแตกต่างเกิดขึ้นหรือไม่? คนที่อยู่ในสังคมของเราจะสังเกตเห็นหรือไม่ว่าพวกเราหายไป?

ผมคิดว่าเขาจะสังเกตเห็น แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่ประเด็น หน้าที่ของเรา คือ การมีชีวิตอยู่โดยมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าตลอดเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะต้องไม่ปล่อยให้สิ่งใดมาขัดขวางสัมพันธภาพนั้น ความสัมพันธ์ที่ติดสนิมกับพระเจ้าถือเป็นเดิมพัน

ให้เราหายตัวไปจากบรรดาผู้คนซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของความบันเทิงอันไร้ศีลธรรมกันเถิด และแม้ว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นแต่พระเจ้าทรงเห็น และนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ถ้าหากคุณเดินกับพระเจ้า คุณจะไม่วิ่งไปพร้อมกับโลก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังดำเนินชีวิตโดยเลียนแบบพระเจ้าหรือโลก?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 5:8

เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 

ชื่นชมยินดีท่ามกลางความโศกเศร้า

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2010

เอสรา 3:10-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ประชาชนพากันโห่ร้องยินดีด้วยเหตุอันใด? (ข้อ 10-11)
  2. อาการของบรรดาคนรุ่นก่อนที่เคยเห็นพระนิเวศหลังเก่าก่อนถูกทำลายและได้มาเห็นพระนิเวศหลังใหม่นี้เป็นอย่าง? (ข้อ 12-13)

(ย2) ยอมภาวนา 

หลังจากเรียนวิชาศิลปะได้ไม่กี่ครั้ง โจเอล วัย 10 ขวบ ได้ลองวาดภาพดอกไม้ด้วยตนเองโดยดูแบบจากภาพถ่าย โจเอลใส่สีสันได้สวยงามหลากหลาย จนทำให้ดอกไม้ในภาพวันที่คุณป้าของเขาจากไป กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง สำหรับคนในครอบครัว ภาพวาดของโจเอลสื่อถึงความรู้สึกทั้งหวานและขมระคนกัน แม้ภาพนั้นจะทำให้คิดถึงความโศกเศร้าเพราะสูญเสียผู้เป็นที่รัก แต่พวกเขาก็ชื่นชมยินดีที่โจเอลค้นพบพรสวรรค์ด้านศิลปะ ภาพวาดของโจเอลจึงเป็นความชื่นชมยินดีท่ามกลางความโศกเศร้า

หลังจากการเป็นเชลยในกรุงบาบิโลน ประชาชนชาวยูดาห์ก็ได้เดินทางกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม พร้อมกับประสบการณ์ที่ทั้งหวานและขม ขณะที่พวกเขาเริ่มทำการบูรณะวิหารของซาโลมอนฝูงชนก็เริ่มร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนผู้อาวุโสซึ่งเคยเห็นความงามของพระวิหารหลังก่อน ซึ่งถูกทำลายลงในช่วงที่เกิดสงคราม ก็เริ่มร้องไห้เสียงดัง พระคัมภีร์บอกว่า “ประชาชนจึงสังเกตไม่ได้ว่า ไหนเป็นเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นบาน และไหนเป็นเสียงประชาชนร้องไห้” (อสร. 3:13)

ความทุกข์โศกอาจเป็นเช่นนั้น ท่ามกลางความเสียใจที่เกิดขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไป ยังมีพระสัญญาแห่งความชื่นชมยินดีสำหรับอนาคตเมื่อเราวางใจในพระเจ้า แม้แต่ในเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เรายังสามารถหวังใจได้ว่าพระเจ้าจะประทานความชื่นชมยินดีให้กับเราท่ามกลางความโศกเศร้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเคยประสบกับความสูญเสียที่กลับนำความชื่นชมยินดีมายังชีวิตของคุณในภายหลังหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2010

โรม 8:31-39

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เราสามารถมีชีวิตและความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้เพราะอะไร? (ข้อ 31-34)
  2. อะไร คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม? (ข้อ 35-39)

(ย2) ยอมภาวนา

ระหว่างที่เดินซื้อของอยู่ในเมืองท่องเที่ยว ฉันเข้าไปในร้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าและข้าวของที่มีคำว่า “ชีวิตดี” ติดอยู่ บางครั้งเราก็จำเป็นต้องเตือนตัวเองให้ระลึกถึงความจริงพื้นๆข้อนั้นบ้างเหมือนกัน

เมื่อการหาเลี้ยงชีพและการดูแลครอบครัวกลายเป็นภาระหนักจนรับไม่ไหว สิ่งที่น่าจะช่วยได้คือ การคิดว่าแท้จริงแล้วเราเป็นเพียงส่วนเล็กๆในจักรวาลนี้ ในขณะที่เราหมกมุ่นอยู่กับการงาน กับปัญหา กับสถานการณ์ทั้งดีและร้ายรอบตัวเรา พระเจ้าก็ทรงทำการงานของพระองค์อย่างเงียบๆ พระองค์ทรงทำให้โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง ดาวเคราะห์ต่างๆโคจรไป และฤดูกาลหุมนเวียนเปลี่ยนไป พระองค์ทรงทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าและตกในตอนเย็นของทุกวันโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา ทุกๆคืนพระองค์ทรงเปลี่ยนตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า พระองค์ทรงให้แสงมืดลงเพื่อที่เราจะนอนหลับได้ และทรงให้แสงสว่างขึ้นเพื่อที่เราจะมองเห็น ทำงานและเพลิดเพลินกับการงานอันทรงคุณทั้งสิ้นของพระเจ้า ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นล้วนแต่เตือนเราว่า พระองค์ทรงกระทำคุณ (กจ. 14:17)

หลายครั้งชีวิตก็ลำบากและทำให้เราเจ็บปวด เพราะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังดีที่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักอันมากมายของพระเจ้าได้ (รม. 8:39)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2010

ลูกา 7:1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. นายร้อยผู้นี้เชิญพระเยซูมาเพื่ออะไร? (ข้อ 1-3)
  2. นายร้อยสำแดงความเชื่อที่เขามีต่อพระเยซูอย่างไร? (ข้อ 6-7) อะไร คือ เหตุผลที่นายร้อยผู้นี้สมควรได้รับการตอบสนองจากพระเยซู? (ข้อ 9)

(ย2) ยอมภาวนา

เรามักได้ยินบ่อยๆว่าคำอธิษฐาน “ไม่ได้รับคำตอบ” เท่ากับเมล็ดก็เพราะเรามีความเชื่อไม่พอ แต่พระเยซูตรัสไว้ในลูกา 17:6 ว่า หากเรามีความเชื่อเท่ากับเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง เราจะสั่งต้นหม่อนให้ถอนขึ้นแล้วไปปักในทะเล มันก็จะฟังเรา หมายความว่า คำอธิษฐานของเราจะเกิดผลหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของความเชื่อ แต่อยู่ที่ว่าเรามีความเชื่อหรือไม่ต่างหาก

ลูกาได้กล่าวถึงนายร้อยชาวโรมันที่มี “ศรัทธามาก” (ลก.7:9) เขาเริ่มสำแดงความเชื่อโดยขอร้องให้พระเยซูไปรักษาทาสของเขาที่กำลังจะตาย แล้วเขาก็แสดงความศรัทธาอีก โดยวางใจว่าพระเยซูสามารถรักษาทาสของเขาได้ไม่ว่าเวลาหรือสถานที่ใด นายร้อยคนนี้ไม่ได้ขอให้พระเยซูทำตามวิธีของเขา

มีผู้อธิบายไว้ว่า ความเชื่อคือ “การไว้วางใจพระเจ้าและเชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระองค์” คำอธิษฐานอาจไม่ได้รับการตอบเป็นเพราะว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธความปรารถนาของเราด้วยความรัก พระองค์ทราบว่าสิ่งที่เราขอนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด หรืออาจยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ หรือพระองค์ทรงมีพระประสงค์อื่นที่เลิศประเสริฐกว่า ขอให้ระลึกว่า แม้แต่พระเยซูก็ยังอธิษฐานต่อพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) เรามีความเชื่อแบบนายร้อยคนนั้นหรือไม่ คือไว้วางใจให้พระเจ้ากระทำการของพระองค์ ด้วยวิธีการของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมักอธิษฐานขอให้พระเจ้าทำตามวิธีการของคุณ หรือคุณมักวางใจให้พระเจ้ากระทำการของพระองค์ ด้วยวิธีการของพระองค์?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม 2010

2 โครินธ์ 10:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เราต้องใช้เพื่อต่อสู้ในสมรภูมิแห่งความคิด? (ข้อ 3-4) สิ่งนี้มีอำนาจอย่างไร? (ข้อ 5-6)
  2. เราควรมีท่าทีอย่างไรต้อผู้อื่น? (ข้อ 7) และอะไร คือท่าทีที่เราควรมีต่อคำพูดของเรา?(ข้อ 11)

(ย2) ยอมภาวนา

เดวิด แมคคัลโล ผู้เขียนอัตชีวประวัติของจอห์น อดัมส์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งประเทศอเมริกาและยังเป็นประธานาธิบดีคนแรกๆ อธิบายว่า จอห์น อดัมส์ “เป็นทั้งคริสเตียนที่เคร่งครัดและเป็นนักคิดที่เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่เห็นว่ามีความขัดแย้งระหว่างสองสิ่งนี้เลย” ผมรู้สึกสะดุดใจคำกล่าวที่น่าประหลาดใจนั้น เพราะมีบางคนคิดว่าคริสเตียนควรจะซื่อๆหรือโง่เขลา และแนวคิดของคำว่า “คริสเตียนที่ใช้สมอง” เป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัวเอง

แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เลิศประเสริฐอย่างหนึ่งของความรอดคือ จิตใจของผู้เชื่อจะได้รับการคุ้มครองไว้ด้วยสันติสุขแห่งพระเจ้า (ฟป.4:7) อันจะก่อให้เกิดความคิดที่แจ่มใส การแยกแยะ และสติปัญญา เปาโลอธิบายสิ่งนี้ไว้ในจดหมายฉบับที่สองที่ส่งถึงเมืองโครินธ์ว่า ในพระคริสต์นั้นเราได้รับฤทธิ์เดชที่จะ “ทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์” (2 คร. 10:5)

การแยกแยะข้อโต้แย้งอย่างชาญฉลาด การยึดมั่นความแจ่มชัดในความรู้ของพระเจ้า และการปรับความคิดให้เป็นแนวเดียวกับพระคริสต์เป็นทักษะที่มีคุณค่า เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ขาดการแยกแยะใบนี้ คุณลักษณะเหล่านี้สามารถทำให้เราใช้ความคิดของเราสำแดงเรื่องพระคริสต์ได้ คริสเตียนทุกคนควรเป็นคริสเตียนที่มีความคิด คุณเป็นอย่างนั้นไหม?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างคนที่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือมักตอบสนองตามอคติของตัวคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2010

โคโลสี 4:7-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในจดหมายของเปาโลมีใครที่ฝากความคิดถึงมายังพี่น้องที่โคโลสีอีกบ้าง? (ข้อ 7-12)
  2. เอปาฟรัสทำสิ่งใดอยู่เสมอเพื่อพี่น้องในขณะที่เขาไม่ได้มาพบพี่น้องด้วยตัวเอง? (ข้อ 12)

2) ยอมภาวนา

ก่อนที่จอห์น แอชครอฟท์ จะกล่าวคำปฎิญาณเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เขาได้พบกับครอบครัวและเพื่อนเพื่ออธิษฐานด้วยกัน ขณะที่ทุกคนล้อมรอบเขาอยู่นั้น เขาเห็นว่าพ่อของเขากำลังพยายามลุกขึ้นจากที่นั่ง แต่เนื่องจากพ่อของเขาสุขภาพอ่อนแอ แอชครอฟท์จึงบอกกับท่านว่า “ไม่เป็นไรครับ พ่อไม่ต้องลุกขึ้นยืนอธิษฐานเผื่อผมหรอก” พ่อของเขาตอบว่า “พ่อไม่ได้พยายามจะยืน แต่พ่อกำลังพยายามจะคุกเข่า”

ความพยายามของพ่อของแอชครอฟท์ ทำให้ผมระลึกขึ้นได้ถึงแรงกายแรงใจที่บางครั้งเราต้องทุ่มเทให้กับการอธิษฐานเผื่อเพื่อนผู้เชื่อในพระธรรมโคโลสี เปาโลพูดถึงเอปาฟรัส ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ที่ “สู้อธิษฐานเผื่อท่านอยู่เสมอ หวังจะให้ท่านเจริญเป็นผู้ใหญ่และบริบูรณ์ในการซึ่งชอบพระทัยของพระเจ้าทุกสิ่ง” (คส. 4:12) คำว่า “สู้อธิษฐานเผื่อ” นั้นแปลมาจากคำภาษากรีกที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า “ต่อสู้ดิ้นรน” เป็นคำที่ใช้กับนักกีฬามวยปล้ำของกรีกที่กำลังแข่งขันและต้องออกแรงอย่างเต็มที่เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้

เอปาฟรัสได้อธิษฐานเผื่อผู้เชื่อคนอื่นๆ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในการดำเนินชีวิตกับพระผู้ช่วยให้รอด การทูลขอพระเจ้าให้ผู้อื่นสามารถเอาชนะอุปสรรคเพื่อจะได้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณนั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและวินัยของเรา เรายินดีที่จะ “สู้” อธิษฐานขอให้พระเจ้าดูแลความต้องการของคนที่เรารักหรือไม่?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณใช้เวลาในการระลึกถึงและอธิษฐานเผื่อพี่น้องและคนอื่นๆบ้างหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2010

2 พงศ์กษัตริย์ 19:1-19

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุที่ทำให้กษัตริย์เฮเซคียาห์เป็นทุกข์อย่างหนัก? (ข้อ 1-13)
  2. เนื่องด้วยความทุกข์นี้ กษัตริย์เฮเซคียาห์ได้ทำสิ่งใด? (ข้อ 14-19)

(ย2) ยอมภาวนา

ปัญหาอยู่ตรงหน้ากษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ พระองค์เพิ่งได้รับจดหมายขู่จากกษัตริย์เซนนาเคอริบแห่งอัสซีเรีย พระราชาที่โหดร้ายองค์นี้นำทัพต่อสู้ชนะมาหลายประเทศและเยรูซาเล็มคือเป้าหมายต่อไป เขาได้เยาะเย้ยพระเจ้าของอิสราเอลและขู่ว่าจะทำลายนครบริสุทธิ์นี้

จาก 2 พงศ์กษัตริย์ 19 กษัตริย์เฮเซคียาห์ได้รีบไปยังพระนิเวศน์ของพระเจ้า คลี่จดหมายนั้นต่อพระเจ้า และยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 15) เขาทูลพระเจ้าว่ากษัตริย์เซนนาเคอริบได้เยาะเย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (ข้อ 16) และสุดท้าย ได้ร้องขอให้พระเจ้าช่วยกู้ยูดาห์เพื่อราชอาณาจักรทั้งสิ้นในโลกจะได้ทราบว่า พระองค์แต่ผู้เดียวทรงเป็นพระเจ้า (ข้อ 19) อันที่จริง เฮเซคียาห์ต้องการจะฟ้องว่า “อ่านจดหมายนี่สิ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือ และพระเกียรติของพระองค์เป็นเดิมพัน”

นี่เป็นตัวอย่างที่วิเศษของความเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงพระชนม์อยู่และใส่ใจในความต้องการของเรา บ่อยครั้งคนที่ต้องการทำร้ายเราเข้ามาประชิดตัวเหมือนที่เฮเซคียาห์เจอ หรือแม้แต่สถานการณ์เลวร้ายอื่นๆ แต่ไม่ว่าเราจะจัดการอย่างไร การตอบสนองแรกทที่เราควรทำคือ ทูลเรื่องอันตรายนั้นต่อพระเจ้า และสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระองค์ แล้วเราจะวางใจในพระเจ้าผู้ทรงช่วยเรา และการทรงช่วยนั้นจะนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ คุณกำลังอยู่ในอันตรายหรือไม่ พระเจ้าทรงพอพระทัยในคำอธิษฐานแบบเฮเซคียาห์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมักตอบสนองต่อเหตุการณ์ร้ายๆอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2010

มัทธิว 9:9-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไรเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูร่วมเสวยพระกระยาหารกับคนเก็บภาษีและคนบาป? (ข้อ 11)
  2. พระเยซูตรัสตอบฟาริสีอย่างไรในเรื่องนี้? (ข้อ 12-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งออกจากบ้านเพื่อไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ในขณะที่เพื่อนบ้านของเขากำลังนำถุงกอล์ฟใส่รถ เพื่อนบ้านชวนเขาว่า “เฮนรี่ วันนี้ไปเล่นกอล์ฟกับผมเถอะ” เฮนรี่ตอบอย่างมั่นคงว่า “ผมไปโบสถ์ในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ” ครู่หนึ่ง นักกอล์ฟผู้นั้นกล่าวว่า “เฮนรี่ คุณรู้ไหมว่า ผมมักจะประหลาดใจเรื่องโบสถ์ของคุณและรู้สึกยกย่องจริงๆ ต่อความสัตย์ซื่อของคุณ แต่ผมเคยชวนคุณไปเล่นกอล์ฟกับผมตั้ง 7-8 ครั้งแล้ว ทำไมคุณไม่ชวนผมไปโบสถ์ของคุณเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

เพื่อนบ้านผู้นี้ทำให้เขาตาสว่าง ในคริสตจักรทุกวันนี้ พระเยซูทรงท้าทายคนทุกคนที่เป็นอย่าง “เฮนรี่” เช่นเดียวกับที่ทรงท้าทายพวกฟาริสีว่า “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา” (มธ. 9:13) กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ พระองค์ประสงค์ให้เราสำแดงความเมตตาและความรักต่อบรรดาคนที่ต้องการความรอด ไม่ใช่เพียงกระทำสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาของเรา พระเยซูยังทรงอธิบายต่อไปถึงพระเมตตาของพระองค์โดยทรงกล่าวว่า “เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต” (ข้อ 13)

จงพิจารณาปลายทางของบรรดาคนที่ไม่มีพระคริสต์ ขอให้สิ่งนี้ปลุกเร้าให้คุณรู้สึกเห็นอกเห็นใจมากขึ้น แทนที่จะทำสิ่งสบายๆ ที่เป็นกิจวัตร หรือเพราะคุณกลัวที่จะถูกปฏิเสธ จงอธิษฐานเผื่อผู้คนมากมายหรือคนในครอบครัวที่อยู่ใกล้ตัวคุณ และทูลขอให้พระเจ้าทรงรักคนเหล่านั้นผ่านคุณและเชิญชวนให้เขามาโบสถ์โดยที่คุณไม่มีคำอิดเอื้อนแก้ตัว เพราะเราเป็นทางผ่านแห่งความจริงของพระเจ้า ไม่ใช่แหล่งเก็บกักความจริงนั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณทำอะไรบ้างเพื่อคนบาปจะได้รู้จักพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 10:4-5

เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ 

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2010

มัทธิว 12:33-37

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าบอกให้รู้ว่าเราจะรู้จักต้นไม้ได้ด้วยสิ่งใด? (ข้อ 33) เราสามารถรู้จักคนว่าเขาดีหรือไม่ดี เราดูได้จากสิ่งใด? เพราะอะไร? (ข้อ 34-35)
  2. เราแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อคำพูดทุกคำของเราอย่างไร? (ข้อ 36-37)

(ย2) ยอมภาวนา

ในปี 1980 ลี แอ็ทวอเทอร์ ผู้จัดการรณรงค์ทางการเมือง ต้องทนทุกข์แสนสาหัสเพราะคำพูดของตัวเอง ลูกน้องของเขารู้มาว่า คู่แข่งในสภาจากเซาท์คาโรไลน่า เคยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงและรับการบำบัดโดยการช็อตด้วยไฟฟ้า เมื่อแอทวอเทอร์ปล่อยข่าวนี้ให้สื่อมวลชนทำให้คู่แข่งขายหน้าและสงสัยในความสามารถของเขา ด้วยความกลัดกลุ้ม ชายผู้นั้นได้ตั้งข้อสงสัยในจรรยาบรรณด้านการรณรงค์ของแอ็ทวอเทอร์กลับไป แอ็ทวอเทอร์ตอบโต้ว่า เข้าไม่ใส่ใจที่จะตอบโต้คนที่ “กำลังเกี่ยวติดอยู่กับสายไฟพะรุงพะรัง”

สิบปีต่อมา แอ็ทวอเทอร์ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเนื้องอกในสมองที่ไม่มีทางรักษา เขาจมอยู่บนเตียงกับเครื่องมือมากมายทั้งสายและท่อรุงรังก่อนตาย เขาเขียนจดหมายถึงอดีตคู่แข่งและขอการอภัย เขาได้เห็นแล้วว่าถ้อยคำของตนโหดร้ายและใจจืดใจดำเพียงไร

ถ้อยคำของเราอาจส่งผลทำลาย ดูเหมือนว่าลูกๆ ครอบครัว และพี่น้องคริสเตียนของเราจะถูกเราทำร้ายมากที่สุด เราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าในการประเมินผลกระทบของคำพูดของเรา คำพูดที่เมินเฉย โกรธขึ้งและเกลียดชัง สามารถนำไปสู่อันตรายใหญ่หลวงซึ่งเราจะต้องรายงาน (มธ. 12:36-37)

จงทูลขอพระเจ้าช่วย ก่อนคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดจะพรั่งพรูออกจากปากของเรา จงคิดเสียก่อน แล้วเก็บมันไว้ไม่ต้องพูด

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คำพูดที่คุณพูดกับคนอื่นนั้นมักให้ผลดีหรือให้ผลที่ไม่ดีกับคนที่คุณพูดด้วยนั้น?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2010

มัทธิว 18:15-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าได้ให้ขั้นตอนที่ถูกต้องแก่เราในการแก้ปัญหาพี่น้องที่ทำผิดต่อเราอย่างไรเพื่อเราจะได้สัมพันธภาพที่ดีกลับคืนมา? (ข้อ 15-17)
  2. สัมพันธภาพที่ดีของเราในพระกายนั้นสำคัญอย่างไร? (ข้อ 18-20)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณไม่สามารถชี้นิ้วไปที่คนอื่นได้โดยไม่ชี้นิ้วมาที่ตัวเองด้วย ลองทำดูตอนนี้ก็ได้ ยื่นนิ้วชี้และนิ้วโป้งออก ทำท่าชี้นิ้วไปข้างหน้า แล้วสังเกตว่านิ้วที่เหลือทั้ง 3 นิ้วชี้ไปทางไหน มันชี้กลับมาที่ตัวคุณเอง คราวหน้าถ้าคุณจะชี้ความผิดพลาดของคนอื่นอย่าลืมคิดถึงความจริงนี้

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น อย่าเพิ่งด่วนสรุป เราควรให้โอกาสคนอื่นและสงวนคำตัดสินของเราไว้จนกว่าความจริงจะปรากฏ

ภายใต้กฎของโมเสส การฟ้องร้องจะไม่มีทางทำได้ นอกจากจะมีพยาน 2 หรือ 3 คน (ฉธบ. 19:15) และพระเยซูได้ทรงย้ำกฎนี้อีกครั้ง เมื่อพระองค์ทรงสอนวิธีจัดการกับผู้เชื่อที่ทำผิดต่อคุณ (มธ. 18:16)

ดังนั้นเมื่อใครทำผิดต่อคุณ สิ่งแรกที่ควรทำคือไปหาคนนั้นตามลำพังเพื่อไกล่เกลี่ยขอคืนดี (ข้อ 15) แทนที่จะนินทาเขาให้คนอื่นฟัง ถ้าคนๆนั้นไม่ยอมรับความผิดและไม่ฟังคุณ จึงค่อยนำคนอื่นเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ (ข้อ 16-17) และถ้าใครพูดสิ่งไม่ดีของคนอื่นให้คุณฟัง อย่าพูดต่อ แต่จงหนุนใจคนนั้นให้ทำตามวิธีในพระคัมภีร์

ลูกของพระเจ้าต้องเป็นท่อพระพรแห่งความรักและความจริง ไม่ใช่ท่อแห่งการมุ่งร้ายและโกหก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. เมื่อคุณมีปัญหากับพี่น้อง คุณได้ทำตามวิธีการของพระเจ้าหรือไม่? หรือมักทำตามวิธีของคุณเอง?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2010

สุภาษิต 10:18-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. คำพูดของคนชอบธรรมให้ผลอย่างไร? (ข้อ 18-21)
  2. คนโง่สำแดงตนผ่านทางการพูดของเขาอย่างไร? (ข้อ 18-21)

(ย2) ยอมภาวนา

ในสวนสนุก การขับรถบั๊มพ์เป็นเครื่องเล่นที่คนนิยมมาก ในช่วงเวลาสั้นๆนั้น พวกเขามีความสุขในการขับรถอย่างคึกคะนองชนกระแทกรถคันอื่นอย่างบ้าระห่ำโดยไม่เกิดอัตรายใดๆ บางคนมีความสัมพันธ์กับคนอื่นในลักษณะที่เหมือนกับการขับรถบั๊มพ์ พวกเขาจงใจใช้คำพูดแบบขวานผ่าซากกระทบกระแทกความรู้สึกคนอื่นซึ่งไม่ให้อะไรอื่นเลยนอกจากความเจ็บปวด

กษัตริย์ซาโลมอนทรงบันทึกไว้ในพระธรรมสุภาษิต 10:19 ว่า “เขาผู้ยับยั้งริมฝีปากของตนเป็นผู้หยั่งรู้” แต่ยากอบกล่าวไว้ในหนังสือยากอบ 3:8 ว่า “แต่ลิ้นนั้นไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำให้เชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่ว ที่อยู่ไม่สุขและเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย” ท่านยังบอกอีกว่า “เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของพระองค์” (ข้อ 9) เพื่อช่วยไม่ให้เราคิดว่าคริสเตียนพูดแต่สิ่งดีๆ และคนที่ไม่เป็นคริสเตียนเอาแต่สาปแช่ง เราต้องไม่ลืมว่ายากอบเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคริสเตียนทุกคน

เราจะทำให้ลิ้นของเราเชื่องได้นั้น เราต้องรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในพระธรรมโรม 6:13 เปาโลกล่าวว่า เราต้องตัดสินใจที่จะให้อวัยวะในร่างกายของเราเป็น “เครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า” ไม่ใช่ “เครื่องใช้ในการอธรรม”

ในวันนี้และวันต่อๆไป จงเลือกที่จะให้ร่างกายรวมถึงลิ้นที่อยู่ไม่สุขของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตถวายแด่พระเจ้า (รม. 12:2) ให้ทรงใช้เป็นเครื่องมือแห่งพระพร

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน 2010

สุภาษิต 26:17-28

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. สิ่งใดที่จะช่วยให้การทะเลาะวิวาทหยุดลงได้? (ข้อ 17-21)
  2. อะไร คือ ผลของคนที่ทำไม่ดีต่อผู้อื่นด้วยคำพูดหรือท่าทีที่ไม่ถูกต้องในใจ? (ข้อ 26-28)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อไฟเผาผลาญเชื้อเพลิงหมด ก็จะดับลง ในทำนองเดียวกัน เมื่อการซุบซิบมาถึงหูของคนที่จะไม่พูดต่อ ก็จบอยู่แค่นั้น

การนินทาก็เหมือนกับบาปอื่นๆ คือเป็น “อาหารอร่อย” (สภษ. 26:22) เราชอบฟังและชอบเล่าสู่กันเพราะ “มีรสชาติ” การนินทาเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในเราทุกคน เพราะทำให้เรารู้สึกดีต่อตนเอง เมื่อเราทำให้คนอื่นต่ำลง เราก็สร้างภาพลวงตาว่าเรากำลังสูงขึ้น

นี่เป็นเหตุผลว่าการแพร่สะพัดของข่าวลือเป็นสิ่งที่ห้ามได้ยาก เราต้องอธิษฐานและพึ่งพาพระคุณของพระเจ้า ที่จะทำให้เราไม่นำสิ่งนั้นไปพูดต่อหรือแม้แต่รับฟัง แม้ว่าสิ่งนั้นจะแฝงมาในรูปแบบของความวิตกกังวลส่วนตัว หรือคำร้องขอให้อธิษฐานเผื่อเพื่อนที่ทำผิดและกำลังมีปัญหา

เราต้องขอพระเจ้าประทานสติปัญญาให้รู้ว่า เมื่อใดควรจะพูด จะพูดอะไร และเมื่อใดควรจะรูดซิปปากให้แน่น “การพูดมากก็สะสมการทรยศ แต่เขาผู้ยับยังริมฝีปากของตนเป็นผู้หยั่งรู้” (สภษ. 10:19) บ่อยครั้งการเงียบและพูดน้อยก็เป็นการฉลาด แต่ถ้าเราต้องพูด ให้เราพูดสิ่งที่หนุนใจและนำผู้อื่นให้เข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งขึ้น ไม่ใช่พูดสิ่งที่ทำให้หดหู่และทำร้ายผู้อื่น “ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้” (สภษ.12:18)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณใช้คำพูดของคุณในทางที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2010

ลูกา 6:41-45

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เราจัดการตัวเราเองก่อนอย่างไร? เพราะอะไร? (ข้อ 41-42)
  2. คำพูดของเราสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งใดในชีวิตเรา ? (ข้อ 43-45)

(ย2) ยอมภาวนา

การพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเป็นงานที่ต้องทำเต็มเวลา โลกจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหนถ้าทุกคนทำตามที่เราต้องการ มีวลีหนึ่งที่อาจจะเป็นกุญแจสู่ความลับของการเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ “เปลี่ยนโลก เริ่มที่ตัวเอง” และนี่เป็นสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่อยากได้ยินเลย

พระเยซูตรัสคำอุปมาถึงปัญหาของการไม่เห็นความผิดของตัวเอง พระองค์ตรัสว่า “เหตุไฉนท่านจึงจะพูดกับพี่น้องของท่านว่า ‘พี่น้องเอ๋ย ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ’ แต่ที่จริงท่านเองยังไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน” (ลก.6:42)

การเห็นความผิดของคนอื่นได้ง่ายโดยไม่เคยสังเกตความผิดของตัวเอง ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นคนหน้าซื่อใจคดเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่บอกเราว่า ปัญหาในความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นนั้นอาจจะอยู่ที่ตัวเราเอง บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนทัศนคติของเรา หรือเราเป็นคนต้องไปขอโทษ เป็นไปได้ว่าเราคือคนที่ต้องถ่อมใจ

นี่คือบทเรียนที่เราบางคนต้องเรียนแล้วเรียนอีก เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ และเมื่อทัศนคติของเราเปลี่ยน เราอาจจะมองเห็นว่า คนอื่นก็เปลี่ยนแปลงแล้วด้วยเช่นกัน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2010

2 ซามูเอล 12:1-13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ บาปที่ดาวิดได้กระทำ? (ข้อ 9)
  2. อะไร คือ ผลที่เขาได้รับ? (ข้อ 10-12)

(ย2) ยอมภาวนา

ขยะอวกาศจำนวนมาก กำลังโคจรรอบโลกด้วยความเร็วมากกว่า 7 กิโลเมตรต่อวินาที ถั่ว กลอนประตูและเศษซากอื่นๆจากการบินในอวกาศกำลังเป็นภัยคุกคามต่อยานอวกาศในอนาคต ความเร็วสูงสุดของวัตถุชิ้นเล็กที่สุดมีแรงปะทะเท่ากับลูกปืน ระหว่างการบินของกระสวยอวกาศครั้งหนึ่ง เศษของสีทำให้กระจกหน้าต่างยานเป็นหลุมกว้าง ¼ นิ้ว

การศึกษาครั้งหนึ่งเปิดเผยว่ามีวัตถุขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรจำนวน 110,000 ชิ้นโคจรอยู่ในอวกาศ น้ำหนักรวมของวัตถุเหล่านี้คือ 1.8 ล้านกิโลกรัม หน่วยบัญชาการอวกาศสหรัฐคอยจับตาดูขยะอวกาศให้นาซ่า เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจที่ผิดก็ทำให้เกิดขยะ หรือผลที่ไม่ตั้งใจเช่นกัน เมื่ออาคานลักและซ่อนของที่ต้องถวาย เขาต้องชดใช้ด้วยชีวิต (ยชว. 7) หลังจากกษัตริย์ดาวิดล่วงประเวณีและฆ่าคน ความไม่ลงรอยกันในครอบครัวก็ตามมา (2 ซมอ. 15-18)

คุณมี “ขยะ” ในชีวิตของคุณหรือเปล่า? ผลของบาปจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราสารภาพบาปของเราต่อพระเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงอภัยและชำระเรา (1 ยน. 1:9) คนที่เราเคยทำให้เจ็บปวด เราสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ด้วยการคืนดี (ลก.19:1-8) พระเจ้าผู้ทรงพระคุณจะทรงโปรดประทานสติปัญญาให้เราจัดการกับการตัดสินใจผิดๆในอดีตและช่วยให้เราตัดสินใจอย่างถูกต้องในอนาคตได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำบาปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2010

2 ทิโมธี 1:1-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุให้เปาโลระลึกถึงทิโมธีด้วยความตื้นตัน? (ข้อ 1-5)
  2. ความเชื่ออย่างจริงจังที่ทิโมธีมีนั้น เขาได้รับมาจากไหน? (ข้อ 5)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อเด็กๆเติบโตขึ้น เราที่เป็นพ่อแม่หรือผู้นำก็ภาวนาให้พวกเขาเรียนรู้จักที่จะแยกแยะสิ่งถูกและสิ่งผิดได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่จงเตรียมตัวให้ดี เด็กๆจะค่อยๆเปรียบเทียบการกระทำและคำพูดของเรา หากสิ่งที่เราทำและพูดไม่ตรงกัน พวกเขาจะสับสนและไม่รู้ว่าจะทำตามการกระทำหรือคำพูดของเราดี

ในจดหมายฉบับที่ 2 ที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงทิโมธี ท่านกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้ด้วยจิตสำนึกอันบริสุทธิ์เช่นบรรพบุรุษของข้าพเจ้า” (2 ทธ. 1:3) การกระทำและคำพูดของท่านเปาโลสอดคล้องกัน

เปาโลยังได้อธิบายอีกว่า ทิโมธีมีความเชื่ออย่าง “จริงจัง” และยังชี้ให้เราเห็นมรดกฝ่ายวิญญาณที่ท่านได้รับ นั่นคือ ความเชื่ออย่างจริงใจของโลอิสและยูนิส ผู้เป็นยายและมารดาของท่าน (ข้อ 5) ในส่วนต่อมาของจดหมาย ท่านได้แนะนำทิโมธีว่า “แต่ฝ่ายท่านจงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว และได้เชื่ออย่างมั่นคง ท่านก็รู้ว่าท่านได้เรียนมาจากผู้ใด และตั้งแต่เด็กมาแล้วที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์…” (2 ทธ. 3:14-15) คริสเตียนที่การกระทำกับคำพูดตรงกันจะสามารถสร้างอิทธิพลของพระเยซูคริสต์ท่ามกลางคนหลายยุคสมัย

เด็กๆจะสำรวจคุณภาพชีวิตของเรา คำพูดว่า “ทำตามที่ฉันบอกเถอะ” ไม่ใช่มาตรฐานที่สูงสุด แต่ชีวิตที่สัตย์ซื่อต่างหากที่จะเชิญชวนให้พวกเขาทำตาม “ทำตามอย่างที่ฉันทำเถอะ” นั่นหมายถึงการกระทำและคำพูดที่สอดคล้องไปด้วยกัน สองสิ่งนี้ของคุณสอดคล้องกันหรือไม่?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. การกระทำของคุณสอดคล้องกับสิ่งที่คุณพูดหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : สุภาษิต 26:20

เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ  และที่ไหนที่ไม่มีคนซุบซิบ   การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป 

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2010

1 โครินธ์ 10:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เกิดอะไรขึ้นกับคนส่วนมากที่ได้มีประสบการณ์ในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าร่วมกันกับโมเสส? (ข้อ 5)
  2. อะไรคือ เหตุที่ทำให้พวกเขาต้องตาย? (ข้อ 6-10)
  3. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำ? (ข้อ 11-12)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งกำลังโลดแล่นอยู่บนรองเท้าสเก็ต ทันใดนั้นเอง ล้อของรองเท้าสเก็ตข้างซ้ายก็เริ่มง่อนแง่น วินาทีต่อมาเขาก็คะมำลงไปบนถนนลาดยาง หน้าของเขาเป็นแผลเหวอะหวะและนิ้วบางนิ้วก็หัก

การล้มไม่ใช่เรื่องดี แต่สำหรับคนที่เคยล้มมาก่อนจะพบว่ามันสามารถก่อให้เกิดผลดีได้ เพราะการล้มนั้นทำให้ชีวิตของเราระมัดระวังมากขึ้น หลังจากประสบการณ์การล้มของชายคนนั้น ทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้นทุกครั้งที่ในเวลาที่เขายืนอยู่บนรองเท้าสเก็ต การล้มเพียงครั้งเดียวนั้นทำให้เขาคอยระวังอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก

เปาโลเตือนเราว่า “เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง” (1 คร. 10:12) ผู้เชื่อก็ล้มได้ แต่เมื่อล้มแล้ว เราต้องตั้งเป้าที่จะเรียนรู้มาจากความผิดพลาดนั้นและระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีก

หากคุณเกิดล้มลงในระหว่างที่เดินไปบนเส้นทางของชีวิต อย่าเพิ่งสิ้นหวัง สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ขอการทรงนำจากพระเจ้า เพราะพระองค์ “ทรงชูทุกคนที่กำลังจะล้มลง” (สดด.145:14) จากนั้นให้คุณอ่านพระคำของพระเจ้าและเริ่มดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังตามหลักการที่ให้ไว้ นั่นก็คือ “จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่” (รม.12:2)

คุณเคยล้มหรือไม่? จงทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพื่อคุณจะลุกขึ้นและไม่พลาดล้มลงอีก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเคยหรือกำลังผิดพลาดในเรื่องใดอยู่หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2010

ฮีบรู 11:17-33

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ลักษณะเด่นที่เหมือนกันซึ่งมีในคนเหล่านั้นที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึง? (ข้อ 17-33)

(ย2) ยอมภาวนา

เรามักเรียกการแข่งขันซีเนียร์พีจีเอ (Senior PGA) ว่าเป็น “การแข่งขันกีฬาที่ให้โอกาสแก้ตัว” การแข่งขันนี้ทำให้โปรกอล์ฟที่มีหลักการได้มีอาชีพใหม่ที่เกี่ยวกับกอล์ฟหลังจากอายุ 50 ปีไปแล้ว แจ็ค คาวานอห์กล่าวว่า “ไม่มีกีฬาใดหรอก ที่เมื่อนักกีฬาไปไม่ถึงระดับโลกเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่ในช่วงอายุที่จะทำได้ แล้วจะได้รับโอกาสแก้ตัวเมื่ออายุเข้าวัยกลางคน เพื่อพิสูจน์ตัวเองและกอบโกยความมั่งคั่งอีกครั้งในสิ่งที่พวกเขาเคยฝันเมื่อช่วงอายุ 20, 30 หรือ 40 เท่านั้น”

คุณกำลังมองหาโอกาสแก้ตัวอยู่หรือเปล่า? มีความคิดหนึ่งที่แพร่หลายออกไปว่า ถ้าครั้งหนึ่งคุณเคยพลาดจาก “สิ่งที่ดีที่สุดของพระเจ้า” ไปแล้ว คุณจะไม่มีทางได้รับใช้พระองค์ในระดับแนวหน้าอีก แต่ “หอแห่งเกียรติยศ (Hall of fame)” ด้านความเชื่อในฮีบรู 11 เราอ่านพบว่ามีผู้คนมากมายที่ล้มเหลวแต่กลับมาเข้มแข็งเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกครั้ง

อับราฮัมมักจะจดจ่อและไม่อดทนในการรอคอยบุตรชายที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานให้ แต่กลับสำแดงให้เห็นความเชื่อที่อัศจรรย์เมื่อท่านถวายอิสอัค (ข้อ 17-19) ยาโคบจอมเจ้าเล่ห์ที่ขโมยสิทธิบุตรหัวปีและพระพรจากพี่ชาย กลับกลายเป็นบุคคลแห่งความเชื่อที่นำพรมาสู่ลูกๆของตนและนมัสการพระเจ้า (ข้อ 21) โมเสสใช้เวลา 40 ปี ในมีเดียนก่อนที่จะนำประชากรของพระเจ้าออกจากอียิปต์ (ข้อ 24-28)

ความผิดพลาดที่ผ่านมาของเราไม่ใช่สิ่งที่กันเราออกจากการรับใช้พระเจ้า สิ่งที่ดีที่สุดของพระองค์ที่มีสำหรับเราก็คือ ให้เราหันจากความบาป เรียนรู้จากความผิดพลาด และเริ่มต้นใหม่ในการติดตามพระคริสต์ นี่เป็นหนทางสู่การเป็นแชมเปี้ยนที่มีโอกาสแก้ตัว แชมเปี้ยนแห่งความเชื่อคือ บรรดาคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันพุธที่ 9 มิถุนายน 2010

สดุดี 121:1-8

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำข้อนี้ อะไร คือ สิ่งที่ผู้เขียนสดุดีทำ? (ข้อ 1)
  2. พระเจ้าทรงเป็นสิ่งใด? และทรงทำสิ่งใดเพื่อเรา? (ข้อ 2-8)

(ย2) ยอมภาวนา

สตรีผู้หนึ่งทำงานที่ต้องใช้สายตาในการอ่านอย่างมาก ทำให้เริ่มมีปัญหากับดวงตา เธอจึงไปปรึกษาจักษุแพทย์ หลังการตรวจจักษุแพทย์กล่าวว่า “ตาของคุณเพียงแค่ล้าเท่านั้น คุณต้องพักสายตา”

“แต่” เธอกล่าว “คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะสำหรับงานแบบดิฉัน” สักครู่คุณหมอจึงถามขึ้นว่า “ที่ห้องทำงานของคุณมีหน้าต่างไหม?” “มีค่ะ” เธอตอบด้วยความกระตือรือร้น “จากหน้าต่างด้านหน้า ดิฉันมองเห็นยอดภูเขาที่เรียงรายอยู่ และจากหน้าต่างด้านหลัง ดิฉันมองออกไปเห็นเชิงเขาอันงดงาม”

จักษุแพทย์จึงตอบว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องการที่สุด เมื่อตาของคุณเริ่มล้า ลองมองไปที่ภูเขานั้นสัก 10 นาที เอาเป็น 20 นาที เลยดีกว่า การมองออกไปไกลๆจะช่วยให้คุณได้พักสายตา”

สิ่งที่เป็นจริงในโลกวัตถุก็เป็นจริงในโลกฝ่ายวิญญาณด้วย บ่อยครั้งที่ดวงตาฝ่ายวิญญาณเหนื่อยล้าจากการเพ่งมองปัญหาและความวุ่นวายในชีวิต การมองขึ้นไปยังเบื้องบน การทอดสายตาไปไกลๆ จะช่วยให้จิตวิญญาณของเรากลับสดใสขึ้น

บ่อยครั้งที่เรามืดแปดด้าน หากเรามองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านทางพระคำและการอธิษฐาน พระองค์จะช่วยให้เรามองเห็นหนทางแก้ไขและฟื้นความเข้มแข็งให้กลับคืนมา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังมือแปดด้านกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตของคุณอยู่หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน 2010

สุภาษิต 16:16-32

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้า ลักษณะชีวิตอย่างไรบ้างที่จะให้ผลดี และดีกว่าแก่ชีวิตของเรา? (ข้อ 16-32)
  2. จากพระคำของพระเจ้า ลักษณะชีวิตอย่างไรที่ให้ผลร้ายแก่ชีวิตของเรา? (ข้อ 16-32)

(ย2) ยอมภาวนา

ผู้คนทั่วโลกต่างแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกซื้อผลไม้ในตลาดหรือการหาที่อยู่ เราวิเคราะห์ ใคร่ครวญ เปรียบเทียบ สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด ผมไม่คิดว่าจะมีใครพูดว่า “ฉันว่าอันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร ฉันก็เลยจะซื้ออันนี้แหละ”

พระธรรมสุภาษิตเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบของสองสิ่งที่ช่วยนำเราไปสู่ทางเดินชีวิตที่ถูกต้อง จุดประสงค์ของพระธรรมเล่มนี้คือให้ผู้อ่านได้รับความรู้และสติปัญญาที่มาจากความยำเกรงพระเจ้า (สภษ. 1:2.7) จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบถ้อยคำที่ว่า “สิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น”

สุภาษิต 16 เขียนไว้ว่า การได้ปัญญาก็ดีกว่าได้เงินหรือทอง (ข้อ 16) เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจนดีกว่าเป็นคนเย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย (ข้อ 19) ผู้ที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ก็ดีกว่าผู้ที่ตีเมืองอื่นได้ (ข้อ 32) บางคนสามารถมีทั้งความฉลาดและความมั่งคั่ง แต่พระธรรมสุภาษิตสอนเราว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ เราควรเลือกสติปัญญาดีกว่า

เมื่อเราอ่านพระธรรมสุภาษิต ให้เราสังเกตข้อที่บ่งชี้ว่า “สิ่งนี้ดีกว่า” เมื่อพระวจนะของพระเจ้าขัดเกลาความคิดและนำการตัดสินใจของเรา เราจะพบว่า ทางของพระองค์ดีกว่าเสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2010

ยากอบ 1:1-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระพรที่เราได้จากความทุกข์ยากลำบาก? (ข้อ 2-4)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรขอเพื่อเราจะสามารถผ่านวันแห่งความยากลำบากไปได้? (ข้อ 5) และเราควรมีท่าทีอย่างไร? (ข้อ 6-7)

(ย2) ยอมภาวนา

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1942 เป็นวันที่น่าจดจำของประเทศแคนาดา เป็น “วันสมมติ” ที่จำลองเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พวกนาซีบุกนครวินนิเป็ก มณฑลมานิโตบา เพื่อให้ชาวแคนาดาเห็นว่าจะเป็นอย่างไร “ถ้าหากว่า” แคนาดาตกอยู่ภายใต้การยึดครองอันโหดร้ายของกองกำลังนาซี และเพื่อชาวแคนาดาจะสนับสนุนด้านการสงครามอย่างเต็มที่

มีคนอธิบายเหตุการณ์วันนั้นไว้ว่า “วันสมมติ ทำให้เห็นสภาพที่แท้จริงของการถูกนาซียึดครอง ชาวมานิโตบาได้สัมผัสความขมขื่นเกือบทุกด้านของความโหดร้ายของพวกนาซี” วันสมมตินี้อาจสื่อสารว่ามีอันตรายบนโลกนี้ แต่ไม่อาจก่อให้เกิดความทุกข์ใจที่แท้จริงที่เคยปกคลุมยุโรปมาแล้วได้

ความทุกข์ยากแท้จริงในชีวิต ไม่ใช่ “สมมติว่า” แต่เป็น “เมื่อเกิด…” ความจริงแล้ว เพียงแค่สังเกตการณ์ไม่อาจทำให้เราเรียนรู้บทเรียนอันลึกซึ้งที่สุดของชีวิตได้ เว้นเสียแต่เราจะประสบด้วยตัวเอง เมื่อเราโศกเศร้าและสูญเสียเราจะเข้าใจชีวิต ความเชื่อ และความต้องการพระเจ้ายิ่งลึกซึ้ง ยากอบสอนว่า “ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นและมั่นคง” (ยากอบ 1:2-3)

ความทุกข์ยากเกิดขึ้นเพราะเราอาศัยอยู่ในโลกที่เสื่อมทราม แต่เราเลือกได้ว่าจะเรียนรู้หรือไม่ เพราะนั่นเป็นหนทางสำคัญที่เราจะเติบโต ไม่มีการ “สมมติว่า”

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2010

1 เธสะโลนิกา 5:15-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ พระบัญชาของพระเจ้าสำหรับเรา (จง, อย่า)? (ข้อ 15-22)
  2. ความยากลำบากที่เข้ามาในชีวิตก็เพื่อหล่อหลอมและปั้นแต่งเราให้มีชีวิตเช่นใด? (ข้อ 23-24)

(ย2) ยอมภาวนา

คอรี่ เทน บูม ได้เป็นแรงบันดาลใจและท้าทายผู้คนนับพันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวใจหลายดวงถูกปลุกเร้าและหลายชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เมื่อได้ฟังเธอเล่าด้วยคำพูดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ถึงการเลี้ยงดูอย่างพอเพียงของพระเจ้าต่อความต้องการของเธอ แม้ในยามที่เธอตกเป็นเชลยในค่ายกักกันของนาซี

ค่ายกักกันนั้นไม่เพียงสกปรก แต่ยังมีตัวหมัดยั้วเยี้ยไปหมด เบธซี่พี่สาวของคอรี่ซึ่งถูกขังอยู่ด้วยกันยืนยันว่าพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 5:18 นั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา “จงขอบพระคุณในทุกกรณี” แต่การขอบพระคุณในที่ซึ่งมีแต่ตัวหมัดคอยรังควานนั้นดูจะเป็นไปได้ยากสำหรับคอรี่ กระทั่งเธอตระหนักว่าเหตุใดพวกทหารยามจึงไม่ย่างกรายเข้ามาในโรงนอนเพื่อห้ามพวกเธอไม่ให้อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญ พวกเขาไม่อยากเจอกับตัวหมัด พวกนักโทษจึงมีอิสระที่จะนมัสการและเรียนพระคัมภีร์ ใช่แล้ว แม้แต่ตัวหมัดก็ยังเป็นตัวแทนแห่งพระคุณและเป็นสิ่งที่เราต้องขอบพระคุณพระเจ้า

สิ่งใดบ้างที่เป็น “ตัวหมัด” ในชีวิตเรา? พวกมันไม่ใช่ความยุ่งยากที่ร้ายแรง แต่เป็นแค่ตัวก่อความรำคาญเล็กๆ เป็นการทดสอบเล็กๆน้อยๆที่เรามิอาจหนีพ้น เป็นไปได้ไหมที่พวกมันเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนเรา เป็นบทเรียนของจิตวิญญาณ ซึ่งจะช่วยให้เราอดทนมากขึ้น เมื่อเราถูกทดลองจนอยากบ่น จงคิดถึงตัวหมัดพวกนี้และโมทนาขอบพระคุณ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีสิ่งใดหรือไม่ที่เข้ามาสร้างปัญหาและความยุ่งยากในชีวิตคุณ แต่กลับให้ผลดีแก่ชีวิตคุณ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2010

1 ยอห์น 1:5-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าประสงค์ให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 5-7)
  2. เราควรจะจัดการกับความบาปของเราอย่างไร? (ข้อ 8-10)

(ย2) ยอมภาวนา

สลัดอากาศได้จี้สายการบินอินเดียเป็นเวลา 8 วัน และในวันที่ 31 ธันวาคม 1999 มือปืนก็ออกคำสั่งสุดท้ายก่อนที่จะปล่อยตัวประกัน “ผมเสียใจ แต่ทุกคนจะต้องพูดว่า ยกโทษให้ผมแล้ว” โจรจี้เครื่องบินซึ่งมีรหัสลับว่า “เบอร์เกอร์” กล่าวสำทับให้ทุกคนพูดว่า “ผมยกโทษให้คุณ” เมื่อผู้โดยสารบางคนไม่เชื่อฟัง หลังจากได้ยินคำนั้นแล้ว กลุ่มสลัดอากาศก็หายลับไปในทะเลทราย

มีบางคนที่เย่อหยิ่งจนยืนกรานให้คนอื่นยกโทษให้ และเราจะไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทำเช่นนั้นแน่นอน เพราะพวกเราส่วนใหญ่รู้ว่าจะได้รับพระเมตตาและการยกโทษจากพระเจ้าก็ต่อเมื่อเราถ่อมใจลง จริงใจ และกลับใจจริงๆ

อัครทูตยอห์นเขียนว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน. 1:9) คำที่แปลว่า “สารภาพ” นั้นหมายถึง “การพูดอย่างเดียวกันหรือการเห็นด้วย” เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า หมายถึงเราเห็นด้วยกับพระองค์ในเรื่องบาปของเรา เรื่องความต้องการที่จะได้รับการชำระ และเรื่องความปรารถนาที่จะยกโทษให้ผู้ที่ทำผิดต่อเรา (มธ. 6:15) เราร้องเสียงดังว่า “ยกโทษให้ข้าพระองค์ด้วย”

ไม่มีใครจะรู้สึกถึงเสรีภาพอันแท้จริงได้โดยปราศจากการยกโทษ ต้องการการยกโทษจากพระเจ้า และผู้อื่นก็ต้องการจากเรา เพราะการสารภาพบาป เป็นกุญแจที่เปิดประตูไปสู่การให้อภัย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมีความบาปที่คุณจะสารภาพและกลับใจใหม่และขอการยกโทษจากพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยากอบ 1:2-3

ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2010

ฮีบรู 4:14-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ใคร คือ มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ของเรา? (ข้อ 14)
  2. สิ่งใดที่ทำให้พระเยซูทรงคู่ควรที่จะเป็นมหาปุโรหิตของเรา? (ข้อ 15)
  3. พระคำของพระเจ้าท้าทายเราให้กล้าในสิ่งใด? (ข้อ 16)

(ย2) ยอมภาวนา

เช้าวันหนึ่ง สก็อต ลองและภรรยาเพิ่งตื่นนอนและยังอยู่บนเตียง ทันใดนั้นเอง ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนอนของพวกเขา และเดินอ้อมเตียงมาทางที่สก็อตนอนอยู่

หากผู้ที่เข้ามาเป็นคนแปลกหน้า ก็จะถือว่าเป็นการบุกรุกอย่างผิดกฎหมาย ถ้าเขาเป็นเพื่อน ก็ถือเป็นการบุกรุกเข้ามาอย่างผิดกาลเทศะ แต่คนที่เข้ามานั้นเป็นลูกชายวัยเตาะแตะที่เดินมาหาและกระโดดขึ้นบนเตียง พูดอย่างมั่นใจว่า “หนูจะอยู่ตรงกลาง” สก็อตปลาบปลื้มกับความรู้สึกมั่นใจของเด็กน้อยที่รู้ว่าตนเป็นที่ต้องการของพ่อมแม่

เราทั้งหลายก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่เบื้องพระพักตร์พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราเช่นเดียวกัน ฮีบรู 4:16 บอกว่า เราสามารถ “มีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” เราเข้าหาพระเจ้าได้ด้วยความมั่นใจในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการหรือความปรารถนาใด โดยรู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยเรา (1 เปโตร 5:7)

นักเขียน ฟิลิปส์ บรูคซ์ ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้ามนุษย์เป็นมนุษย์ และพระเจ้าเป็นพระเจ้า การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการอธิษฐานก็ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่น่ากลัวเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่โง่ที่สุดด้วย”

อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นคนโง่ และละเลยความช่วยเหลือที่เราจะได้เมื่อเราอธิษฐานต่อพระบิดาของเรา แต่จงเข้ามาด้วยความกล้าหาญของลูกที่รู้ว่าพ่อของเขารักและต้องการเขา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณต้องการให้พระเจ้าทรงช่วยคุณในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2010

ยอห์น 15:9-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่แสดงว่าเรายึดมั่นในความรักของพระเจ้า? (ข้อ 9-13)
  2. ผู้ที่พระเจ้าจะทรงเรียกว่าเป็นมิตรสหายของพระองค์นั้นจะทำในสิ่งใด? (ข้อ 14-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ผู้เข้านมัสการตั้งอกตั้งใจฟังขณะที่ศิษยาภิบาลเริ่มอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์…” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งขัดขึ้นมาว่า “เป็นไงบ้าง คู่หู”

ทุกคนเริ่มหัวเราะเมื่อรู้ว่าเสียงนั้นมาจากออร์แกนซึ่งบังเอิญไปจับเอาคลื่นวิทยุที่คนขับรถบรรทุกใช้สื่อสารกันเข้า การนมัสการวันนั้นไม่ค่อยราบรื่นนัก เนื่องจากผู้เข้านมัสการต่างก็แอบหัวเราคิกคัก เพราะเสียงที่พวกเขาคิดกันว่าพระเจ้าทรงตรัสตอบศิษยาภิบาลและเรียกเขาว่า “คู่หู”

โมเสสทราบดีว่าการเป็นสหายของพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร มันคือความสัมพันธ์ที่มากกว่าคู่หู พระเจ้ามักจะตรัสกับโมเสสแบบ “สองต่อสองเหมือนมิตรสหายสนทนากัน” (อพย. 33:11) อับราฮัมก็ถูกเรียกว่ามิตรสหายของพระเจ้าเช่นกัน ( 2 พศด. 20:7)

แต่คุณและฉันเป็นมิตรสหายของพระเจ้าได้หรือไม่? ในพระคัมภีร์ที่เราอ่านในวันนี้ พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างมิตรภาพแห่งความรักทรงเรียกสาวกของพระองค์ว่ามิตรสหาย (ยน. 15:13,15) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็เป็นมิตรสหายของเรา” (ข้อ 14)

พระองค์ทรงสั่งอะไรเรา? พระองค์สั่งให้เรารักพระองค์ด้วยสุดใจของเรา และรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง (มก. 12:30-31) เราสามารถเป็นสหายของพระเจ้าได้ด้วยวิธีนี้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นมิตรสหายของพระเยซูหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2010

สดุดี 92 :12-15

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. คนชอบธรรมเจริญเติบโตขึ้นในที่ใด? ( ข้อ 12-13)
  2. ลักษณะของชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้าเป็นอย่างไร? (ข้อ 14-15)

(ย2) ยอมภาวนา

มีคำพูดคุ้นหูประโยคหนึ่งบอกว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข ไม่สำคัญ” นั่นคงเป็นท่าทีของ จอห์น เคลลี อย่างแน่นอน เคลลีเสียชีวิตในปี 2004 เมื่ออายุได้ 96 ปี เขาเคยวิ่งมาราธอนในเมืองบอสตันถึง 58 ครั้ง (26.2 ไมล์ต่อครั้ง) รวมทั้งการวิ่งครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1992 ตอนที่เขาอายุ 84 ปี

ความสามารถอันโดดเด่นของเคลลีเป็นสิ่งที่เตือนให้เราแต่ละคนไม่ลืมว่า เราต้องรักษาความคล่องแคล่วไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มีคนจำนวนมากมายที่เข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ปล่อยตัวเองไปวันๆ และบ่อยครั้งที่คริสเตียนก็หยุดการรับใช้พระเยซูคริสต์

ตราบเท่าที่พระองค์ประทานให้เรามีกำลังทั้งทางกายและทางความคิด เราแต่ละคนมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าในการทำงานด้วยสุดใจ “เหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (คส.3:23) เราไม่ได้ถูกเรียกให้พ้นจากชีวิตนี้เพื่อเดินทางไปสู่สวรรค์

ผู้เขียนพระธรรมสดุดีบอกว่าผู้ชอบธรรม “แก่แล้วก็ยังเกิดผล” (สดด.92:14) สำหรับคนที่ร่างกายยังเอื้ออำนวย นั่นหมายความถึงการรับใช้อย่างร้อนรนเรื่อยไป ส่วนคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว นั่นหมายความถึงการอธิษฐานและการรับใช้เบื้องหลังอย่างแข็งขัน

อย่าให้อายุและวัยของเรายับยั้งการเกิดผลของเรา เราต้องเดินต่อไปเพื่อพระเจ้า ถ้าหากเราอยากหนุ่มอยู่เสมอ จงอยู่อย่างมีประโยชน์เสมอ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2010

1 โครินธ์ 9:24-27

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าให้ตัวอย่างการดำเนินชีวิตแก่เราอย่างไร? (ข้อ 24-27)
  2. อะไร คือ ผลที่ได้รับเมื่อเราทำเช่นนั้น? (ข้อ 17)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อดี แอล มูดี้เริ่มชราภาพ มีผู้ไปขออนุญาตเขียนชีวประวัติของเขา แต่มูดี้กลับปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “เราไม่ควรจะเขียนเรื่องของคนๆหนึ่ง ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ สิ่งสำคัญคือชีวิตของเขาจบลงอย่างไร ไม่ใช่เริ่มต้นอย่างไร”

บั้นปลายชีวิตของเราคือการทดสอบความมั่นคงในการติดตามพระคริสต์อย่างแท้จริง ถ้าความสัมพันธ์ของเรากับองค์พระผู้ช่วยให้รอดเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เราก็มั่นใจได้ว่าเราไม่เพียงแต่จะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์เท่านั้น แต่จะได้รับมงกุฎแห่งชัยชนะด้วย (1 คร. 9:25)

เปาโลกังวลว่าเขาเองอาจเป็นคนที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย (ข้อ 27) เขาเป็นผู้เชื่อที่ได้รับการไถ่และรับใช้พระเจ้า แต่ก็ยังกลัวว่างานรับใช้ของเขาจะกลายเป็นไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง แทนที่จะเป็นทองคำ เงินหรือเพชรพลอย (1 คร. 3:12-13)

พระเจ้าจะทรงตีค่าเราอย่างไร? คนที่ประเมินเราจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่าเรายังคงเกิดผลแม้เมื่อชราภาพ? (สดด. 92:14) ไม่ว่าเราจะได้รับมอบหมายให้ทำงานใดๆ ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถ “ตั้งมั่นอยู่ อย่าหวั่นไหว จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้ (1 คร. 15:58)

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ เป้าหมายในการดำเนินชีวิตของคุณ? และคุณจะเริ่มทำสิ่งใดเพื่อจะไปถึงเป้าหมาย?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2010

1 เธสะโลนิกา 1: 1-10

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ความเชื่อที่ได้แสดงออกเป็นการกระทำของชาวเธสะโลนิกาที่เปาโลได้กล่าวถึง? (ข้อ 2-10)

(ย2) ยอมภาวนา

ฟรานซิส แอสเบอรี่ ขี่ม้าเป็นระยะทาง ปีละ 9,700 กิโลเมตรเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ แม้สุขภาพของเขาจะไม่ดี แต่เขายังคงขี่ม้าต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยหากต้องเดินทางไกลเป็นเวลานาน เขาเลี้ยงตัวเองด้วยเนื้อกวางแดดเดียว ซึ่งไม่เน่าเสีย แอสเบอรี่เป็นที่จดจำในฐานะ “นักเทศน์บนหลังม้า” รุ่นแรกของคณะเมโธดิสต์ วิธีที่เขาใช้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการยึดดินแดนอเมริกันเพื่อพระคริสต์ การตั้งคริสตจักรในพื้นที่ห่างไกลเป็นหัวใจของการทำพันธกิจของเขา

ขณะที่เขาใกล้จะวางมือจากพันธกิจ แอสเบอรี่ได้คัดเลือกนักเทศน์ที่ชอบเดินทางกว่า 700 คน ในปี 1771 ที่แอสเบอรี่เดินทางมาถึงดินแดนอาณานิคม จำนวนคริสตจักรในคณะเมโธดิสท์มีเพียง 600 คนในอเมริกา แต่ 45 ปีต่อมา มีจำนวนถึง 200,000 คน

ยุทธศาสตร์ในการตั้งคริสตจักรของแอสเบอรี่นั้นคล้ายกับเปาโล เปาโลได้เขียนจดหมายถึงคริสตจักรที่ท่านก่อตั้งขึ้นในเมืองเธสะโลนิกาว่า “เพราะว่าพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายาเท่านั้น แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน” (1 ธส. 1:8; กจ.17:1-10)

ยุคของ “นักเทศน์บนหลังม้า” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราแต่ละคนยังมี “ดินแดนที่ต้องเข้าถึง” ซึ่งได้แก่ เพื่อน ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ที่เป็นเสมอนทุ่งนาในการทำพันธกิจของเรา มีใครบ้าง ที่คุณคิดว่าจำเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐในวันนี้?

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2010

2 พงศาวดาร 24:15-22

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. บรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์ทำสิ่งใดอันทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ? (ข้อ 18-19)
  2. การไม่ยอมฟังและทอดทิ้งพระเจ้าให้ผลอย่างไร? (ข้อ 20)

(ย2) ยอมภาวนา

ในหนังสือเรื่องผู้บริสุทธิ์ (To Kill a Mockingbird) แอตติคัส ฟินช์เป็นทนายมีชื่อในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีการแบ่งแยกสีผิวทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกายุค 1930 เมื่อแอตติคัสรับทำคดีความระหว่างชายผิวดำผู้บริสุทธิ์กับคนผิวขาวสองคนที่ไม่ซื่อสัตย์ เขารู้ว่าเขาต้องเผชิญกับอคติอันเลวร้ายของคณะลูกขุน แต่จิตสำนึกเร้าให้เขาพูดความจริงอย่างกล้าหาญท่ามกลางการต่อต้าน

ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมก็มักถูกส่งให้ไปกล่าวความจริงแก่ชนชาติที่ดื้อรั้น “พระองค์ยังทรงใช้ผู้เผยพระวจนะมาท่ามกลางเขา นำเขาให้กลับมายังพระเจ้า คนเหล่านี้เป็นพยานปรักปรำเขา แต่เขาไม่ยอมฟัง” (2 พศด. 24:19) สิ่งที่พวกเขาถ่ายทอดมักทำให้พวกเขาถูกข่มเหงหรือบางครั้งก็ถูกฆ่า (ฮบ. 11:32-38)

ระหว่างที่พระคริสต์ทรงกระทำพระราชกิจในโลก พระดำรัสของพระองค์ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจ (ลก. 4:21-30) แต่ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ความอยุติธรรมที่ทำให้พระเยซูทรงถูกประหารบนไม้กางเขนนั้นกลับเป็นการซื้อความรอดให้กับเรา

ตอนนี้ ในฐานะที่เราเป็นตัวแทนของพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ เราต้องส่งเสริมการคืนดี ความยุติธรรมและความสัตย์ซื่อ ซึ่งอาจหมายถึงการพูดความจริงท่ามกลางการต่อต้าน นี่คือความรับผิดชอบของผู้เชื่อทุกคนกระทั่งถึงวันที่พระคริสต์ทรงพิพากษา (วว.20:11-15) การพูดความจริงแล้วถูกปฏิเสธ ดีกว่าการไม่พูดเลยเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน 2010

1 โครินธ์ 13

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. การกระทำทั้งหลายทั้งปวงจะไร้คุณค่าหากปราศจากสิ่งใด? (ข้อ 1-3)
  2. ความรักมีลักษณะอย่างไร? (ข้อ 4-7)

(ย2) ยอมภาวนา

เมื่อผมถามผู้คนที่ทุกข์ลำบากว่า “ใครเป็นคนช่วยคุณ?” ไม่มีใครเลยที่พูดถึงอาจารย์ทรงคุณวุฒิจากสถาบันพระคริสตธรรมชื่อดังหรือนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียง เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้ที่เจ็บปวดได้

ไม่มีใครชี้ชัดได้ว่าเราจะต้องตอบสนองต่อผู้ที่ทนทุกข์อย่างไรจึงจะ “เหมาะสม” บางคนจะเล่าถึงเพื่อนที่ใช้ความสนุกสนานช่วยให้พวกเขาลืมความเจ็บป่วย แต่บางคนถือว่าวิธีนี้เป็นการดูถูก บางคนต้องการการพูดคุยที่จริงใจตรงไปตรงมา แต่บางคนก็พบว่าการพูดเช่นนี้ทำให้รู้สึกท้อแท้

ไม่มียาวิเศษใดๆที่สามารถรักษาผู้ที่เจ็บปวดได้ ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้ต้องการความรักเพราะความรักจะทำให้รับรู้ได้เองว่าเขาต้องการสิ่งใด ฌอน วาเนียร์ ผู้ก่อตั้งขบวนการ อาร์คเช (L’Arche) เพื่อพัฒนาผู้พิการกล่าวไว้ว่า “ผู้คนที่บาดเจ็บซึ่งต้องทนทุกข์และเจ็บป่วยร้องขอเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ หัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและการเสียสละตนเองเพื่อพวกเขา หัวใจที่เต็มด้วยความหวังสำหรับพวกเขา”

ความรักเช่นนี้อาจเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับเรา แต่ความรักแท้ที่เปาโลได้บอกไว้นั้น “ทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง” (1 คร. 13:7)

เช่นเดียวกับที่พระเจ้ามักจะใช้ผู้คนธรรมดาให้นำการรักษาของพระองค์มา ผู้ที่ทนทุกข์ไม่ได้ต้องการความรู้และสติปัญญา พวกเขาต้องการความรักจากเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. สิ่งที่คุณกำลังทำให้ผู้อื่นนั้นมาจากความรักหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 15:10

ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ 

 

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2010

สุภาษิต 3:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้า อะไร คือ พระบัญชาของพระเจ้าสำหรับเรา? (จง, อย่า) (ข้อ1-12)
  2. อะไร คือ ผลที่เราจะได้รับหากเราทำตามพระบัญชาของพระเจ้า? (ข้อ 1-12)

(ย2) ยอมภาวนา

มันเป็นเพียงเครื่องหมายจุลภาค (,) ตัวเล็กๆ แต่กลับทำให้บริษัทล็อคฮีดต้องจ่ายเงินเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ สัญญาที่บริษัทนี้ทำไว้กับลูกค้าต่างประเทศรายหนึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้น ด้วยการใส่เครื่องหมายจุลภาคไว้ผิดที่ในตัวเลขที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางบริษัทยืนยันว่า ผู้ผลิตต้องการปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้ทุกประการ แต่นับเป็นโชคร้ายของบริษัทล็อคฮีด ที่ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นในส่วนของสมการที่ใช้ในการปรับราคาขายและทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินถึง 70 ล้านดอลลาร์

ความบาปก็เช่นกัน มีมูลค่าความเสียหายที่สูง แม้ว่าในเวลาหนึ่งมันอาจจะดูเหมือนเล็กน้อยจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ในที่สุด การแบกน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกเพียงไม่กี่ปอนด์อาจทำให้นักวิ่งต้องสูญเสียเวลาอันมีค่าในการแข่งขันนัดสำคัญ เช่นเดียวกัน “รากขมขื่น” หรือความเกลียดชังในชีวิตของเราสามารถก่อให้เกิดอันตรายอันใหญ่หลวงในฝ่ายวิญญาณต่อตัวเอง ผู้อื่นและต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าได้ (ฮบ.12:15)

พระธรรมสุภาษิต 3 บอกว่า เราสามารถเชื่อได้เลยว่าพระเจ้าจะทรงตีสอนเราถ้าหากเราไม่เชื่อฟังพระองค์ (ข้อ 11-12) และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมจึงเป็นการฉลาดที่เราจะ “ยำเกรงพระเจ้าและหันจากความชั่วร้าย” (ข้อ 7) ถ้าหากเราเอาจริงเอาจังกับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ เราจะเกลียดชังความบาปทุกอย่าง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

แล้วคุณล่ะ? คุณกำลังปล่อยให้ความบาปบางอย่างเข้ามาพัวพันในชีวิตและทำให้คุณช้าลงในการแข่งขันฝ่ายวิญญาณหรือไม่ (ฮบ.12:2) จงสารภาพบาปเสีย ไม่เช่นนั้น มันจะมีค่าเสียหายที่สูงมากในภายหลัง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2010

มัทธิว 5:43-48

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเยซูทรงสอนให้เราทำสิ่งใด? เพราะอะไร? (ข้อ 43-47)
  2. อะไร คือ ลักษณะการดำเนินชีวิตที่เราควรเป็น? (ข้อ 48)

(ย2) ยอมภาวนา

ทหารนายหนึ่งรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินนายพลโรเบิร์ต อี.ลี กล่าวยกย่องชมเชยเพื่อนายทหารด้วยกันให้ฟัง “ท่านนายพลครับ” เขากล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่าชายที่ท่านกล่าวยกย่องอยู่นี้เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งของท่าน และเขาไม่เคยปล่อยโอกาสที่จะพูดให้ร้ายท่านหลุดลอยไปแม้แต่ครั้งเดียว” “ผมทราบ” ท่านนายพลกล่าว “แต่ผมถูกขอให้แสดงความคิดเห็นของผมที่มีต่อเขา ไม่ใช่ความคิดเห็นของเขาที่มีต่อผม”

ความเมตตาของนายพลลีเป็นภาพที่ทำให้เราเห็นถึงการตอบแทนความชั่วด้วยความดี ผมตระหนักดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ แท้จริงแล้ว ในบางครั้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องฟังในสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการอธิษฐานเผื่อศัตรูของเรา (มธ. 5:44) ถ้าเราเชื่อฟังพระผู้ช่วยให้รอดของเราในเรื่องนี้หมายความว่าเราต้องใช้เวลาพูดคุยกับพระบิดาในสวรรค์ของเราถึงผู้ที่ปฏิบัติไม่ดีกับเรา เราก็จะสามารถรักและพูดถึงเขาในแง่ดีได้ง่ายขึ้น การปฏิบัติไม่ดีต่อใครก็ตามซึ่งเราเพิ่งอธิษฐานเผื่อเขาเป็นเรื่องที่ขัดกันและไม่สามารถคิดได้

อับราฮัม ลินคอล์น เคยกล่าวไว้ว่า “วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำลายศัตรูก็คือการทำให้เขาเป็นมิตรกับคุณ” โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เรารักศัตรูของเรา อวยพรพวกเขา ทำดีกับเขา และอธิษฐานเอเขา เช่นเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ให้เราพร้อมเสมอที่จะตอบแทนความชั่วด้วยความดี แม้กระทั่งกับศัตรูของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2010

1 โครินธ์ 1:26-31

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงเลือกคนแบบใด? เพื่ออะไร? (ข้อ 26-28)
  2. เหตุใดเราจึงควรโอ้อวดพระเจ้าผู้ทรงอยู่ในชีวิตของเรา? (ข้อ 29-31)

(ย2) ยอมภาวนา

โธมัส เชพเพิร์ต เติบโตมาในครอบครัวพิวริทันซึ่งเคร่งศาสนามาก แต่เขาไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ชีวิตเขากลับจมลงในความบาป เช้าวันอาทิตย์หนึ่ง เขาตื่นขึ้นมาด้วยอาการเมาค้าง ความเศร้าใจหนักอึ้งต่อความชั่วช้าเลวทรามของตนได้ทับถม ลงมาใส่เขาจนถึงจุดที่ทำให้เขาละทิ้งวิถีชีวิตเก่าๆ ของตนเอง

อีก 9 เดือนต่อมา ความกลัวต่อพระพิโรธของพระเจ้าเกือบทำให้เขา “วิ่งเอาศีรษะชนกำแพง…หวังฆ่าตัวตาย” แต่ขณะที่กำลังฟังคำเทศนาจากพระธรรม 1 โครินธ์ 1:30 เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่า พระคริสต์ทรงเป็นทุกสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ พระเยซูทรงมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบซึ่งเขาไม่สามารถทำได้ พระองค์ทรงชำระบาปของเขาบนกางเขน และทรงเป็นทนายที่แก้ต่างแทนเขาในสวรรค์

ในขณะที่กล่าวถึงพระธรรมยอห์น 1:12 ที่ว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” นั้น เชพเพิร์ด กล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดประทานหัวใจที่ต้อนรับพระคริสต์ให้กับผมด้วยพระหัตถ์ของพระองค์…แล้วทรงประทานสันติสุขให้กับผมด้วย”

หากคุณต้องการสันติสุขซึ่งมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ให้ได้ จงทูลขอให้พระองค์ประทานความเข้าใจอันลึกซึ้งถึงความผิดบาปของตนเองให้กับคุณ แล้วใคร่ครวญถึงพระคุณอันแสนมหัศจรรย์ที่พระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์ให้เป็นทุกสิ่งสำหรับคุณ และสุดท้ายให้รื้อฟื้นคำมั่นสัญญาที่คุณเคยให้ไว้กับพระเจ้าขึ้นใหม่ หรือต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณเป็นครั้งแรก

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2010

ยอห์น 15:13-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. สิ่งใดที่ได้สำแดงถึงความรักที่ยิ่งใหญ่? (ข้อ 13)
  2. พระเยซูทรงเรียกผู้เชื่อและผู้ที่ดำเนินตามพระวจนะของพระองค์ว่าเป็นใคร? (ข้อ 14-15)
  3. อะไร คือ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราเป็นมิตรสหายของพระเยซู? (ข้อ 16)

(ย2) ยอมภาวนา

โจเซฟ สครีเวน ผู้เขียนบทเพลง “มีสหายเลิศคือพระเยซู (What A Friend We Have In Jesus)” ซึ่งหลายคนชื่นชอบนั้น รู้รสชาติของหัวใจที่เจ็บปวดรวดร้าวและความอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นอย่างดี ว่าที่เจ้าสาวของเขาได้จมน้ำตายตอนเย็นของวันก่อนที่ทั้งสองจะเข้าสู่พิธีวิวาห์ ต่อมาคู่หมั้นคนที่ 2 ก็เสียชีวิต ความหวังที่จะได้แต่งงานของเขาพังทลายลงอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นมิตรภาพของพระคริสต์ได้ค้ำจุนเขาไว้

ไม่ว่าใครก็สามารถมีมิตรภาพเช่นนี้ได้ จอห์น ชายคนหนึ่งที่ติดยาแต่อาการของเขาดีขึ้นเมื่อเขาได้พบกับพระเยซูในขณะที่เขาต่ำลงถึงจุดที่ต่ำที่สุดในชีวิต เขาสัมผัสได้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสถามเขาว่า “คุณอยากมีเพื่อนสักคนที่จะอยู่กับคุณตลอดไปหรือไม่” ขณะที่จอห์นกำลังร้องไห้ให้กับสภาพที่แหลกเหลวของตัวเองนั้น เขาตอบด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “อยากครับ” แล้วพระคริสต์ก็เสด็จเข้ามาในชีวิตของเขา

ต่อมาเขาต้องการผ่าตัดเปลี่ยนตับเป็นการด่วน และเมื่อพี่น้องคนที่นำเขาให้รู้จักพระเจ้าถามเขาว่า “จอห์น คุณรู้มั้ยคนที่ชอบเยาะเย้ยอาจจะพูดกับคุณว่า ‘พระเยซูทรงเป็นเพื่อนแบบไหนกันเมื่อดูจากสภาพของคุณ’” จอห์นตอบว่า “ผมไม่ได้กำลังพูดเช่นนั้น แน่นอนผมไม่ต้องการที่จะจากครอบครัวของผมไป แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเยซูยังคงเป็นเพื่อนของผมเสมอ”

พระเยซูได้ตรัสในพระธรรมยอห์น 15:14 ว่าเราเป็นมิตรสหายกับพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์แบบ 2 ทาง แต่พระองค์ได้ตรัสเพิ่มถึงเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งคือ เราต้องดำเนินอย่างเชื่อฟังไปกับพระองค์ ต่อเมื่อเราทำตามเงื่อนไขเท่านั้น เราจึงสามารถเป็นพยานได้ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเยซูยังทรงเป็นเพื่อนของฉันเสมอ”

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเป็นมิตรสหายของพระเยซูหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2010

โรม 16:17-20

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้ากล่าวถึงคนแบบใด ที่เป็นเหตุให้ผู้คนหลงไป? (ข้อ 17-18)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำ? และอะไรที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราสามารถทำสิ่งดังกล่าวนั้นได้แน่นอน? (ข้อ 19-20)

(ย2) ยอมภาวนา

ตัวละครที่มีเสน่ห์ทั้งในวรรณกรรมและในละครโอเปร่าตัวหนึ่งได้แก่ ดร.เฟาสท์ บุคลิกลักษณะของดร.เฟาสท์มีที่มาจากตำนานเยอรมันเกี่ยวกับเรื่องของชายคนหนึ่งที่ได้ทำสัญญาไว้กับซาตาน และยอมมอบวิญญาณของตนเพื่อแลกเปลี่ยนกับความหนุ่ม ความรู้และอำนาจแห่งเวทย์มนต์

ศิลปินคนหนึ่งได้วาดภาพตำนานดังกล่าวลงบนผืนผ้าใบ แสดงเรื่องราวของดร.เฟาสท์ออกมาเป็นภาพของเกมแข่งขันหมากรุกที่ดุเดือด ดรเฟาสท์เป็นสัญลักษณ์ของชายหญิงในโลกที่นั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ พร้อมด้วยหมากเพียง 3 หรือ 4 ตัววางอยู่บนกระดานตรงหน้า ใบหน้าของเขาบูดเบี้ยวด้วยความสิ้นหวัง ส่วนโต๊ะอีกด้านหนึ่ง ซาตานนั่งอยู่ด้วยอาการกระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะที่ปรากฏอยู่ ศิลปินตั้งชื่อภาพนี้ว่า “รุกจนแต้ม (Checkmate)” ผู้เชี่ยวชาญการเล่นหมากรุกคนหนึ่งได้มาที่ห้องแสดงภาพเขียนนี้และหยุดดูภาพดังกล่าวอยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่จะร้องออกมาว่า “ยังไม่จบ นั่นยังไม่ใช่รุกจนแต้ม พระราชาและอัศวินยังสามารถเดินต่อไปได้อีก”

หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ที่ดูเหมือนว่าซาตานกำลังจะชนะ เจ้าแห่งโลกนี้ดูเหมือนจะควบคุมเกมอยู่ แต่ถึงกระนั้น พระเยซูคริสต์จะทรงเดินหมากตัวสุดท้าย เปาโลสามารถกล่าวอ้างอย่างกล้าหาญได้ว่า “ไม่ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุข จะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย” (รม. 16:20) มารซาตานไม่สามารถชนะและไม่มีวันจะชนะ ในฐานะคริสเตียนเราสามารถดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจได้ว่า การแข่งขันยังไม่สิ้นสุดจนกว่าเวลาสิ้นสุดจะมาถึง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ท่าทีที่คุณควรมีเหตุเพราะชัยชนะของพระคริสต์?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2010

2 โครินธ์ 5:17-21

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร จะเกิดขึ้นเมื่อเราได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์? (ข้อ 17)
  2. เราได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์และคืนดีกับพระเจ้าได้เพราะเหตุใด? (ข้อ 18-21)

(ย2) ยอมภาวนา

เพื่อช่วยเยียวยาบาดแผลซึ่งเกิดจากความอยุติธรรมทางด้านเชื้อชาติ รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ตัดสินใจที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนคนใดก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาสารภาพความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ตนได้ก่อขึ้น

ความชั่วร้ายต่างๆได้ถูกเปิดโปงและสารภาพออกมา มีบางครอบครัวเพิ่งได้รับทราบเกี่ยวกับการตายของคนที่ตนรักว่า “ทำไม อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไร” เป็นครั้งแรก หลายคนกลบเกลื่อนคำสารภาพของตนโดยกล่าวว่า “ผมเพียงแต่ทำตามคำสั่งเท่านั้น” สำหรับครอบครัวของเหยื่อบางราย ความจริงได้นำมาซึ่งการยุติในระดับหนึ่ง

ความจริงเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้นำมาซึ่งการคืนดี แต่การคืนดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความจริงนั้นมาควบคู่กันกับพระคุณ แหล่งแห่งพระคุณนั้นคืออะไร ยอห์นกล่าวว่าพระเยซูทรง “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) และเปาโลได้กล่าวว่า เมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น “พระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์” (2 คร. 5:19)

ในฐานะคริสเตียน เราได้มีประสบการณ์กับพระคุณและการอภัยของพระเจ้าอย่างลึกซึ้งเป็นการส่วนตัว และเพราะเราได้คืนดีกับพระองค์ เราจึงสามารถเผื่อแผ่พระคุณนั้นไปยังคนอื่นได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010

ยอห์น 12:23-26

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ ภาพเปรียบเทียบของผลจากการเสียสละ? (ข้อ 24)
  2. อะไร คือ สิ่งที่ทำให้พระเจ้าได้รับเกียรติและเราได้รับชีวิตนิรันดร์? (ข้อ 25-27)

(ย2) ยอมภาวนา

สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือท่าเรือนิวยอร์ค คือ อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ นานกว่า 100 ปีแล้วที่เทพีนี้ชูคบเพลิงเสรีภาพไว้และเชื้อเชิญคนนับล้านที่ทนทุกข์กับระบอบเผด็จการและการกดขี่ให้มาเยือน ผู้คนพากันเข้าไปหาสัญลักษณ์ของรูปปั้นนั้น นั่นคือ เสรีภาพ

ข้อความซึ่งจารึกไว้ที่ฐานของเทพีเสรีภาพเป็นคำที่แตะต้องใจผู้คนเป็นอันมาก เขียนโดย เอมม่า ลาซารัสว่า “จงมอบคนที่เหน็ดเหนื่อย คนยากจน ฝูงชนมากมายที่ใฝ่หาลมหายใจแห่งเสรีภาพ คนที่ถูกปฏิเสธจากแผ่นดินของท่านให้แก่เรา ส่งคนเหล่านี้ซึ่งไร้ที่พำนักและเร่ร่อนมาหาเรา เราจะชูตะเกียงส่องสว่างที่ข้างประตูทองคำ”

มีอนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งมายาวนานจากประวัติศาสตร์ เสนอเสรีภาพฝ่ายวิญญาณให้แก่ผู้ที่ตกเป็นทาสทั่วโลก นั่นคือกางเขนของชาวโรมันซึ่งพระเยซูคริสต์ถูกตรึงเมื่อ 2,000 ปีก่อน เห็นครั้งแรกอาจไม่น่าดู แต่แล้วเราจะมองเห็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ปราศจากบาปทรงสิ้นพระชนม์เพื่อจ่ายแทนโทษแห่งความบาปของเรา จากกางเขนนั้นเราได้ยินเสียงตรัสว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษให้เขา” (ลก.23:34) และ “สำเร็จแล้ว” (ยน.19:30) เมื่อเราวางใจให้พระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ภาระหนักของความบาปก็ออกไปจากจิตวิญญาณที่อ่อนแรงและเราเป็นอิสระชั่วนิรันดร์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : ยอห์น 12:25

ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์ 

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2010

1 โครินธ์ 1:18-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. คนที่เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่เป็นคนแบบใด? และคนที่เห็นว่าเรื่องการเขนเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นเป็นคนแบบใด? (ข้อ 18)
  2. อะไร ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเรื่องการเขนเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า? (ข้อ 24-25)

(ย2) ยอมภาวนา

ในภาคกลางของอินเดียช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ 20 ความตึงเครียดระหว่างคริสเตียนและผู้ที่ไม่เชื่อได้เพิ่มสูงขึ้น ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับคำสั่งให้ปีนขึ้นไปบนยอดของตึก 3 ชั้นเพื่อรื้อไม้กางเขนออกจากหลังคา แต่ทว่าไม่สำเร็จ ที่จริงชายผู้นี้ตกจาหลังคาลงมาที่พื้นและบาดเจ็บสาหัส เมื่อถูกนำส่งโรงพยาบาล เขาได้เตียงข้างๆ คนไข้คริสเตียนคนหนึ่ง เมื่อคริสเตียนผู้นั้นเล่าให้ฟังถึงความไม้ของกางเขน และสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเขาบนกางเขน พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขา ทำให้เขาร้องออกมาว่า “พระเยซูเจ้าข้า โปรดยกโทษให้ผมด้วย ผมไม่ได้เจตนาจะทำเช่นนั้น แต่เขาใช้ให้ผมทำ”

ไม่ว่าผู้คนจะพยายามกำจัดสัญลักษณ์ของคริสเตียนด้วยวิธีใดก็ตาม เรารู้ดีว่าพวกเขาไม่อาจจะยับยั้งเนื้อหาของข่าวประเสริฐได้ เปาโลกล่าวว่า “เรื่องกางเขนเป็น…ฤทธานุภาพของพระเจ้า” (1 คร. 1:18) และพระเยซูตรัสว่า “แม้พลังแห่งความตายก็ไม่อาจมีชัยเหนือคริสตจักรได้” (มธ. 16:18)

กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของคริสเตียน แต่สัญลักษณ์นั้นจะไม่มีคุณค่าใดๆสำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่าพระคริสต์ทรงกระทำสิ่งใดบนกางเขน พระองค์สิ้นพระชนม์ที่นั่นเพื่อเราจะได้รับการยกโทษบาป (คส.2:13-14) ไม่ใช่เพื่อสร้างสัญลักษณ์ คุณเข้าใจความหมายของกางเขนซึ่งเหนือกว่าการเป็นแค่สัญลักษณ์ และได้วางใจในพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนหรือไม่ ถ้ายังจงตัดสินใจเสียแต่วันนี้ เพราะหนทางไปสวรรค์นั้นเริ่มต้นที่ไม้กางเขน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนกางเขนแล้วหรือไม่? มีผลกับคุณอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2010

ฟิลิปปี 3:7-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลยอมสละสิ่งสารพัดเพื่ออะไร? (ข้อ 7-11)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลทำเพื่อจะก้าวออกไปหาชีวิตนิรันดร์ในพระคริสต์? (ข้อ 12-14)

(ย2) ยอมภาวนา

เฮนรี่ เดวิด ธอโร มักถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ด้วยประโยคที่เขากล่าวไว้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ “มีชีวิตที่สิ้นหวังอยู่เงียบๆ” เขาเองไม่ต้องการตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น จึงไปใช้ชีวิตตามลำพังในป่าของเมืองวอลเด็น พอนด์ รัฐแมสซาชูเสท ตั้งแต่ปี 1845-1847 และในปี 1854 เขาได้นำประสบการณ์มาเขียนหนังสือชื่อว่า “วอลเด็น (Walden) ธอโรเขียนว่า “ผมเข้าไปอยู่ในป่าเพราะเจตนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อหน้าความจริงที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตเท่านั้น และดูเผื่อว่าผมจะสามารถเรียนรู้สิ่งที่มันสอน และเมื่อผมใกล้ตาย จะไม่ต้องพบว่าตัวเองใช้ชีวิตอย่างไม่คุ้มค่า”

เป็นความจริงที่ธอโร กล่าวว่า เราสามารถจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้มีชีวิตอย่างคุ้มค่า หลายศตวรรษก่อนหน้านี้ อัครทูตเปาโลได้บอกเราถึง วิธีป้องกันสิ่งนี้ ท่านพบว่า ชีวิตที่อุดมสมบูรณ์นั้นเริ่มต้นจากการเลิกวางใจความสำเร็จที่เราได้มาด้วยตนเอง และหันไปวางใจสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำเพื่อเราบนกางเขนเท่านั้น (ฟป. 3:7-9) แต่เปาโลไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น ท่านต้องการจะมีประสบการณ์กับพระคริสต์มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ และปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้งเป็นส่วนตัว (ข้อ 10) นอกจากนี้ท่านยังต้องการบรรลุพระประสงค์ของพระคริสต์ในการช่วยท่านให้รอดอีกด้วย (ข้อ 12-14)

พระเยซูตรัสว่า พระองค์มาเพื่อเราทั้งหลายจะได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ (ยน. 10:10) และเมื่อเราตระหนักถึงความคิดของพระองค์ สัมผัสพระทัยและมีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอย่างคุ้มค่าก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010

เอเฟซัส 5:1-14

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เราควรทำเพื่อพิสูจน์ความเชื่อแท้? (ข้อ 1-2)
  2. เมื่อเรามีความเชื่อแท้แล้ว อะไร คือ สิ่งที่เราไม่ควรทำ? (ข้อ 3-12) เพราะเหตุใด? (ข้อ 13-14)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งบอกว่า เขาวางใจพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด แต่เขากลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับการล่วงประเวณี และมีเพื่อนสนิทที่ชอบคุยโวถึงการหลีกเลี่ยงกฎหมายด้วยวิธีที่ไม่ซื่อสัตย์และไร้ศีลธรรม ชายคนนี้ตั้งใจฟังเวลาที่อาจารย์อธิบายพระคัมภีร์และดูเหมือนว่าเขาจะซาบซึ้งเมื่อรับการอธิษฐานเผื่อ แต่เขาไม่เคยแสดงอาการเสียใจกับอดีตเลย เขายังคงใช้ชีวิตเหมือนเคยและไม่ได้แสงความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง เขาเข้าใจอย่างถูกต้องว่าพระเยซูทรงยอมรับเราอย่างที่เราเป็น แต่เขาคิดว่าการดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระคริสต์นั้นเป็นแค่ทางเลือก ซึ่งในที่สุดเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมเลยก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน

ในเอเฟซัส 5 เปาโลพูดถึงคำสอนเท็จ ซึ่งแทบจะไม่ให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงว่า เป็น “คำพูดที่เหลวไหล” (ข้อ 5-6) เมื่อเรามีความเชื่อที่แท้จริง จะมีบางสิ่งที่สำคัญยิ่งเกิดขึ้นกับเราและภายในเรา พวกเราซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น “ความ” ได้กลายมาเป็น “ความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 8)  ผลที่ตามมาได้แก่ ชีวิตที่ชัดเจนถึง “ความดีทุกอย่าง และความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” (ข้อ 9)

หากเรามีความเชื่อที่แท้จริง เป้าหมาของเราอยู่ที่การถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะไม่ใช้ชีวิตเยี่ยงคนที่ไม่รู้จักพระองค์ นั่นเป็นสัญญาณที่แน่นอนของความเชื่อที่แท้จริง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ชีวิตของคุณได้สำแดงถึงความเชื่อแท้หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2010

2 โครินธ์ 2:14-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราผ่านทางชีวิตในพระคริสต์? (ข้อ 14)
  2. พระองค์ประทานให้เรามีกลิ่นหอมแห่งชีวิตเพื่ออะไร? (ข้อ 15-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ชายคนหนึ่งเลี้ยงวัวอยู่ในทะเลทรายโอวายฮี ทางภาคใต้ของเมืองบอยซี่ รัฐไอดาโฮ ครั้งหนึ่งเพื่อนของเขาได้ไปเยี่ยมเขาและเขาได้ชี้ให้เพื่อนของเขาดูต้นสนตะปุ่มตะป่ำต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงต้นเดียวที่มองเห็นได้ในที่นั้น และถามเพื่อนของเขาว่า “รู้ไหมว่าต้นไม้นั่นมีอะไรดี” คำตอบก็คือ มันทำหน้าที่ให้ร่มเงาแก่วัวเป็นอย่างดี  ต้นไม้นี้ให้ข้อคิดเตือนใจเราว่า  “จงเป็นร่มเงาในที่ที่คุณอยู่”  

ข้อคิดจากเรื่องดังกล่าวนี้ไม่ต่างจากตัวอย่างชีวิตของชายอีกคนที่เป็นคนเลี้ยงวัวซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับเมืองโลเมต้าในรัฐเท็กซัส เขารู้จักทุกคนในเมืองนั้น จำชื่อทุกคนได้และรู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคนเหล่านั้น เขามักจะหยุดถามถึงเด็กที่กำลังเจ็บป่วยหรือคู่สมรสที่มีปัญหากัน จากนั้นก็จะพูดหนุนใจและอธิษฐานเผื่อ เขาไม่เคยบังคับให้ใครมาเชื่อ แต่สิ่งที่เขาทำนั้นมีอิทธิพลในทุกแห่งที่เขาไป เขามี “กลิ่นหอมของพระคริสต์” (2 คร. 2:15)

เราก็มีกลิ่นหอมเช่นเดียวกันนี้ได้ในทุกที่ๆเราไป เมื่อเราสำแดงความรักของพระเยซูอย่างเงียบๆ แม้ว่าจะไม่มีใครยอมรับความพยายามของเรา แต่พระเจ้าทรงเห็นและทรงทราบ ดังนั้น จงอย่าท้อแท้หรือยอมแพ้ แต่จงเป็นร่มเงาในที่ที่คุณอยู่ สิ่งที่คุณทำนั้นมีความสำคัญนิรันดร์ในสายพระเนตรของพระเจ้า

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2010

มาระโก 11:20-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร เกิดขึ้นกับต้นมะเดื่อที่พระเยซูทรงสาป? (ข้อ 20-21)
  2. เหตุการณ์นี้พระเยซูทรงสอนบทเรียนใดแก่สาวก? (ข้อ 22-24)

(ย2) ยอมภาวนา

มีหลายสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นเมื่อสิ่งนั้นมีขนาดที่เหมาะสม อย่างเช่น ถ้าคุณมีงานใหญ่ที่ต้องทำ ก็ควรจะแบ่งออกเป็นส่วนเล็กๆและจัดการทีละส่วน นี่เป็นความจริงไม่ว่าคุณจะตกแต่งบ้านใหม่ เก็บกระเป๋าเพื่อไปพักผ่อน หรือดูและโครงการของคริสตจักร

โรซาลินด์ รินเคอร์แนะนำว่า หลักการนี้ใช้กับการอธิษฐานได้เช่นกัน เธอพบว่าการทูลขอต่อพระเจ้าแบบรวมๆทุกเรื่องนั้นดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเธอเริ่มอธิษฐานอย่างเจาะจง ในปริมาณที่เหมาะสม เธอได้เห็นผลที่เกิดขึ้น

เธอแนะนำว่าเราควรอธิษฐานอย่างเจาะจงและขอในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริง รินเคอร์ยังเสริมอีกว่า เมื่อเราเห็นพระเจ้าตอบคำทูลขอที่เล็กน้อยของเราแล้ว เราก็จะขอสิ่งที่จำเป็นมากกว่าด้วยความเชื่อที่มากขึ้น

คุณเคยอธิษฐานแบบทั่วไป กว้างๆ โดยไม่เห็นผลไหม? จะเป็นการฉลาดกว่าที่จะขอในสิ่งที่เล็กน้อยและเจาะจงมากกว่า โดยเชื่ออย่างแท้จริงว่าจะได้รับคำตอบ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเคยอธิษฐานขอพระเจ้าทำลายหนังสือลามกให้หมดโลก คงเป็นการดีกว่าหากจะอธิษฐานให้ร้านค้ามุมถนนหยุดขายแล้วอธิษฐานถามพระเจ้าว่า คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2010

ฮีบรู 13:5-6

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าบัญชาให้เราทำสิ่งใด? (ข้อ 5)
  2. เพราะอะไร เราจึงสามารถอยู่อย่างไว้วางใจและพอใจในการจัดเตรียมของพระเจ้าได้? (ข้อ 5-6)

(ย2) ยอมภาวนา

พระธรรมฮีบรูได้ให้ข้อแนะนำบรรดาชายหญิงที่ดำเนินชีวิตกับค่านิยมแบบศตวรรษที่ 21 ว่า “ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน” และ “จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่” (ข้อ 5) ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการมีเงินเป็นบาป แต่เงินอาจทำให้เกิดปัญหาได้ โลกของเรามักเชื่อคำโกหกที่ว่า ความร่ำรวยและความพอใจเป็นของคู่กัน มันแยกกันเกือบไม่ออก แต่คนรวยมากมายที่โอ้อวดตัวเลขในบัญชีธนาคารก็ยังไม่มีความพึงพอใจ พวกเขาต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ และใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ไป

“จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่” แล้วคุณมีอะไรล่ะ คุณคิดถึงเงินในธนาคารหรือหุ้นทันทีเลยหรือเปล่า คุณกำลังคิดผิด ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า หากคุณมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อในพระเจ้าองค์นิรันดร์ คุณก็มีพระองค์ และพระองค์สัญญาว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ข้อ 5) เมื่อคุณมีพระเจ้าแล้ว คุณก็พูดได้อย่างมั่นใจว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า” (ข้อ 6)

หากคุณมีทุกสิ่งแต่ไม่มีพระเจ้า คุณก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย แต่หากพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยและคุณไม่ได้มีอะไรมากนัก คุณก็พอใจได้ จิตวิญญาณที่อิ่มเอมก็ดีกว่ามีกระเป๋าที่ตุงด้วยเงิน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2010

กาลาเทีย 5:16-26

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าบัญชาให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร? (ข้อ 16) และชีวิตเช่นนั้นมีลักษณะอย่างไร? (ข้อ 22-23)
  2. ลักษณะชีวิตแบบใดที่เราไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา? (ข้อ 19-21)

(ย2) ยอมภาวนา

ผมได้อ่านเรื่องขำขันเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เดินยิ้มแย้มอย่างสุขใจออกมาจากร้านขายอุปกรณ์ช่างโดยที่เลื่อยไฟฟ้าอยู่ในมือเจ้าของร้าน บอกว่า เลื่อยตัวนี้สามารถตัดต้นโอ๊คใหญ่ๆ ได้ถึง 5 ต้นภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เมื่อ 24 ชั่วโมงผ่านไป ชายคนเดินกลับมาแต่ใบหน้าไร้รอยยิ้ม เขาตำหนิว่า เลื่อยนั้นไม่ได้ตัดต้นโอ๊ค 5 ต้นได้ภายใน 1 ชั่วโมง เขาบอกว่า “ผมต้องใช้เวลาทั้งวันในการตัดต้นไม้ 5 ต้น”

เจ้าของร้านแปลกใจมาก เขาเดินออกมานอกร้านและดึงสายติดเครื่อง แล้วฟันเลื่อยก็หมุนอย่างรวดเร็ว เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของมันทำให้ลูกค้าคนนั้นตกใจสะดุดล้มลง แล้วพูดว่า “นั่นเสียงอะไรน่ะ”

เป็นเรื่องตลกที่ใครสักคนจะพยายามตัดต้นไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าโดยไม่ติดเครื่องก่อน แต่เราที่เป็นคริสเตียนก็ทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นเหมือนกัน เมื่อเราพยายามจะดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์ด้วยกำลังของเราเอง เราหงุดหงิด เหน็ดเหนื่อยใจเมื่อพยายามจะทำอะไรเองตามแผนการที่เราได้วางไว้ เราล้มเหลวในการดึงพลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในตัวเราออกมาใช้ (รม. 8:9-11) การทรงสถิตของพระองค์จะเป็นจริงและทรงพลังเมื่อเราพึ่งพาในพระองค์

พระองค์เจ้าข้า เรามักลืมสิ่งที่สำคัญเสมอ ขอโปรดฟื้นฟูข้าพระองค์ขึ้นใหม่ในพระกำลังของพระองค์ โดยวิธีการของพระองค์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังดำเนินชีวิตด้วยกำลังของตัวเอง หรือด้วยการพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร คือ สิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัส และสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้แก่พี่เลี้ยง หรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ :  1 โครินธ์ 1:24-25

แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่า พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์ 

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2010

เอเฟซัส 1:15-23

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เพราะเหตุใด เปาจึงได้ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องในเมืองเอเฟซัส? (ข้อ 15-16)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เปาโลอธิษฐานเผื่อพี่น้อง? เพื่ออะไร? (ข้อ 17-19)
  3. อะไร คือ สิ่งที่พระคำของพระเจ้าทำให้เรารู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงมีฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่มาก? (ข้อ 20-23)

(ย2) ยอมภาวนา

หลานชายวัย 2 ขวบของผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบ่อโคลนเดือด ในเมืองโรโตรัว ประเทศนิวซีแลนด์ ขณะที่เราเดินไป แล้วมองไม่เห็นว่ามีการปะทุของโคลน เขาจะถามว่า “ถ่านหมดแล้วเหรอ?” เขาเคยชินกับของเล่นไฟฟ้ามากเสียจนคิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต้องใช้พลังงานจากถ่านไฟฉาย!

คริสเตียนเองก็อาจเข้าใจผิดเช่นนี้ได้ เราพึ่งพากำลังอันน้อยนิดของเราในการดำเนินชีวิตอันชอบธรรม แต่มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมอันสูงส่งของพระเจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำไม่ได้ เราจึงขาดความสุขแบกภาระหนัก และพ่ายแพ้อย่างหมดหวังเปาโลอธิษฐานเพื่อผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัสว่า“ขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่าในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่ามรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร” (อฟ.1:18-19) และฤทธิ์เดชที่พร้อมที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติยศแด่พระเจ้านั้นเป็นฤทธิ์เดชเดียวกับที่ “ทรงชุบให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตายและให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรคสถาน” (ข้อ 20)

เราจะดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าส่วนกับฤทธิ์อำนาจอันไม่สิ้นสุดของพระองค์ โดยการแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์และขอให้พระองค์เติมเราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ทุกๆ วัน  ความสว่างของโลกไม่มีวันหมดพลังงาน

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณวางใจในพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตของคุณหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2010

สดุดี  66:1-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุผลที่ผู้เขียนสดุดีสรรเสริญพระนามพระเจ้า? (ข้อ 1-12)
  2. พระเจ้าทรงทดสอบชีวิตของผู้เขียนสดุดีอย่างไร เพื่อหล่อหลอมชีวิต แต่ในที่สุดเขาได้รับผลชีวิตอย่างไร? (ข้อ 9-12)

(ย2) ยอมภาวนา

“เอฟ.บี.เมเยอร์ กล่าวไว้ว่า เป้าหมายหลักของชีวิตไม่ใช่เพื่อจะทำ แต่เพื่อจะเป็น” ด้วยเหตุนี้ เราจึงกำลังถูกจัดเตรียมทุกๆวัน เช่นเดียวกับเงินที่ถูกหลอมด้วยไฟ หัวใจของเราก็ต้องถูกหล่อหลอมในเตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจ ผู้เขียนสดุดีกล่าวในขณะที่ท่านกำลังโศกเศร้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องลุยไฟ” (สดด.66:12)

กระบวนการหล่อหลอมนั้นอาจเจ็บปวด แต่มันจะไม่ทำลายเรา เพราะพระองค์ทรงประทับอยู่ข้างๆเตาเผาและคอยดูไฟที่ลุกโชนอยู่ พระองค์จะไม่ปล่อยให้เราถูกทดลองเกินกว่าที่เราจะทนได้ และมันจะเป็นผลดีกับเรา

เราอาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดเราต้องทนทุกข์เช่นนั้นปีแล้วปีเล่า ไม่มีวันสิ้นสุดและไร้เป้าหมาย และรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่มีความสำคัญอันเป็นนิรันดร์เลยแม้แต่น้อย แต่พระเจ้ากำลังทำสิ่งที่สำคัญ นั่นก็คือการหล่อหลอมเรา เพื่อจะได้พัฒนาความอดทน ความอ่อนสุภาพ ความถ่อมใจ ความเมตตาสงสาร และคุณความดี “เล็กๆน้อยๆ” อื่นๆซึ่งมักจะขาดหายไปจากจิตใจของเรา

ฉะนั้น อย่ากลัวหรือตื่นตระหนกต่อการทดลองที่อาจจะสร้างความเจ็บปวดให้คุณในวันนี้เพราะพระเจ้าได้ทรงกลั่นกรองด้วยสติปัญญาและความ รักของพระองค์แล้ว ด้วยว่าพระองค์ทรงประทับอยู่ข้างๆเตาเผาเพื่อ ปรับอุณหภูมิความร้อนของไฟ ควบคุมกระบวนการผลิต และรอคอยอย่างอดทนจนกว่าพระพักตร์ของพระองค์จะปรากฏในชีวิตของเรา – DHR

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังเผชิญกับบททดสอบชีวิตที่พระเจ้าต้องการหล่อหลอมชีวิตคุณอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2010

โรม 5:12-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. การฝ่าฝืนของอาดัมทำให้เกิดอะไรขึ้น และส่งผลอย่างไร? (ข้อ 12-14)
  2. อะไร คือ ทางแก้ไขที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา? (ข้อ 15-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ศิษยาภิบาลลูอี้กำลังเทศนาว่าบาปมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง “บาปมีอยู่ทุกที่!” เขาเน้นหนักแน่น เขาเล่าว่าขณะที่กำลังจอดรถรอสัญญาณไฟ เขาเห็นชายในรถคันข้างหน้าดื่มโค้กเสร็จ แล้วเปิดประตูรถวางขวดลงบนถนนแล้วก็ขับไป ลูอี้บอกว่า “นั่นไม่ถูก! มันเป็นความบาปที่เห็นแก่ตัว! เขาอาจทำให้รถคันอื่นต้องยางแบน หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ได้” ปกติแล้วเราไม่ค่อยได้คิดว่าการทิ้งของเรี่ยราดเป็นบาป แต่สิ่งนี้เป็นหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงความเห็นแก่ตัวตามกมลสันดานของเรา

หลังเลิกประชุม ลูอี้ยืนทักทายสมาชิกอยู่ที่ประตู อาจารย์สอนพระคัมภีร์ในมหาวิทยาลัยคริสเตียนในละแวกนั้นพูดเบาๆ ขณะเดินผ่านไปว่า “ความบาปวางขวดไว้บนถนน แต่พระคุณเก็บขวดนั้นขึ้นมา”

บัดนี้หลายปีผ่านไป ลูอี้ยังไม่ลืมบทเรียนจากคำเตือนสติในครั้งนั้น ซึ่งตรงกับพระธรรมบทที่หนุนใจเราได้ดีที่สุดบทหนึ่งคือ โรมบทที่ 5 ที่บรรยายถึงพระคุณของพระเจ้า การฝ่าฝืนของอาดัมได้นำความบาปเข้ามาในโลก (ข้อ12) และผลของบาปได้แผ่ไป ถึงมวลมนุษย์ทุกคน แต่พระเจ้าทรงสนองตอบด้วยพระคุณ และประทานการอภัยโทษผ่านทางพระบุตรของพระองค์ไปสู่ทุกคนที่ตัดสินใจเชื่อ เมื่อมนุษยชาติทำบาป พระเจ้าทรงตอบด้วยพระคุณอันไพบูลย์ (ข้อ 20)

พระเจ้าไม่เพียง “เก็บขวดขึ้นมา” เท่านั้น แต่ทรงชำระล้างใจของผู้ที่กระทำบาปด้วย! การสารภาพบาปคือผืนดินที่การอภัยโทษเจริญงอกงามขึ้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณกำลังทำสิ่งใดที่ฝ่าฝืนน้ำพระทัยพระเจ้าอยู่หรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2010

อพยพ 4:10-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระคำของพระเจ้าทำให้เรารู้ว่า โมเสสมีลักษณะอย่างไร? (ข้อ 10)
  2. แม้โมเสสจะมีลักษณะเช่นนั้น แต่พระเจ้ากลับใช้เขาอย่างไร? (ข้อ 11-17)

(ย2) ยอมภาวนา

ในปี 1992 ชายคนหนึ่งจากซีแอตเทิลได้ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งรองผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน โดยได้เปลี่ยนชื่ออย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็น “คนไม่สำคัญ” เมื่อเริ่มต้นหาเสียง เขาบอกว่าเขาอยากจะทักทายผู้ที่มาเลือกตั้งว่า “สวัสดีครับ ผมคือคนไม่สำคัญ เลือกผมเถอะครับ” ภายหลังเขายอมรับว่าทำอย่างนั้น เพราะต้องการล้มล้างตำแหน่งรองผู้ว่าการรัฐ

ชายคนนี้ใช้ชื่อเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจ แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้มากมายหลายอย่างเกี่ยวกับคนที่แสดงตัวว่าตนไม่สำคัญ ความถ่อมใจที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่ดี ผู้แต่งสดุดีได้กล่าวว่า เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องมองเห็นว่าความโง่เขลาของเราเมื่อขาดพระเจ้า (สดด.73:22; สภษ.30:2) พระเยซูเองก็ได้ทรงสำแดงให้เราเห็นว่า ถ้าปราศจากพระเจ้า เราก็ไม่อาจทำสิ่งที่มีคุณค่าถาวรได้เลย (ยน.5:30; 15:5)

แต่เรื่องราวของโมเสสที่พยายามบอกว่าตนเองเป็น “คนไม่สำคัญ” นั้น เป็นข้ออ้างที่ท่านจะไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า (อพย.4:1-17) เราอาจปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นราวกับคนไร้คุณค่า แต่จงจำไว้ว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างคนที่ไม่สำคัญ หากเรายอมจำนนต่อพระองค์เหมือนอย่างโมเสส เราจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่พระองค์ปรารถนาให้เราทำ ด้วยพระกำลังของพระองค์ หากปราศจากพระคริสต์ เราทำสิ่งใดไม่ได้เลย แต่หากมีพระองค์ เราทำทุกสิ่งที่พระองค์อยากให้เราทำได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเคยรู้สึกถึงความต่ำต้อยของตนเองหรือไม่? อย่างไร?
  2. คุณเคยรู้สึกว่าคนอื่นต่ำต้อยกว่าคุณหรือไม่? อย่างไร?
  3. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

 

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2010

มัทธิว 1:18-25

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. โยเซฟรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่ามารีย์มีครรภ์? (ข้อ 18-19)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าได้ยืนยันให้โยเซฟมั่นใจ? (ข้อ 20-23)
  3. โยเซฟตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างไร? (ข้อ 24-25)

(ย2) ยอมภาวนา

ในเทศกาลที่เฉลิมฉลองข้ามคืนในกรุงปารีส วัยรุ่น 5 คนที่เมาเหล้าได้งัดเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อ็อคเซย์ และทิ้งรอยกรีดยาว 4 นิ้วไว้บนภาพวาดอันประเมินค่าไม่ได้ของ คล็อด โมเนต์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมคริสติน อัลบาเนล กล่าวว่า ภาพวาดนั้นสามารถซ่อมแซมได้ แต่เธอรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับความเสียหายอันเกิดขึ้นจาก “อาชญากรรม” ครั้งนี้

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “งานชิ้นเอกของโมเนต์เสียหาย” คำว่า เสียหาย หมายถึงถูกทำร้าย ถูกทำลาย ทำให้เสียรูปร่าง หรือลด  “คุณค่า” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสิ่งที่ความบาปทำกับเรา เรารู้ดีว่าการที่เราตัดสินใจเพิกเฉยหรือดื้อดึงต่อพระเจ้าจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร

ทูตสวรรค์ได้บอกกับโยเซฟว่า “มารีย์จะประสูติบุตรชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่าน เป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (มธ.1:21) พระเยซูเป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงมอบให้โลกที่ถูกทำให้เสียหายไปเพราะความบาป “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม.6:23)

ผลงานชิ้นเอกของพระเจ้าคือมนุษยชาติ ที่ได้รับความเสียหายเพราะหันไปจากพระองค์นั้นยังมีทางแก้ไข เมื่อเรามอบใจของเราให้พระคริสต์ พระเยซูเสด็จมาในโลก เพื่อซ่อมแซมชีวิตของเราที่เสียหายเพราะความบาป

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณเคยรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับคุณหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2010

ลูกา 1:24-38

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดแก่เอลีซาเบธ? (ข้อ 24-25)
  2. พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดแก่มารีย์ ? และเธอตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างไร? (ข้อ 26-38)

(ย2) ยอมภาวนา

ดูเหมือนว่าปัญหาส่วนใหญ่ของเราจะวนเวียนอยู่กับการต้องการในสิ่งที่เราไม่มี หรือมีในสิ่งที่เราไม่ต้องการลึกๆแล้ว ทั้งในความ ปรารถนาอันแรงกล้าและการท้าทายที่เราต้องฟันฝ่า มีความต้องการที่จะเห็นพระหัตถ์พระเจ้าทรงช่วยในสัจธรรมแห่งชีวิต 2 ประการนี้ บันทึกของลูกาเกี่ยวกับการบังเกิดของพระเยซูก็เริ่มต้นที่นี่

นางเอลีซาเบธผู้สูงวัยปรารถนาจะมีบุตร แต่สำหรับมารีย์ผู้อ่อนเยาว์และถูกหมั้นหมายไว้นั้น การตั้งครรภ์กลับกลายเป็นสิ่งน่าอัปยศ แต่เมื่อ ทั้งสองรู้ว่าตนเองกำลังจะมีบุตร พวกเธอยอมรับข่าวนั้นด้วยความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงรู้ว่าเมื่อใดเป็น เวลาที่ดีที่สุด และไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ (ลก.1:24-25, 37-38) ในขณะที่เศคาริยาห์และเอลีซาเบธต้องทนทุกข์กับความขมขื่นแห่งการไม่มีลูก พวกเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็น “คนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้าและดำเนินตามบัญญัติ และกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้า” (ข้อ 6) และทูตของพระเจ้าได้บอกกับมารีย์ว่าพระเจ้าทรงโปรดปรานเธอ (ข้อ 30)

ตัวอย่างของคนเหล่านี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของจิตใจที่เชื่อวางใจและยอมรับวิถีอันลึกลับของพระเจ้า และการทรงช่วยโดยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะสลับซับซ้อนมากเพียงใด สำหรับคริสเตียน การทดสอบกับการเชื่อวางใจแยกกันไม่ได้

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ ตัวอย่างที่ดีของมารีย์ที่คุณได้พบในวันนี้?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2010

อิสยาห์ 40 : 3-11

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลก?  (ข้อ 3-5; 10-11)
  2. อะไร คือ สิ่งที่ผู้นำข่าวดีทำ? (ข้อ 9)

(ย2) ยอมภาวนา

ในลอนดอนยังคงมีร่องรอยความรุ่งเรืองที่ยังคงเหลืออยู่ของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีประดับมงกุฎ หรือรถม้าสีทอง ภาพแห่งความมั่งคั่งและอำนาจแบบเดียวกันนี้เองที่อยู่ในความคิดของคนในยุคของอิสยาห์ ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ยินพระสัญญาเรื่องพระเมสสิยาห์ แต่พระเมสสิยาห์ผู้ที่ปรากฏขึ้นนั้นทรงสวมพระสิริอีกแบบหนึ่ง คือพระสิริแห่งความถ่อมใจ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ผู้ที่สามารถบัญชากองทัพและอาณาจักรทั้งปวงได้อย่างพระทัยปรารถนา

พระเจ้าองค์นี้ปรากฏพระองค์ขึ้นที่เบธเลเฮมเป็นทารกที่พึ่งตนเองไม่ได้ และต้องพึ่งพานางมารีย์ในการเลี้ยงดูและให้ความรักบรรดาผู้นำมากมายในโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเหล่าองครักษ์ เสียงแตร และอัญมณีส่องประกาย แต่พระเจ้าทรงมาเยือนโลกนี้ในคอกสัตว์ไม่มีบริวาร และไม่มีที่ที่จะให้พระองค์บรรทม นอกจากในรางอาหารสัตว์ ความจริงแล้ว อาจมีสัตว์เป็นพยานรู้เห็นการประสูติมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ

ฟิลิปส์ บรูค ได้บรรยายไว้ว่า ราตรีสงบ ราตรีสงัด พระคริสต์เสด็จลงมาเป็นพรสวรรค์ประเสริฐล้ำเลิศ ประทานแก่ชาวโลกา ในศาสนาส่วนใหญ่ ความกลัวเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่อพูดถึงการเข้าหาพระเจ้า แต่ในพระเยซู พระเจ้าได้ทรงเตรียมหนทางที่จะสร้างสัมพันธ์กับเราโดยไม่ต้องมีความกลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในพระคริสต์ พระเจ้าทรงปิดบังความเป็นพระเจ้าเอาไว้ เพื่อรับใช้และช่วยมนุษย์ให้รอด

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร เกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณในวันนี้ และคุณจะตอบสนองอย่างไร?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : เอเฟซัส 1:18

และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2010

กิจการ 9:1-9

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ในระหว่างการเดินทางไปดามัสกัสเปาโลมีประสบการณ์กับสิ่งใด? (ข้อ 3-4)
  2. เปาโลทูลถามสิ่งใดต่อพระเยซู? และพระเยซูทรงตอบเขาว่าอะไร? (ข้อ 5-6)

 

(ย2) ยอมภาวนา

   

สมัยที่เป็นนักเรียนศาสนศาสตร์ ผมมักประทับใจเรื่องราวของคริสเตียนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระเจ้า ผมจึงขอพระเจ้าให้ผมมีความเข้าใจและพลังฝ่ายวิญญาณอย่างพวกเขา ดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นคำขอที่น่ายกย่อง แต่วันหนึ่งผมได้รู้ว่าที่จริงแล้วมันเป็นคำอธิษฐาน ที่เอาตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น แทนที่จะขอพระเจ้า เปลี่ยนผมให้เหมือนคนอื่น ผมจึงเริ่มขอให้พระเจ้า ทรงสำแดงสิ่งที่พระองค์ต้องการให้ผมทำ

เมื่อเซาโลแห่งทารซัสกลับใจบนถนนสู่ดามัสกัส เขาได้ถามคำถาม 2 ข้อ ข้อแรกคือ “พระองค์ทรงเป็นผู้ใด?” และเมื่อรู้ว่าเขากำลังอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ก็มีอีกคำถามเดียวเท่านั้นที่เขาต้องการรู้ “พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์ทำอะไร?” (กจ.9:5-6) เขารู้ว่าการ เชื่อฟังน้ำพระทัยพระเจ้าจะเป็นจุดศูนย์กลางชีวิตของเขาไปจนวันตาย

การขอสุขภาพที่ดี ขอการหายโรค ขอความสำเร็จและแม้แต่ขอฤทธิ์เดชฝ่ายวิญญาณไม่ใช่สิ่งผิด แต่มันอาจกลายเป็นคำอธิษฐานที่เห็นแก่ตัวหากมิได้ มาจากหัวใจที่มุ่งมั่นจะเชื่อฟังพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา” (ยน.14:21) การเชื่อฟังแสดงถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้า และทำให้เราได้รับรู้ถึงความรักที่พระองค์มีต่อเรา

คุณได้กล่าวคำที่น่ายกย่องว่า “พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์ทำอะไร?” แล้วหรือยัง? วิธีที่ดีที่สุดที่จะรู้น้ำพระทัยพระเจ้าคือการ “เชื่อฟัง” พระองค์

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. ที่ผ่านมาคุณอธิษฐานเพื่อให้พระเจ้าตอบสนองความต้องการหรือเพื่อคุณจะรู้จักและรู้ความต้องการของพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

 

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:9

“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” 

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2010

เลวีนิติ 26:3-16

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. จากพระสัญญาในข้อนี้ อะไร คือ สิ่งที่อิสราเอลต้องทำ?(ข้อ 3) และหากเขาทำพระเจ้าจะทำสิ่งใดเพื่อเขา? (ข้อ 4-13)
  2. อะไร คือ สิ่งที่จะทำให้เราไม่ได้รับตามที่พระเจ้าทรงสัญญา?

 

(ย2) ยอมภาวนา

ระหว่างที่ผมเข้ารับการฝึกภาคพื้นฐานของกองทัพ จ่าผู้ฝึกสอนต้องใช้ความพยายามอย่าง หนักหลายต่อหลายอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนพวกเราจากพลเรือนตัวงอๆให้กลายเป็นกลุ่มชายหนุ่มที่ ยืนตัวตรงและเดินอย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งเป็นงานที่ยากมาก จนในที่สุดเมื่อเขากล่าวออกมาว่า “พวกคุณดูดีมาก!” พวกเราก็รู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น และได้รับการเปลี่ยนแปลง

ประสบการณ์คราวนั้นผุดขึ้นมาในความคิดของ ผม เมื่อได้อ่านพระธรรมเลวีนิติ 26:13 “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อเจ้าจะมิได้เป็นทาสของเขา เราได้หักคานแอกของเจ้าออกเสียเพื่อให้เจ้าเดินตัวตรงได้” 400 ปีของการเป็นทาสและถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ประชาชนอิสราเอลต้องแบกรับความทุกข์ยากและหมดสิ้นกำลังใจ แต่ภายใต้การนำของ โมเสส พระเจ้าทรงนำพวกเขาออกจากการเป็นทาส ไปสู่ชีวิตใหม่ที่มีอิสรภาพโดยการเชื่อฟังพระองค์

เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนถึงสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำเพื่อเราทางพระเยซูคริสต์ เปาโลเขียนไว้ว่า “เพื่อเสรีภาพนั้นเอง พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่นและอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย” (กท.5:1)

เราไม่จำเป็นต้องเดินตัวงอเพราะความบาปอีกต่อไป เมื่อเราได้เข้าสู่เสรีภาพ แห่งความชอบธรรมโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราก็สามารถยืดตัวตรงและก้าวเดินอย่างสง่างามได้ ไม่มีทางตันบนถนนแห่งการเชื่อฟัง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. มีบางสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้คุณไม่ได้รับในสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับคุณหรือไม่? สิ่งนั้นคืออะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

 

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:9

“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” 

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2010

สดุดี 24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครองสิ่งใดบ้าง? (ข้อ 1) และพระเจ้าผู้ครอบครองนี้ทรงมีพระลักษณะอย่างไร? (ข้อ 7-10)
  2. บุคคลเช่นใดที่จะได้รับพรจากพระเจ้า? (ข้อ3-5)

(ย2) ยอมภาวนา

คุณไม่ใช่เจ้านายของฉัน!” คุณเคยได้ยินเด็กๆพูดประโยคนี้กับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าพวกเขาไหม? พวกเขาพยายามที่จะอ้างถึงความเป็น อิสระของตัวเอง ไม่เพียงแต่เด็กๆเท่านั้น ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ แล้วก็ตาม เรามักไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าเราต้องทำอะไร มากไปกว่านั้น คนๆนั้นอาจสั่งให้เราทำ สิ่งที่เราไม่อยากทำ หรือให้เราเข้าไปในสถานการณ์ ที่เราไม่อยากจะข้องแวะ

ภายในตัวเรานั้นมีความกลัวที่จะไว้วางใจในพระเจ้า เรากลัวที่จะวางชีวิตของเราให้พระหัตถ์ของพระเจ้าควบคุม เราพอใจที่จะพูดว่า “พระองค์ไม่ใช่เจ้านายของข้าพระองค์” มากกว่า ความคิดเช่นนี้เป็นปัญหาใหญ่ ในความเป็นจริงเราไม่สามารถบอกกับพระองค์ว่า พระองค์ไม่เกี่ยว ในสดุดี 24 ดาวิดกล่าวไว้ว่า “แผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นเป็นของพระเจ้า ทั้งพิภพกับบรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพนั้น” (ข้อ1) พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายของ “บรรดาผู้ที่อยู่ในพิภพ” ซึ่งหมายถึงพวกเราทุกคน

เพราะฉะนั้นเราควรตอบสนอง โดยไว้วางใจในพระองค์และให้พระองค์ทรง เข้ามาครอบครองชีวิตของเรา เมื่อเรายอมจำนนต่อฤทธานุภาพของพระองค์ เราควรบอกกับพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของข้าพระองค์! ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อการครอบครองของพระองค์ และข้าพระองค์ต้องการจะทำงานร่วมกับพระองค์ เพื่อให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ”

เราเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นเจ้าของเรา งานของเราคือวางใจในพระองค์และดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง…พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1.  คุณได้ดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงการครอบครองของพระเจ้าหรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:9

“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” 

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม 2010

สดุดี 96

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่ผู้เขียนสดุดีหนุนใจเราให้ทำทุกวัน? (ข้อ 1-2)
  2. อะไร คือ วิธีประกาศความรอดที่ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวถึง? (ข้อ 3-13)

(ย2) ยอมภาวนา

ไทเกอร์ วู๊ดได้รับชัยชนะอันน่าทึ่งในการแข่งขัน ชิงชนะเลิศมากมายระหว่างการเป็นนักกอล์ฟ มืออาชีพ แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหล่านี้กลับไม่เป็นที่สังเกต เพราะมันค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 7 ปี ในระหว่างนั้น ไทเกอร์เข้าร่วมการแข่งขันถึง 142 ครั้ง มากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆในประวัติศาสตร์ ของสหรัฐ สิ่งนี้ประกาศถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นของเขา ความตั้งมั่นและความตั้งใจที่จะไม่ย่อท้อ

ก่อนหน้านี้ ผมได้รับการท้าทายจากคำพูดของ เพื่อนที่ปรารถนาจะติดตามพระเจ้าแบบ “มั่นคงทุกวันไม่ใช่แค่โดดเด่นเป็นครั้งคราว” ชีวิตแห่งความ เชื่อในพระเยซูคริสต์ของผมเป็นอย่างไรบ้าง? ผมสม่ำเสมอหรือสะเปะสะปะ? ผมเชื่อถือได้หรือไม่?

เราอาจมีประสบการณ์ที่โดดเด่นและพิเศษในขีวิตฝ่ายวิญญาณ แต่การเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้าวันต่อวันเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะสำแดงความรักอันต่อเนื่องแด่พระองค์ ในสดุดี 96 เรียกร้องให้เราเป็นพยานและสรรเสริญพระองค์ “จงร้องเพลงถวายพระเจ้า สรรเสริญพระนามของพระองค์ จงประกาศความรอดของพระองค์ทุกๆวัน จงเล่าถึง พระสิริของพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาติ” (ข้อ 2-3)

เมื่อเรามีความมั่นคงและสม่ำเสมอในการถวายตัวของเราแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราก็ประกาศความรักและฤทธานุภาพของพระองค์ทุกๆวัน เมื่อเวลาผ่านไปการดำเนินชีวิตที่สัตย์ซื่อจะเป็นคำพยานที่เด่นชัดถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด การเป็นสาวกคือการเป็นประชากรที่สัตย์ซื่อของกษัตริย์เหนือกษัตริย์

 

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1.  คุณกำลังดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่สะท้อนความรอดที่พระเจ้าประทานแก่คุณหรือไม่? อย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

 

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:9

“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” 

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2010

ลูกา 14:16-26

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เจ้านายผู้หนึ่งจัดงานเลี้ยงใหญ่เชิญผู้คนมาร่วมงาน แล้วคนเหล่าที่รับปากว่าจะมาแต่ไม่มาเพราะอะไร? (ข้อ 18-20)
  2. เหตุผลเหล่านั้นส่งผลอย่างไรต่อเจ้านายผู้จัดงานเลี้ยง? (ข้อ 21-24)
  3. อะไร คือ สิ่งที่พระเยซูได้ตรัสแก่บรรดาคนที่กำลังตามพระองค์ไป? (ข้อ 25-26)

(ย2) ยอมภาวนา

เจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนต้องต่อสู้กับไฟป่า แต่มีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งต้องสู้รบกับพันธุ์ไม้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์เมอร์คิวรี (A Mercury News) รายงานว่ากลุ่มอาสาสมัครกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกำจัดพันธุ์ไม้ที่รุกรานอยู่ในป่าเรดวู้ด ของภูเขาซานตาครู้ซ พวกเขา อธิบายว่าพันธุ์ไม้ต่างถิ่นที่ต้องกำจัดนั้น มีหลายสายพันธุ์ที่วางขายอยู่ตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป อย่างเช่นเถาหมามุ่ย ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย พันธุ์ไม้ประดับโตเร็วจากต่างประเทศ ได้มาบุกรุกแย่งชิงพื้นที่หายใจและแสงแดดของพันธุ์ไม้พื้นเมือง ทั้งยังสามารถงอกปกคลุมและทำลายต้นไม้นั้นด้วย

เรื่องของพันธุ์ไม้ประดับผู้รุกรานเหล่านี้ ช่วยให้เราเข้าใจบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการช่วยกู้บรรดา ต้นไม้ พระเยซูทรงเตือนเราว่า สิ่งที่แบ่งใจที่เรา มีให้พระองค์ไป อาจสกัดกั้นการเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราได้ พระองค์ตรัสว่า แม้แต่การรักครอบครัวก็อาจเป็นอันตราย และดึงเราไปจากการติดตามพระองค์ได้ (ลก.14:16-26) พระองค์ปรารถนาให้เรารักและภักดีต่อพระองค์ผู้เดียว

หากเราให้ความสำคัญกับพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราก็จะเรียนรู้ที่จะรักครอบครัวของเราด้วยความรักที่ลึกซึ้ง และถูกต้องกว่าเดิม แต่ถ้าเราไม่ได้ภักดีต่อพระองค์อย่างสูงสุดแล้วล่ะก็ ความรักครอบครัวก็จะทำลายหัวใจของเราดังเช่นที่ไฟหรือเถาหมามุ่ยได้ทำในป่า จงอย่ายอมให้สิ่งใดมาแข่งกับพระคริสต์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1.  คุณมักมีเหตุผลมากมายในการที่จะติดตามและเชื่อฟังพระองค์หรือไม่?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

 

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันและรายงานตัวต่อพี่เลี้ยงหรือผู้นำที่ดูแลชีวิตของคุณถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้

 

ข้อท่องจำ : 2 โครินธ์ 12:9

“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” 

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2010

1 เธสะโลนิกา 4:9-12

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าประสงค์จะให้ทวีขึ้นในชีวิตของเราทุกวัน? (ข้อ 9-10)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราจะต้องกระทำด้วยความสัตย์ซื่อในทุกวันของเรา? (ข้อ 11-12)

(ย2) ยอมภาวนา

เวลามีคนถามว่า ผมเป็นอย่างไรบ้างในฐานะผู้ชายวัน 80 ปีคนหนึ่ง ผมจะตอบว่า “ชีวิตผมดำเนินมาอย่างน่าพอใจตามครรลองที่ดี” เมื่อผมสังเกตดูบรรดาเพื่อนๆ และเพื่อนบ้าน ผมตระหนักว่า คนส่วนใหญ่ก็ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติเหมือนๆกัน แม้ว่าจะไม่ต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับงานประจำที่เหนื่อยและน่าเบื่อ แต่พวกเขาก็ต้องทำงาน ดูแลครอบครัว และรับใช้ในคริสตจักร ไม่จำเป็นต้องมีวีรกรรมหรือเรื่องที่น่าตื่นเต้นใดๆในชีวิตของพวกเขา ผมก็เช่นกัน

สิ่งนี้ย้ำเตือนให้ผมระลึกถึงท่าทีของเบอร์นาร์ด บารุช รัฐบุรุษอเมริกันผู้ปราดเปรื่อง เมื่อมีคนถามว่า ใครเป็นบุคคลที่เขาคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดในยุคของเรา ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลมในวัย 94 ปี เขาตอบว่า “คือคนที่ปฏิบัติหน้าที่การงานของตนทุกวัน แม่ที่ตื่นเช้าเพื่อเตรียมอาหารให้ลูกๆ ดูแลความสะอาด และส่งพวกเขาไปโรงเรียน คนที่ทำให้ถนนหนทางสะอาด…เหล่าทหารนิรนาม คนนับล้านๆคน”

อัครทูตเปาโลได้เน้นถึงความสำคัญของความสัตย์ซื่อในชีวิตประจำวันเช่นกัน ท่านเรียกร้องให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตอย่างสงบและหาเลี้ยงครอบครัวของตน (1 เธสะโลนิกา 4:11, 1 ทิโมธี 5:8)

พวกเราส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนธรรมดาที่ดำเนินชีวิตประจำวันเหมือนๆกันทุกวัน แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าที่ไม่ธรรมดาของเราทรงประสงค์ให้เราทุกคนเป็นสาวกที่สัตย์ซื่อและเกิดผลทุกวัน ขอให้เราเป็นเช่นนั้น โลกยกย่องความสำเร็จ แต่พระเจ้าทรงยกย่องความสัตย์ซื่อ

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ วิธีที่คุณจะทวีความรักในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เป็นประจำทุกวัน?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2010

ฮีบรู 11:17-40

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. อะไร คือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดาคนเหล่านั้นได้รับการบันทึกชื่อไว้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เรา? (ข้อ 17-34)
  2. มีหลายคนที่ได้รับผลที่ไม่ดีเมื่อเขามีชีวิตบนโลกแต่เพราะความเชื่อ พวกเขาจะได้รับสิ่งใดบนแผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 35-40)

(ย2) ยอมภาวนา

รายชื่ออาจเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ แต่สำหรับรายชื่อในหนังสือฮีบรูบทที่ 11 นั้นไม่ใช่เลย เพราะนั่นคือ รายชื่อที่น่าประทับใจของผู้เชื่อในพันธสัญญาเดิมและความสำเร็จอันน่าอัศจรรย์ใจของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนฮีบรูได้ใช้คำว่า “เพราะความเชื่อ” อยู่ตลอดเวลาเพื่อย้ำถึงความเชื่ออันหนักแน่น ไม่ใช่ชื่อเสียงของพวกเขา เพราะความเชื่อ คนเหล่านั้นจึงเป็นคนที่มีชื่อเสียงดี (ข้อ 39) แต่ผลที่ได้รับนั้นดีเสมอไปหรือไม่?

ในข้อ 33-35 ผู้เขียนเน้นถึงคนเหล่านั้นที่โดยความเชื่อจึงได้มีชัยเหนือดินแดนต่างๆ ได้ปิดปากสิงห์และพ้นคมดาบ จากนั้นท่านกล่าวถึง “บางคน” ซึ่งถูกทรมานและถูกฆ่า ผู้ซึ่งความช่วยเหลือไม่เคยมาถึงทันที (ข้อ 35-38) คนเหล่านั้นมีชื่อเสียงไม่ดีหรือ? เปล่าเลย! ข้อ 39 บอกเราว่า “คนเหล่านั้นทุกคน” ทั้งผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยและไม่ได้รับการปลดปล่อย ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงดี เพราะทุกสิ่งที่พวกเขากระทำนั้นมาจากความเชื่อ

เราแน่ใจว่าทุกคนได้ร้องทูลต่อพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ และบางคนก็ได้รับการปลดปล่อย แต่บางคนก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกับเปาโล คือ เมื่อท่านท่านขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเอา “หนาม” ออกไปจากชีวิต นั่นก็คือ “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 โครินธ์ 12:9)

จงได้รับการหนุนน้ำใจอย่างยิ่ง เมื่อเราทำสิ่งใดก็ตามโดยความเชื่อและโดยกำลังที่มาจากพระเจ้า เราจะมีชื่อเสียงดีจำเพาะพระพักตร์พระองค์ ไม่ว่าผลที่ออกมานั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ความสัตย์ซื่อเป็นมาตรฐานของพระเจ้า สำหรับการมีชื่อเสียงที่ดี

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำเพื่อคุณจะได้รับผลดีบนสวรรค์ ?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2010

1 ยอห์น 2:28 – 3:3

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. ผู้ที่บังเกิดใหม่ในพระเจ้าแล้วจะประพฤติตนอย่างไร? (1 ยอห์น 2: 28-29)
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเป็น? (1 ยอห์น 3:1-3)

(ย2) ยอมภาวนา

ถนนหลวงในรัฐโอไฮโออยู่ในสภาพรถติดหนักผิดปกติ รถมากมายมาจอดนิ่งที่นั่นในตอนกลางคืน หลายคนไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผู้คนเริ่มเล่าลือกันไปว่ามีรูปของพระคริสต์ปรากฏขึ้นในตอนกลางคืนที่ถังใส่น้ำเต้าหู้บริเวณนั้น ผู้ที่ไปดูมาหลายคนก็โต้แย้งว่ารูปนี้เป็นเพียงแค่เงาของแสงจันทร์ที่ส่องลงบนถังขึ้นสนิมเท่านั้นเอง

ปฏิกิริยาของเจ้าของรถคนหนึ่งที่ติดอยู่บนถนนในวันนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เมื่อเขายื่นหน้าออกนอกหน้าต่างรถแวน ถามคนที่ผ่านไปมาว่าเกิดอะไรขึ้น คนพวกนั้นมองเขาแล้วตอบว่า “พระเยซูอยู่ที่นี่!” เจ้าของรถแวนเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า “ในตอนนั้นเอง ผมก็รู้สึกหวาดผวา ผมกลัวมากเพราะคิดว่าตนเองยังไม่พร้อมในวันพิพากษาเลย”

หลายคำถามเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของเจ้าของรถผู้นี้ เราจะรู้สึกอย่างไรเมื่อพระเยซูเสด็จมา? เราจะตื่นเต้นหรือกลัว? อัครทูตยอห์นชี้ว่า คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต (1 ยอห์น 2:28) แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระคริสต์ในตอนนี้เป็นอย่างไร

ทางเดียวที่เราจะพร้อมรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์คือเราต้องรักวางใจและเห็นคุณค่าของพระองค์ตั้งแต่บัดนี้ เมื่อนั้นเราก็ไม่ต้องคิดว่าตนเองจะเป็นอย่างไรเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา จงดำเนินชีวิตตอนนี้เหมือนอย่างที่คุณปรารถนาจะให้เป็นเมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระคริสต์

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำเพื่อคุณจะพร้อมเมื่อพระเยซูเสด็จมา?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2010

2 โครินธ์ 7:2-7

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. เปาโลมีสภาพอย่างไร หลังจากที่เขามาถึงแคว้นมาซิโดเนียแล้ว? (ข้อ 5)
  2. เปาโลได้พูดต่อพี่น้องด้วยท่าทีอย่างไร? เพราะอะไร? (ข้อ 2-4)
  3. การเล้าโลมและความชูใจมาถึงเปาโลได้อย่างไร? (ข้อ 6-7)

 

(ย2) ยอมภาวนา

เชิญพบกับนายและนาง “ทุกอย่างไปได้สวย” ทั้งสองทุ่มเทให้กับการปรนนิบัติรับใช้ผู้คน และทุกคนก็ให้การนับถือ แต่หลายคนก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเวลาที่อยู่กับทั้งสอง

ทั้งสองมักจะพูดถึงชีวิตสมรสและความชื่นชมยินดีที่ตนได้พ่อแม่ ด้วยถ้อยคำที่ฟังดูน่าตื่นเต้น ทั้งสองมีข้อพระคัมภีร์สำหรับทุกสถานการณ์ เพื่อนคนหนึ่งของทั้งคู่กล่าวว่า “เมื่อฉันอยู่กับคนทั้งสอง ฉันรู้สึกไม่อิสระที่จะพูดว่า ฉันรู้สึกยังไง เพราะเมื่อฉันพูดทีไร พวกเขามักจะบอกให้ฉัน ‘ไว้วางใจ’

เรามาดูเรื่องราวของอัครทูตเปาโล แทนที่ท่านจะแสร้ง ทำเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างดีไปหมด ท่านกลับพูดถึงการต่อสู้ของท่านอย่างทะลุปรุโปร่ง สิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดเผยต่อท่าน ลองฟังดูความซื่อตรงของท่าน “ร่างกายของเราไม่ได้พักผ่อนเลย เรามีความลำบากอยู่รอบข้าง ภายนอกมีการต่อสู้ ภายในมีความกลัว” (2 โครินธ์ 7:5)

การแบ่งปันประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดและความรู้สึกที่แท้จริง ทำให้เปาโลสามารถกล่าวคำพยานได้อย่างจริงจังว่า “แต่ถึงกระนั้นก็ดี พระเจ้าผู้ทรงหนุนน้ำใจคนที่ท้อใจได้ทรงหนุนน้ำใจของเรา โดยทรงให้ทิตัสมาหาเรา” (ข้อ 6)

ความซื่อตรงและความโปร่งใสที่มากขึ้นนั้น จะช่วยให้เรารับใช้ผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร? ถ้าผู้คนมองเห็นว่าพระคริสต์ทรงตอบสนองความต้องการของเราในขณะที่เรากำลังต่อสู้ดิ้นรนได้อย่างไร แล้วล่ะก็ คนเหล่านั้นจะเต็มใจมากขึ้นที่จะวางใจพระองค์ด้วยตัวของพวกเขาเอง นี่เป็นการรับใช้ที่ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว ยิ่งเราเป็นคนที่เราควรจะเป็นมากเท่าไร เรายิ่งมีสิ่งที่เราต้องซ่อนเร้นน้อยลงเท่านั้น

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. คุณมักจะซ่อนเร้นปัญหาของคุณจากผู้อื่นหรือไม่? เพราะอะไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2010

โคโลสี 3:23-24

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้าหนุนใจให้เรากระทำสิ่งต่างๆด้วยท่าทีอย่างไร? (ข้อ 23)
  2. อะไร คือ สิ่งที่เราจะได้รับไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม? (ข้อ 24)

(ย2) ยอมภาวนา

แพ็ต ฟิลเมอร์ เป็นมิชชันนารีรุ่นบุกเบิกที่เกาะอีเรียนไจยา มาเป็นเวลา 40 ปี เธอสอนคนให้อ่านหนังสือ นำการใช้ยาและเทคนิคด้านการแพทย์มาให้พวกเขา ทำลานวิ่งขึ้นลงสำหรับเครื่องบิน คิดระบบป้องกันการติดเชื้อยิ่งกว่านั้น เธอตั้งใจและบริหารโรงเรียนพระคริสตธรรมที่มีคุณภาพแห่งหนึ่ง และแปลพระคัมภีร์หลายตอนรวมทั้งแปลหนังสือเรียนเป็นภาษาของคนที่นั่น

ผมเคยได้ยินเรื่องของคริสเตียนชายหญิงที่มีชื่อเสียงหลายคน เคยเห็นรูปและอ่านหนังสือของพวกเขา แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องของแพ็ตเลย จนกระทั่งได้มาอ่านเรื่องของเธอในนิตยสาร ทีมโฮไรซันส์ (TEAM’s Horizons)

ผมแน่ใจว่ามีผู้เชื่อคนอื่นอีกหลายพันคนที่กำลังทำงานหน้าที่สำคัญในงานของพระเจ้า ถึงแม้พวกเขาจะจากไปที่อื่นตลอดชีวิตโดยไม่มีใครในยุคนั้นรู้จักเขาเลย แต่ก็เหมือนกับผู้เชื่อที่ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อ ที่เปาโลเรียกว่า “คนอื่นที่เป็นเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้า ชื่อของเขาเหล่านั้นมีอยู่ในหนังสือชีวิตแล้ว” (ฟิลิปปี 4:3) และพระเจ้าจะประทานบำเหน็จที่เขาปรนนิบัติพระเจ้า (โคโลสี 3:23-24)

คุณอาจกำลังดูแลคนพิการ หรือช่วยบริจาคอาหารเพื่อช่วยชีวิตคน หรือสอนเด็กในชั้นเรียนโดยไม่มีใครสังเกตเห็น คุณเป็นผู้ชนะที่ไม่มีใครรู้จักยกเว้นในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีการปรนนิบัติพระเจ้าแบบใดไม่มีความหมาย

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในแต่ละวันนั้น คุณกำลังทำด้วยท่าทีอย่างไร?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

 

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2010

ยากอบ 4:13-17

(ย1) ยอมรับพระคำ

  1. พระคำของพระเจ้ากล่าวถึงชีวิตของเราในวันพรุ่งนี้ว่าอย่างไร? (ข้อ 13-14)
  2. อะไร คือ สิ่งทีเราควรทำเพื่อจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า? (ข้อ 15-17)

(ย2) ยอมภาวนา

เบรท ลอตต์ นักเขียนนิยาย ได้ยินเสียงเรียกทางโทรศัพท์ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปถึงสองครั้งในวันเดียวกัน ครั้งแรกเขาได้รับการบอกว่า นักเรียนในวิชาการเขียนที่มีอนาคตสดใสคนหนึ่งของเขาได้เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันด้วยโรคเส้นโลหิตแตกในสมอง เสียงเรียกครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายชั่วโมง โดยพิธีกรรายการทอล์คโชว์ทางโทรทัศน์ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากคนหนึ่งโทรมาบอกเขาว่า เธอได้เลือกนิยายของเขาเล่มหนึ่งให้เป็นหนังสือออกอากาศประจำเดือนของชมรมหนังสือ ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาจะกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จทางด้านการเงินทันที เสียงเรียกครั้งแรกนั้นทำให้เขาเศร้าใจ แต่ครั้งที่สองนั้นทำให้เขาร่าเริง และเขาต้องสมดุลสองเรื่องนี้

ลอตต์ เป็นคริสเตียน เขาหยิบปากกาสีดำหัวใหญ่ขึ้นมาและเขียนชื่อนักเรียนคนนั้นลงไปในบัตรสีขาวและพกติดตัวไปด้วยทั้งเดือน เขากล่าวว่า “ผมสัญญากับตัวเองว่าจะเก็บบัตรนี้ไว้ในกระเป๋าเพื่อเตือนตัวเองว่า “อย่ายอมให้ชื่อเสียงทำให้ลืมตัว”

หนังสือยากอบเปรียบชีวิตของเราว่า “เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป” แทนที่จะมัวหลงใหลอยู่กับความสำเร็จในปัจจุบันและแผนการในอนาคต เราควรจะระลึกว่า เวลาของเรานั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และแต่ละวันก็เป็นของขวัญจากพระองค์

วันหนึ่ง พระเจ้าจะทรงเรียกเราไปอยู่กับพระองค์ การตระหนักถึงสิ่งนี้น่าจะทำให้เรามีความถ่อมใจและมีวิจารณญาณเกี่ยวกับทุกเสียงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา

(ย3) ยอมประยุกต์ใช้

  1. อะไร คือ สิ่งที่คุณจะทำในวันนี้เพื่อจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า?
  2. อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไรคือสิ่งที่คุณจะตอบสนองในวันนี้?

(ย4) ยอมแบ่งปัน

ให้คุณได้แบ่งปันถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสิ่งที่คุณตั้งใจตอบสนองต่อพระคำในวันนี้ แก่พี่เลี้ยงหรือบางคนที่คุณคาดว่าจะเป็นพระพรแก่เขาได้

ข้อท่องจำ : โคโลสี 3:23-24

ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ ท่านปรนนิบัติพระคริสต์เจ้าอยู่ 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.